แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Internet แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Internet แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

รีวิว App "พระคัมภีร์" "ภาษาไทย" "Bible" บน "Ipad" และ "Iphone" "Bible.is"


(ผมมีรีวิว App อ่านพระคัมภีร์ตัวใหม่ล่าสุดที่ชื่อ Bible YouVersion สามารถตามไปดู ตามLinkนี้ครับ http://www.gueeng.com/2012/07/app-bible-youversion.html )อ.บัญชา 23 กค.2012

สวัสดีครับ

หลังจากที่ผมได้รีวิว โปรแกรม App พระคริสตธรรมคัมภีร์ บน Iphone ที่ชื่อ "Pocket Sword" ไปคราวก่อน ตามLinkนี้ http://www.gueeng.com/2010/10/i-phone-app-pocketsword.html เวลาผ่านไป 1ปีก็พบว่ามีโปรแกรม App พระคัมภีร์ที่ใช้งานบน Ipad และ Iphone ใหม่ๆที่น่าสนใจเกิดขึ้นให้ Download ซึ่งวันนี้ผมจะมาแนะนำโปรแกรมพระคัมภีร์ที่ชื่อว่า "Bible.is" ครับ

เดิม App ที่ชื่อว่า "Pocket Sword" ถือเป็นโปรแกรมที่ดีมากที่ใช้อ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยบน Iphone ในยุคแรก แต่ข้อด้อยของโปรแกรมนี้ก็คือ

1.พระคัมภีร์ภาษาไทยใช้เป็นเวอร์ชั่น Thai King James ซึ่งแปลออกมามีหลายจุดจะไม่ตรงกับพระคัมภีร์ภาษาไทยที่เราคุ้นเคยที่เป็นเวอร์ชั่นของสมาคมพระคริสตธรรมไทย (Thai Standard Version) ครับ

2.ไม่มี App สำหรับที่ใช้บน Ipad ซึ่งถ้าคนที่มี Ipad จะต้อง Download App ที่เป็นของ Iphone เอามาเปิดใน Ipad แทน ทำให้ตัวอักษรจะไม่คมเนื่องจากต้องขยายขนาด 2เท่าครับ

แต่ App ที่ชื่อ "Bible.is" นี้ได้แก้ไขจุดอ่อนของ "Pocket Sword" หมดไปครับ และมีจุดดีอีกหลายๆจุด ทำให้ผมแทบจะเปลี่ยนมาใช้ App เพื่ออ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยของ "Bible.is" เพียงอย่างเดียวเลยครับ

อย่างแรกต้องไปทำการ Download App จาก App store เสียก่อนนะครับ โดยการพิมพ์ช่องค้นหาด้วยคำว่า "bible" ก็เจอแล้วครับ

กดเข้าไปที่ตัว App ที่เขียนว่า "Bible+" เลยครับ ใครจะโหลดใส่ Ipad หรือ Iphone มีให้โหลดทั้ง 2อันครับ เยี่ยมไปเลย แต่ที่ผมจะรีวิวจากนี้เป็น App สำหรับ Ipad นะครับ



เมื่อกดเข้าไป จะเจอหน้านี้ครับ อธิบายเกี่ยวกับ App ตัวนี้ ซึ่งดูด้านซ้ายมือจะพบว่า เจ้า App ตัวนี้ ทำออกมาหลายภาษาด้วยครับ มีทั้งภาษาอาหรับ ภาษาจีน แต่เราคนไทย คงต้องโหลด App ภาษาอังกฤษหละครับ เพราะเขาไม่ได้ทำ App สำหรับภาษาไทยโดยตรง แต่ไม่เป็นไร ขอให้ข้างในมีพระคัมภีร์ Version ภาษาไทยก็เพียงพอแล้ว


พอ Downdload App มาแล้ว จะปรากฎ Icon App สีแดงๆ ที่ชื่อว่า "Bible.is"


พอคลิ๊กเปิด App จะพบตัวที่ถามว่าจะยอมให้ "Push" ตำแหน่งที่ตั้งของเราหรือเปล่า ก็ให้กดไปเลยนะครับ เพราะมันจะทำให้ตัว App เลือกภาษาไทยให้เราอัตโนมัติเลยครับ เนื่องจากจะเช็คเจอว่าเราอยู่ประเทศไทยครับ เสร็จแล้วจะออกมาได้หน้าโปรแกรมตามภาพด้านล่างนี้ครับ

สังเกตว่าจะมีคำว่า TSV Thai Standard Version โดยด้านล่างจะมี 2ส่วนคือ Old Testament (พระคัมภีร์พันธะสัญญาเดิม) ที่จะมีแต่ส่วนของอักษร(Text) และ​ New Testament (พระคัมภีร์พันธะสัญญาใหม่) ซึ่งจะมีทั้ง เสียง(Audio) และอักษร นั่นหมายความว่า ใน App นี้จะสามารถฟังพระคัมภีร์ได้หนะสิครับ ว้าว ตื่นเต้น 

โดยวิธีการฟังก็คือ เลือกพระคัมภีร์ก่อนนะครับว่าจะให้อ่านบทไหน เสร็จแล้วก็คลิกที่ตัวไอคอน Play ด้านล่างตรงกลางใหญ่ๆนั่นหละครับ (แต่ต้องเป็นภาคพันธะสัญญาใหม่นะครับ) เสียงที่ได้ยิน รู้สึกจะเป็นแบบเวอร์ชั่นที่มีออกมานานแล้วทำเป็น MP3นั่นแหละครับ ฟังได้ชัดเจน ใช้ได้เลยครับ


แต่ผมก็มีข้อสงสัยว่า ไฟล์เสียงมันโหลดมาลงไว้ที่เครื่องเลยหรือว่าต้องฟังผ่าน Internet เท่านั้น ก็เลยลองตัดสัญญาณ Internet ออก แล้วมากดฟัง ปรากฎว่า ฟังไม่ได้ครับ มันขึ้นบอกว่าต้องฟังตอนต่อ Internet เท่านั้น อืม เข้าใจหละ


ถ้าอย่างนั้น ลองไปสำรวจการใช้งานในส่วนอื่นๆก่อนนะครับ วิธีการเปลี่ยนเล่มหนังสือ ก็โดยการคลิ๊กที่ด้านซ้ายบนสุด ตรงคำว่า Browse จะขึ้นมาเป็นหนังสือต่างๆให้เลือกครับ เลือกได้ทั้งเล่มไหน ข้อไหนก็ได้ครับ


อีกอันนึงที่น่าสนใจก็คือ ด้านข้างขวาคำว่า Browser จะมีสัญลักษณ์ตารางๆ ลองคลิ๊กเข้าไปดูจะเป็นส่วนของโปรแกรมอ่านพระคัมภีร์แบบต่างๆที่ทาง App ทำมาให้แล้วครับ มีทั้งอ่านแบบเดินตามพระเยซู 40วัน, อ่านพระคัมภีร์จบภายใน 365วัน ฯลฯ ซึ่งดีมากๆเลยครับ อ่านแล้วก็ติ๊กเครื่องหมายถูก ช่วยให้เราอ่านพระคัมภีร์ได้อย่างมีวินัยมากขึ้น แต่ข้อด้อยนิดนึงคือมีแต่ภาษาอังกฤษครับ แต่ก็เอามาประยุกต์ใช้อ่านภาษาไทยได้ครับ




อันต่อมาที่ดีมากๆ และผมก็ชอบมากคือส่วน "การค้นหาข้อพระคัมภีร์"ครับ ซึ่งดีมากกว่าโปรแกรม "Pocket Sword" ค้นหาได้แม่นยำมากๆแม้จะเป็นภาษาไทยครับ เช่นผมค้นหาคำว่า "รักนั้นก็" ซึ่งผมรู้อยู่แล้วว่ามีแต่ในพระธรรม 1โครินธ์13 ก็หาได้ตรงเป๊ะครับ


แต่การค้นหาต้องมีการเปิดใช้ Internet ด้วยนะครับ ถ้าไม่มี Internet ก็จะใช้การค้นหาไม่ได้ครับ



สำหรับคนที่อยากอ่านพระคัมภีร์ในเวอร์ชั่นภาษาต่างๆบ้าง ก็สามารถทำได้ครับโดยการกดด้านมุมขวาบนสุด ที่ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น TSV อยู่ จะขึ้นมาเป็นหน้าต่างใหม่ มีหลายภาษาให้เลือกเยอะมากๆ ผมลองเลือกดูภาษาอังกฤษครับ


ก็ปรากฎว่ามีพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษประมาณ 6 เวอร์ชั่นดังนี้



เมื่อเราลองกดไปตรงข้อพระคัมภีร์ใดๆก็จะขึ้นหน้าต่างมาใหม่ มีประโยชน์3อย่างดังนี้ครับ

1.กดไปยังสัญลักษณ์เหมือนรูปโบว์ เพื่อใช้สำหรับการทำคั่นข้อพระคัมภีร์หรือที่เรียกว่าการ Bookmark 

2.สัญลักษณ์ดินสอ ใช้สำหรับบันทึกย่อส่วนตัว เพิ่มเติมเข้าไปได้ตามอัธยาศัย


3.ส่วนนี้เพื่อสำหรับการแชร์ข้อพระคัมภีร์ดีๆไปยัง Social Network ต่างๆให้เพื่อนของเราได้ ดีมากๆครับ จากรูปจะมีขึ้นมา 2อันก่อนคือ Facebook และ Twitter 


ผมจะลองแชร์พระคัมภีร์ข้อนี้ไปยัง Facebook ก่อนนะครับ โดยการคลิ๊กไปที่ Login ของ Facebook


เราก็ต้องใส่ username กับ password เพื่อเข้าสู่ Facebook ก่อนครับ แล้วก็กดอนุญาตให้แชร์ผ่าน Facebookได้



เสร็จแล้วก็จะออกมาหน้านี้ ที่บอกว่าเราได้เชื่อมกับ Facebook แล้วครับ



ที่เราแชร์ไว้จะไปอยู่ในส่วนของ Wallpaper ของ Facebookของเรา เพื่อนๆเราก็จะเห็นว่าเราแชร์ข้อพระคัมภีร์อะไรมาหนุนใจได้


สุดท้าย สำหรับ App Bible.is ตัวนี้ ถ้าใช้กับ Ipad เมื่อเราเอียง Ipad ของเรามาในแนวนอน ตัว App ก็จะหมุนตามมา แล้วก็จะมีส่วนของหนังสือพระคัมภีร์ต่างๆอยู่ด้านซ้ายมือให้เลือกเปลี่ยนอ่านได้ตามใจชอบครับ ถือว่าสะดวกสบายมากๆ 


ซึ่ง App Bible.is สำหรับ Iphone ก็จะมีหน้าตาใกล้เคียงกันครับ การใช้งานเหมือนๆกัน เราสามารถใช้โปรแกรมนี้ประยุกต์ใช้ในหลายๆอย่างได้เช่น การให้ลูกแกะอ่านพระคัมภีร์เฝ้าเดี่ยว เสร็จแล้วก็ให้แชร์พระคัมภีร์ข้อนั้นมาที่ Facebook พร้อมกับมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น สิ่งที่ได้จากพระคัมภีร์ได้ทันที แทนการมาส่งสมุดเฝ้าเดี่ยวแบบก่อนที่เคยทำกัน เป็นต้นครับ (ถ้าลูกแกะมี Iphone หรือ Ipad นะครับ)

ซึ่งผมคิดว่าจะเอาประโยชน์นี้ไปใช้กับลูกแกะผมด้วยครับ ฮ่าๆ 

อย่างที่เคยบอก การที่เราไม่ต้องพกพระคัมภีร์เล่มหนาๆ มาใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและคล่องตัวอย่าง Ipad Iphone ติดตัวกับเราไปได้ทุกที่ ทุกเวลา แถมยังสามารถเชื่อมต่อกับสังคมออนไลน์ได้ด้วย จะช่วยให้เราอ่านพระคัมภีร์ และศึกษาพระคัมภีร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเยอะครับ และก็ไม่สามารถมีข้อแม้ให้ตัวเองได้แล้วว่า "เราไม่มีเวลาอ่านพระคัมภีร์" นะครับ

สรุปข้อดี และจุดเด่นของโปรแกรม App Bible.is
1. ใช้พระคัมภีร์ภาษาไทย เวอร์ชั่นของสมาคมพระคริสตธรรมไทย Thai Standard Version
2. การค้นหาคำ ข้อพระคัมภีร์ ทำได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ
3. มีทั้ง App สำหรับ Ipad และ Iphone
4. ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าจะให้ดี ใครมีภาระใจ สามารถถวายได้ครับ
5. สามารถฟังพระคัมภีร์ โดยให้โปรแกรมอ่านให้เราฟังได้ เป็นประโยชน์สำหรับคนตาบอด และคนขี้เกียจอ่าน(จริงๆ)
6. สามารถแชร์ข้อพระคัมภีร์ไปยัง Social Network ต่างๆของเราได้
7. มีโปรแกรมช่วยอ่านพระคัมภีร์หลากหลายตามความชอบใจ ตามความตั้งใจของแต่ละคน

ข้อบ่งชี้ในการใช้งาน ถ้าต้องการใช้ระบบเสียงอ่านพระคัมภีร์ และการค้นหาข้อพระคัมภีร์จะต้องใช้ในขณะที่ต่อ Internet เท่านั้นครับ

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"Iphone" "Ipad" สามารถอ่าน "พระคัมภีร์" ภาษาไทยได้แล้วฟรีๆ ผ่าน App "PocketSword"


(ผมมีรีวิว App อ่านพระคัมภีร์ตัวใหม่ล่าสุดที่ชื่อ Bible YouVersion สามารถตามไปดู ตามLinkนี้ครับ http://www.gueeng.com/2012/07/app-bible-youversion.html )อ.บัญชา 23 กค.2012

สำหรับตัวของผมเอง เพิ่งจะตัดสินใจเข้ามาเป็นผู้ใช้โทรศัพท์ Smart Phone ที่ชื่อว่า "IPhone" รุ่น 3Gs ของ Apple เมื่อต้นปี2010นี้เอง โดยที่ผ่านมาผมก็เคยมีประสบการณ์ใช้อุปกรณ์ประเภทนี้ที่เรียกว่า PDA มา 2-3เครื่อง โดยโปรแกรมยอดนิยมที่จะต้องมีติดในเครื่องก็คือ "โปรแกรมพระคัมภีร์" ไว้อ่าน "พระคัมภีร์"แบบDigital ติดตัวไปทุกที่ตลอดเวลา ซึ่งต้องขอบคุณพระเจ้าครับที่สมัยนี้ บางท่านอาจจะไม่สะดวกที่จะพกพาหนังสือพระคัมภีร์เป็นเล่มๆ เพียงแค่มีเจ้าอุปกรณ์ที่ปัจจุบันพัฒนามาเป็น Smart Phone ก็สามารถอ่าน "พระคัมภีร์" ได้ทุกที่ทุกเวลา แถมมีตัวโปรแกรมเสริมที่ช่วยท่านให้อ่านพระคัมภีร์รายวัน รายสัปดาห์ หรืออ่านให้จบทั้งเล่มภายใน30-90วัน ได้ + กับบรรดา Commentary ที่จะช่วยท่านให้เข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกมากขึ้นด้วย เสร็จสรรพในโปรแกรมเดียว ว้าววววววววววววววว

เดิมเริ่มแรก การหา App สำหรับอ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยใน IPhone นั้นผมหาไม่เจอเลยครับ มีที่ดีทีสุดก็คือจากการแนะนำของเว็บไซต์ www.christianthai.net ของพี่ชินกรที่ผมรู้จักกันตั้งแต่สมัยคริสเตียนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีการรวมตัวกันในสมัยเริ่มแรกสิบกว่าปีก่อน โดยทางพี่ชินกรแนะนำสำหรับ "IPhone" จะต้องไปใช้โปรแกรม App ที่ชื่อว่า iSilo ราคาดาวน์โหลด 9.99$ หรือกว่า300บาท -_-" เหงื่อตกครับ แต่ผมก็ยอมจ่ายเงินโหลดมา ซึ่งก็อ่านได้ดีครับ เพียงแต่ข้อจำกัดก็คือการ Copy วาง หรือจะค้นหาทำได้ลำบาก แถมไม่มี Commentary หรือ"พระคัมภีร์"เวอร์ชั่นอื่นๆให้อ่านครับ แต่ได้แค่นี้ก็ขอบคุณพระเจ้าแล้วครับ ผมค้นหามานานก็ไม่พบ App สำหรับอ่าน "พระคัมภีร์" ภาษาไทยดีไปกว่านี้เลย

มาวันนี้ 16 ตค.2010 โดยการทรงนำของพระเจ้า ผมเปิด "พระคัมภีร์" จากโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า The Sword Project หรือคุ้นเคยกันในชื่อว่า Cross wire Thai แล้วก็คลิ๊กในส่วนของ "วิธีใช้" เพื่อเข้า Link ไปยังเว็บไซต์หลักของผู้ผลิตโปรแกรมนี้ (ที่ท่านทำให้ฟรีๆแก่คริสเตียนทั่วโลกจะได้มี "พระคัมภีร์" อ่านผ่านเครื่องมืออุปกรณ์ Digital ทั้งหลาย ขอบคุณพระเจ้า) ก็เจอว่ามี App อ่านพระคัมภีร์สำหรับ "IPhone"ที่ชื่อว่า "PocketSword" ด้วย ว้าวววววววววววววว แต่ก็อธิษฐานในใจว่า ขอให้มีฐานข้อมูลพระคัมภีร์ภาษาไทยทีเถอะ

ผมก็จัดการเปิด "IPhone" ของผม เข้าไปในส่วน App Store ครับ แล้วก็กด Search คำว่า "PocketSword" และมีคำว่า Free ต่อท้าย วะๆๆๆๆว้าวววววววว


พอกดเข้าไปก็จะเจอคำอธิบาย App แต่ผมไม่สนใจแล้ว กด "ติดตั้ง"ด้านขวามือเลยครับ



พอ Down Load เสร็จก็จะได้ App ที่ชื่อว่า PocketSword ตามรูป


กด App เข้าไปจะเป็นพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ หน้าตาอย่างนี้ครับ


ด้านบนตรงกลางจะเป็นชื่อพระคัมภีร์ Gen 1:1 และมุมขวาจะมีคำว่า KJV หมายถึงพระคัมภีร์เวอร์ชั่น King James Version


คราวนี้ลองมาหาว่าจะมีเวอร์ชั่นภาษาไทยไหม ลุ้นๆ ผมก็กดที่ด้านมุมขวาบนตรงคำว่า KJV เพื่อจะหาเวอร์ชั่นอื่น ก็จะเข้ามาเจอหน้านี้ ให้กดปุ่มเครื่องหมาย + ด้านขวา


ก็จะเข้ามาหน้านี้ ซึ่งจะมีแหล่ง "Sources" ให้ Down load ข้อมูลต่างๆตั้งแต่พระคัมภีร์เวอร์ชั่นต่างๆ และบรรดา Commentary อธิบายพระคัมภีร์ ฯลฯ ตามแต่สะดวกของท่านครับ


ส่วนตอนนี้ผมขอมองหาพระคัมภีร์ภาษาไทยก่อนครับ โดยการเริ่มต้นเข้าไปที่ CrossWire1 ครับ
พอเข้ามาแล้วให้กด ด้านมุมขวาบนเพื่อ Refresh ครับ เสร็จแล้วมันจะเด้งออกไปข้างนอก ก็ให้กดเข้ามาที่ CrossWire1 อีกครั้ง ก็จะพบหน้านี้ครับ


ให้กดเข้า Biblical Texts ครับ แล้วเลื่อนมาข้างล่างสุด อะฮ้า เจอแล้วครับ "ไทย" 


ให้กดเข้าไปจะเจอหน้านี้ครับ เป็นพระคัมภีร์ ThaiKJV (Thai King James Version) คลิ๊กอีก 1ที


ข้างในจะอธิบายว่าเป็นพระคัมภีร์อะไร แต่ที่สำคัญคือด้านขวาบน จะมีคำว่า "Install" กดเลยครับ


จะขึ้นหน้าต่างมา ให้กด "Yes" ครับ มันก็จะโหลดพระคัมภีร์เวอร์ชั่นภาษาไทยมาให้



เสร็จแล้วก็ลงมากดด้านล่างซ้ายสุด ที่ Icon คำว่า "Bible"


ก็จะมาที่หน้าอ่านพระคัมภีร์ ให้ขึ้นไปด้านขวาบนที่คำว่า "KJV" แล้วกดเพื่อเลือกพระคัมภีร์ เราก็จะเจอพระคัมภีร์ภาษาไทย ThaiKJV ครับ ให้กดเลือกเลย



เย้ ได้พระคัมภีร์ภาษาไทยมาอ่านแล้วครับ ซึ่งสามารถเลือกพระคัมภีร์เล่มต่างๆได้ โดยการกดปุ่ม Icon ตรงกลาง





แล้วก็มีเมนูสำหรับการค้นหาพระคัมภีร์ได้โดยใช้คำต่างๆเช่น "พระเยซู" ก็จะทำการค้นว่าพระคัมภีร์เล่มใด บทใด ข้อใดที่มีคำว่าพระเยซูบ้าง ใช้งานได้ดีเยี่ยมมากๆเลยครับ รวมไปถึงการอ่าน Commentary ต่างๆ ซึ่งแม้จะมีแต่ภาษาอังกฤษ แต่แหล่งข้อมุลมีเยอะมากมายเลยครับ เหมาะกับการค้นคว้าพระคัมภีร์ส่วนตัวอย่างมากครับ

อย่างไรเสีย เรามีพระคัมภีร์ติดตัวกับ Iphone แล้ว น่าจะหมดข้ออ้างในการ"ไม่อ่านพระคัมภีร์"นะครับ

ส่วนตัวของผมกำลังเข้าสู่โปรแกรมอ่านพระคัมภีร์ให้จบเล่มภายใน 90วันอยู่ครับ จะทดสอบดูว่าได้ผลไหม เพื่อจะได้เอาไปให้บรรดาลูกแกะเข้าโปรแกรมเดียวกันครับ

ขอพระเจ้าอวยพระพรผู้ใช้ "IPhone" ทุกท่านครับ

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อ เริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน มาร่วมกันในโลกไซเบอร์ผ่าน FaceBookสิครับ



ผมคงจะไม่ได้เล่าเหตุการณ์อะไรเกี่ยวกับการจลาจลของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงระหว่างวันที่ 18-20 พค. 2010 ที่ผ่านมาเนื่องจากมีรายงานข่าวมากมายแล้ว และก็คงจะไม่ลงในเรื่องการเมืองเท่าใดนัก แต่ผมสนใจสิ่งหนึ่งที่พบเมื่อยาม "ยากลำบากด้วยกัน" ของกลุ่มคริสเตียนไทย ในอินเทอร์เน็ต

เคยมีคนพูด แสดงทรรศนะเอาไว้ว่า เหตุที่คริสเตียนในประเทศไทย ไม่ขยาย ไม่เติบโต แต่กลับอ่อนแอ เอาแต่ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ก็เพราะว่า "เมืองไทยสบาย" หรือ "คริสเตียนไทยไม่ต้องถูกข่มเหง" ซึ่งในความเห็นของผมก็เห็นด้วยครับ ถ้าคุณเคยได้อ่านวรรณกรรมคริสเตียนเล่มนึงที่เป็นเรื่องของมิชชั่นนารีที่ทำงานประกาศ ตั้งคริสตจักรในประเทศคอมมิวนิสต์ หลังม่านเหล็กในยุค 50-80 จะรู้เลยว่า คริสเตียนเหล่านั้นที่ถูกข่มเหง เข้มแข็ง และรักพระเจ้ามากแค่ไหน

ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วงปี2010 เกิดกลุ่มคริสเตียนที่สามารถรวมตัวกันในโลกอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า Social Network ผ่านทางเว็บไซต์ FackBook ซึ่งทำให้การติดต่อสื่อสารผ่านทางโลกไซเบอร์นี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้ชัดก็คือช่วงวิกฤติการณ์เผาบ้าน เผาเมืองของกลุ่มเสื้อแดง อันสร้างความตระหนกตกใจไปทั่วประเทศ แต่กลุ่มคริสเตียนที่แม้จะต่างสังกัด ต่างคริสตจักรกลับเข้ามาร่วมแรง ร่วมใจอธิษฐานพร้อมเพรียงกันผ่านทาง FaceBook ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปชมคำอธิษฐานที่บันทึกได้ตาม Link ที่ผมได้ให้ไว้นี้ (แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกของ FaceBook แล้วนะครับ)

http://www.facebook.com/photo.php?pid=1156915&id=1050206052



ช่วงวันแรกกลุ่มที่มาอธิษฐานยังมีไม่เยอะมาก แต่พอเข้าวันที่ 2 ก็มีการบอกต่อๆกัน ส่งต่อๆกันไป จนกลายเป็นกลุ่มอธิษฐานในอินเทอร์เน็ตที่ผมเชื่อว่า ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในกลุ่มคริสเตียนไทย โดยส่วนตัวของผมเองรู้สึกเลยว่า การอธิษฐานรูปแบบนี้ ไม่แตกต่างจากการไปรวมตัวอธิษฐานในที่เดียวกัน ที่ใดที่หนึ่งเลย แต่ละคนมีการเสนอหัวข้ออธิษฐาน และช่วยกันตามข่าว เช่น มีข่าวว่า ธนาคารกรุงเทพสาขาสะพานเหลืองซึ่งอยู่ใกล้ๆกับคริสตจักรสะพานเหลืองถูกวางเพลิง พวกเราก็อธิษฐานเผื่อคริสตจักรฯกัน จนในที่สุดไฟก็ดับและถูกควบคุมไว้ได้

ผมชื่นชมการที่เห็นภาพคริสเตียนต่างคริสตจักร ต่างสังกัดร่วมใจกันผ่านการอธิษฐานอย่างนี้มากเลยครับ แต่จากที่บอกว่า ทำไมจะต้องช่วงที่ "ร่วมทุกข์" ถึงจะเห็นการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ทำไมเวลาจะ "ร่วมสุข" ถึงมาสุขร่วมกันไม่ได้ครับ.... สิ่งต่อไปที่ผมอยากเห็นคริสเตียนทำร่วมกันก็คือ เห็นการ "นมัสการฟื้นฟูเป็นหนึ่งเดียวกัน"ครับ ซึ่งผมเคยเห็นในช่วงงาน "ฟื้นฟู ฤทธิ์เดช" ในช่วงปี 90 เป็นงานใหญ่ประจำปี (แต่ตอนหลังปิดตัวไปเพราะแตกแยกของคณะผู้นำ และผู้จัด) ที่ผ่านมาผมเห็นแต่ ต่างคนต่างทำ, ทำคนเดียวดังคนเดียว, ทำแล้วดัง ดังแล้วเลิกเพราะหมดแรงทำต่อ, ทำแล้วมีคนหมั่นไส้เพราะดังกว่า ฯลฯ .... อย่ามีอย่างนี้อีกเลยสำหรับงานของพระเจ้าในยุคนี้นะครับ

สงสัยต้องนัดรวมกันอธิษฐานกันอีกในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ดีไหมครับ???

ตอนนี้ใน FaceBook มีการรวมตัวคริสเตียนกว่า 1,500คนในกลุ่ม "คริสเตียนไทย" ซึ่งนำโดยอาจารย์ ดร. สุรศักดิ์ ศิษย์ธนานันท์ หรืออาจารย์กื้อ ผู้ช่วยศิษยาภิบาลคริสตจักรใจสมานวิภาวดี เป็นอาจารย์ และรุ่นพี่ของผมที่พระคริสตธรรมเพนเทคอส

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คุณรู้จักคำว่า "เกรียน" ไหมครับ!!!!






ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมมักจะได้ยินพวกผู้ใหญ่เขาพูดว่า "เด็กสมัยนี้เข้าใจมันยากจริงๆ" แล้วผมก็คิดในใจว่า "จะเข้าใจยากยังไง พวกผู้ใหญ่ก็เป็นเด็กมาก่อนไม่ใช่เหรอ"


แต่ตอนนี้พอผมเริ่มเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มั่ง อยู่ในวัยสามสิบต้นๆ ก็เริ่มค้นพบสัจธรรมแล้วว่า "เด็กสมัยนี้มันเข้าใจยากจริงๆ" ซึ่งผมพอจะเข้าใจว่า "สาเหตุ" ของความไม่เข้าใจนั้นก็คือ เรื่องของ"ยุคสมัย" มันไม่เหมือนกันครับ คืออย่างนี้......ผมจะอธิบายให้ฟัง แบ่งช่วงวัยรุ่นของแต่ละรุ่น

สมัยของพ่อ-แม่เรา ตอนนั้นสังคมมันมีอะไรบ้างในช่วงปี2500-2520
1. ดนตรี เอลวิส , สี่เต่าทอง , สุนทราภรณ์ , สตริงคอมโบเช่น รอยัลสไปรท์ ชาตรี ลูกทุ่งก็พวก สุรพล สมบัติเจริญ เต้นรำแบบดิสโก้ ร๊อคแอนโรล ช่วงนี้จะมีพวกยุคคาเฟ่ อาบ-อบ-นวด สงครามเวียดนาม
2. ภาพยนต์ เป็นขาวดำแต่ส่วนใหญ่จะ Hollywood , สมบัติ เมทนี, มิตรชัย บัญชา, เพชรา
3. สังคม ค่านิยม แฟชั่น ก็ยังเป็นแบบแต่งตัวมิดชิด กางเกงขาเดฟ ขาบาน เสื้อแขนยาวปกใหญ่ๆ รัดรูป(ผู้ชาย) จับมือถือแขนในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ สอนการรักนวลสงวนตัว
4. การติดต่อสื่อสาร มีแต่โทรศัพท์บ้านระบบหมุนด้วยนิ้ว(ใครยังจำกันได้มั่ง) ไม่ก็ยังต้องพึ่งพาไปรษณีย์ จดหมาย โทรเลข จะส่งเงินก็ต้องธนาณัติ ตั๋วแลกเงิน(ใครเคยใช้มั่ง)

สมัยของผม ช่วงปี 2520-2540
1. ดนตรี Rock , Pop ช่วงนี้จะพวก Boy Band Girl Group เยอะ เริ่มมีพวกBreak Dance, Rap ของไทยก็จะเริ่มด้วย วงแกรนด์X พี่แจ้, พี่เบิร์ด หาดทรายสายลม สบายๆ, นูโว, ไมโคร, อัศนี-วสันต์ ช่วงนี้จะเป็นช่วงการเกิดผับ-บาร์ RCA
2. ภาพยนต์ เป็นสีแล้วและเป็นพวกรักวัยรุ่นส่วนใหญ่ของไทยๆ เช่น ซึมน้อยหน่อยฯ, กลิ่นสีกาวแป้ง, มอ6/12, กระโปรงบานขาสั้น ยุคเต๋าสมชาย, มอส, แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ หนังโป๊หาดูยากมาก ต้องอาศัยแอบหาตามจตุจักร เป็นม้วนวีดีโอเทป "โป๊มั้ยน้องๆ"
3. สังคม ค่านิยม แฟชั่น เริ่มเป็นเสื้อยืดเข้ารูปมากขึ้น กางเกงยีนส์ขาม้า ขากระดิ่ง(ใครจำได้) เสื้อแขนกุดเริ่มเข้ามาสำหรับผู้หญิง ตอนปลายๆ ปี40 จะยุคต้นของสายเดี่ยว การจับมือเดินของวัยรุ่นหนุ่มสายเป็นสิ่งที่เริ่มยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องปกติ
4. การติดต่อสื่อสาร ผมยังอยู่ตอนเริ่มใช้เพจเจอร์ แพคลิงค์ตั้งแต่เป็นแค่ตัวเลข มาเป็นระบบข้อความ ต้องโทรไปบอกข้อความให้ใครก็ไม่รู้เพื่อให้เขาพิมพ์ส่งให้ บางทีจะหยอกเพื่อนสักหน่อย พวกคำผวนก็เจอจะ "คำไม่สุำภาพไม่อนุญาตนะคะ" แหะๆ คร้าบ ผมผิดไปแล้วครับ

สมัยปัจจุบัน ปี2540-2552
1. ดนตรี โอยมีหลากหลายมาก พวกRockก็จะไปแบบที่เรียกว่า"ว๊ากเกอร์" ที่ตะโกนเสียงแหบๆ HipHopก็มาแรง เทรนเกาหลี ฟังไม่ออกหรอก แต่ร้องได้ การเต้นที่นิยม ก็คือ "โคโยตี้"ครับ คือเต้นที่Sexy ยั่วยวน โอย...ดูแล้วความดันขึ้นครับ ฮ่าๆ
2. ภาพยนต์ พวกการ์ตูนแบบเดิมไม่มีแล้ว เดี๋ยวนี้จะเป็นแบบ Animate คอมพิวเตอร์เยอะ ยิ่งพวกCGคอมพิวตอร์กราฟฟิกแทบทุกเรื่อง ฉากรุนแรง ฉากจูบ ฉากโป๊ ดูได้ดาษดื่นครับ ยิ่งโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต หาโหลดดูกันตามอัธยาศัย หนังโป๊ไม่ต้องดูแล้วครับ หาคลิปบรรดาชาวบ้าน-ดาราที่ถ่ายหลุดออกมา เร้าใจกว่าเยอะ
3. สังคม ค่านิยม แฟชั่น ผ้าน้อยชิ้นเหลือเกิน การเห็นหน้าอกหน้าใจ ไม่ถือว่าผิด มีข้อแม้เท่านั้นคือห้ามเห็น"หัวนม"ไม่งั้นเรียกว่าโป๊ โอ้ บร๊ะเจ้า(ศัพท์เกรียนเดี๋ยวมีสอนครับ) กระโปรงสั้นจู๋มาก เห็น กกน.ไม่เป็นไร ขออย่างเห็นHairก็พอ.... -_-" ไม่ไหวแล้วครับ ดาราันักแสดงหละตัวดีเลย ค่านิยมไปเร็วมาก เรื่องจูบกันหอมกันในที่สาธารณะเริ่มมีให้เห็นแล้ว แต่จะพบได้เสมอเมื่อไปผับ หรือบาร์ ค่านิยมการมีSexเมื่อแต่งงานแล้วเท่านั้น ผมพบว่าใครที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา จะโดนตำหนิทันทีว่าหัวโบราณ... อืมมมม
4. การติดต่อสื่อสาร ผมพบว่าไม่มีใครที่ติดต่อไม่ได้แล้วครับ.... แม้กระทั่งขอทานเขมรก็ยังมีโทรศัพท์มือถือ จากสมัยก่อนโทรศัพท์ราคาเป็นแสน ตอนนี้ 500บาทก็หาซื้อได้แล้วครับ(มือสอง) ซิมแจกฟรี เออคุณพ่อคุณแม่ครับ โทรเลขไม่มีแล้วนะครับ ที่ไปรษณีย์เขาเพิ่งยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้ว.... และอินเทอร์เน็ตสำหรับคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ ไม่มีใครที่ไ่ม่เล่นครับ อีเมล์มีกันทุกคนแน่นอน 

เกริ่นมาซะตั้งนาน เราจะพบว่า แค่ผ่านมาประมาณ 50ปี อะไรๆมันเปลี่ยนไปหมด และเปลี่ยนไปอย่างมากมายและรุนแรง ดังนั้นการที่เราจะไปเข้าใจคนรุ่นใหม่นั้น มันต้องใช้ความพยายามมากเลยครับ ผมก็อาศัยศึกษาเรียนรู้พวกเขาทั้งในชีวิตส่วนตัวและผ่านทางข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนี่แหละ

ผมมีคำถามมาถามผู้อ่านครับว่า เคยได้ยินคำว่า "เกรียน" ไหมครับ รู้หรือเปล่าว่ามันหมายถึงอะไร
ถ้าคุณไม่เคยได้ยิน ก็ต้องยอมรับต่อตัวเองนะครับว่าคุณไ่ม่ค่อยได้พบปะกับวัยรุ่น หรือคนรุ่นใหม่เลย
ถ้าคุณเคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจความหมาย แสดงว่าคุณเคยพบปะวัยรุ่น แต่ไม่ได้ใช้เวลาหรือสังคมกับพวกเขา

ผมได้คัดความหมายของคำว่า"เกรียน" มาจาก เว็บ "ไร้สาระนุกรม" (งงอะดี้ เว็บนี้คืออะไร??)

เกรียนหรือศักดิเกรียน เป็นคำสแลงแทนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมก่อกวน ก้าวร้าวทางคำพูดและความคิด ไร้เหตุผล หรือคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคมอินเทอร์เน็ต โดยมักจะแสดงออกในลักษณะที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนเด็กไม่ได้รับความสนใจ บุคคลกลุ่มนี้จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลหรือการวิเคราะห์ไตร่ตรอง
คำว่า เกรียน มาจากทัศนคติของบุคคลที่เป็นเด็กนักเรียนชายที่ตัดผมสั้นหัวเกรียน ซึ่งมักจะแสดงพฤติกรรมดังกล่าวอยู่บ่อยๆ และกลุ่มบุคคลที่อยู่ในสภาวะเกรียน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก และยังเป็นกลุ่มเด็กที่เล่นเกมออนไลน์อีกด้วย เมื่อถูกเรียกบ่อยครั้งเข้า คำนี้จึงใช้แทนกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นไปเสีย โดยไม่คำนึงถึงอายุ มีการเปรียบเทียบว่า เกรียน คล้ายกับลักษณะของ นู้บ (noob, n00b) หรือ นูบี (newbie) ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลในอินเทอร์เน็ตตามเว็บบอร์ด หรือเกมออนไลน์ ที่มักจะเป็นคนใหม่และทำตัวเหมือนรู้ทุกเรื่อง (แต่ไม่ได้รู้จริงหรือไม่รู้เลย)
อาการของเกรียน
  • ชอบเรียกร้องความสนใจ ไม่รู้จักมารยาทในสังคม ด่าทอผู้อื่นแบบไร้เหตุผลแบบผีเจาะปากมาพูด เกรียนบางคนมักจะกล่าวหาว่าผู้อื่นเป็นเกรียน เพื่อโยนความเกรียนให้แก่ผู้อื่น และปกป้องตนเองว่าตนเองไม่ได้เป็นเกรียน
  • มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รู้จัก หรือรู้จัก แต่ไม่มีมารยาทในสังคม ถึงขั้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ ทั้ง ๆ ที่เป็นความเชื่อที่คนปกติไม่คิดกัน
  • มีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกน้อยกว่าบุคคลปกติ หรือมักจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ เพราะภูมิคุ้มกันทางสังคมต่ำและได้รับการอบรมมาน้อย หรือได้รับการอบรมมามากจนชินชาและจะปฎิเสธการอบรมต่างๆ
  • มักจะอวดเก่งว่าตัวเองไม่เคยกลัวอะไร แต่เมื่อเจอเข้าจริงๆ กลับกลัวหางจุกตูด
  • ใช้การแสดงออกทางวาจา (หรือข้อความที่พิมพ์ในเว็บไซต์) มากกว่าทางความคิด เนื่องจากเป็นพวกไม่มีสมอง จึงคิดไม่เป็น
  • มี EQ ติดลบ และ IQ เป็นศูนย์ เนื่องจากใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
  • ชอบสร้างประเด็นปัญหา ทำให้เกิดข้อขัดแย้งโดยไร้เหตุผลพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เหตุผลก็อย่างที่บอก พวกนี้มันไร้สมอง
  • มักจะรวมกลุ่มระหว่างเกรียนกันเอง (หรือกระทั่งสร้างเว็บไซต์รวมกลุ่มโดยเฉพาะ) เนื่องจากผู้อื่นไม่คบหาสมาคม

เด็กสมัยนี้จะไม่เหมือนสมัยก่อนนะครับ เนื่องจากเขาจะมีโลกอีกโลกหนึ่งที่ตัวตนของเขาเป็นอยู่ นั่นคือในโลก "ไซเบอร์" ที่เขาจะสามารถแสดงตัวตนในแบบที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆช๊อคได้ เนื่องจากโลก "ไซเบอร์"มันเป็นโลกที่การพูดคุย หรือปฏิสัมพันธ์กันสามารถจะเป็นตัวตนจริงของเรา หรือไม่เป็นตัวตนจริงของเราก็ได้ บางทีเราเข้าไปพูดคุยตามเว็บบอร์ดต่างๆ อาจจะพิมพ์ด้วยคำพูดที่เราไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบคำพูดของเราเหมือนกับโลกความเ็ป็นจริง เพราะไม่มีใครรู้จักใครในอิืนเทอร์เน็ต(ยกเว้นคุณจะแสดงตัว)

ทำให้ปัญหาของเด็กที่ติดอยู่ในโลกของ อินเทอร์เน็ตหรือไซเบอร์นี้ จะมีEQต่ำ(ความฉลาดทางอารมณ์และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น)  ผมมีธุรกิจคือร้านอินเทอร์เน็ต ดังนั้นผมจะสัมผัสกับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ทุกวัน ซึ่งผมพบว่า ถ้าผู้ใหญ่เราไม่เข้าใจโลกของเขา จะทำให้เราไม่สามารถสอนหรือแนะนำเขาในทางที่ควรจะเป็นได้ และผมก็พบว่าผู้ใหญ่สมัยนี้ ร้อยละ 90% ไม่เข้าใจวัยรุ่นจริงๆครับ อาจจะมีคนแย้งว่า "แล้วไง คนสมัยก่อนยังไม่เข้าใจเราเลย ก็ไม่เห็นมีปัญหานี่" ก็ถูกครับ แต่ไม่หมด เพราะที่ผมเกริ่นมาตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปไวมาก ค่านิยมก็เปลี่ยนไป เด็กวัยรุ่นในยุคก่อน อย่างมากไม่เข้าใจเขาก็อยู่แค่กับเพื่อน เหล้า ยา.. แต่เด็กสมัยนี้ ถ้าเขาหลงทางแล้ว เขามีทางไปผิดทางได้มาก เช่น คุณเคยได้ยินเด็กวัยรุ่นทำระเบิดจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตไหมครับ.... หรือเด็กวัยรุ่นที่ถ่ายคลิปวีดีโอแฟนของตัวเองขณะที่กำลังมีอะไรกัน แล้วก็ส่งเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต หรือเด็กวัยรุ่นที่อารมณ์รุนแรง ขับรถไล่ชนคนและกระเป๋ารถเมล์เนื่องจากควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ (ลูกนางสาวไทยซะด้วย) ที่ร้านผมรู้จักน้องคนนึงอายุ 12เป็นเอเ่ย่นต์ขายยาบ้าครับ (แ่ต่ปัจจุบันกลับใจมาเป็นคริสเตียน)

ผมแนะนำนะครับว่า สำหรับคุณที่จะมีลูก หรือมีน้องชายน้องสาว หรือแม้กระทั่งจะรับใช้พระเจ้ากับกลุ่มเด็กวัยรุ่น ต้องเขาใจ และรู้จัก"โลก"ของเขาครับ ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลของพวกเขา สังคมของเขาอยู่มากมายเลย ผมจะแนะนำเว็บไซต์ที่คุณได้อ่านข้อมูลแล้ว จะปวดหัว ปวดตับ ปวดม้าม แต่ก็ปนความสนุกแบบไร้สาระ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ชื่อว่า "ไร้สาระนุกรม"(uncyclopedia) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เลียนแบบมาจากเว็บ "สารานุกรมเสรี"(Wikipedia")ที่เป็นแหล่งความรู้ อันมาจากผู้ใช้ทุกคนที่จะเข้าไปเขียน แก้ไข เสริม เติมข้อมูลเหล่านั้นอย่างเสรีครับ

เว็บไร้สาระนุกรม คุณจะพบสิ่งต่างๆที่ัวัยรุ่นสมัยนี้ นิยามความหมาย และโลกของเขาที่สับสน ปนไร้สาระ แต่ก็มีความสนุกสนาน สดใสอยู่ในตัวของพวกเขานั้น (แต่ก็มีผู้ใหญ่หลายคนเข้าไปแจมด้วย) ผมเสนอให้คุณอ่านข้อมูลคำว่า "เกรียน" และคำวา "เมพ" ก่อนนะครับ แล้วจะรู้ว่า เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ เขาเป็นอย่างไร ถ้าคุณขำและสบถออกมาว่า "ปัญญาอ่อน" นั่นแหละครับ คุณกำลังเข้าใจโลกของเขาแล้ว

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Blog คืออะไร แล้ว....มันคืออะไร???





มีน้องที่ไม่ได้รู้จักคนนึงถามมาหลังไมค์ว่า "พี่ครับ ผมอยากติดต่อให้พี่เขียนบทความเกี่ยวกับ Blog ว่ามันคืออะไร แล้วมีข้อดีหรือไม่ดีอย่างไร มีอันตรายต่อวัยรุ่นไหม ..... ผมจะเอาไปลงในนิตยสารคริสเตียนที่ชื่อว่า Bridge ครับ".....

โอ้ ... เราจะดังขนาดได้ลงหนังสือแล้วหรือเนี้ยะ หรือว่า น้องคนนี้มันหลงผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ฮ่าๆๆ แต่ในใจหนึ่ง เอ รู้จักก็ไม่รู้จัก ทำไมอยู่ดีๆก็จะมาขอให้เราเขียนบทความ หรือว่ามันจะหลอกเราหรือเปล่า?? คิดไปต่างๆนานา แต่ท้ายสุดก็เอาวะ เขียนไปก็ไม่เสียหาย ถ้ามันจะหลอกเราก็แค่เสียเวลานิดหน่อย แต่ได้บทความที่มีประโยชน์อย่างน้อยต่อพี่น้องที่ติดตาม "คริสเตียน นมัสการ ไซเบอร์" ว่าแล้วก็เริ่มเขียน....(หลังจากที่โดนโทรมาทวงต้นฉบับเมื่อสักครู่ ฮ่าๆ ลืมไปหวะ ขอโทษที)

คืองี้ครับ อินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบันเนี้ยะ มันกำลังเข้าสู่ยุคที่ 2 หรือที่เรียกว่า Web2.0 หมายถึงข้อมูลต่างๆในเว็บ หรือโลกของอินเทอร์เน็ต เกิดจากการกลุ่มผู้ใช้งาน(USER) อย่างเราๆท่านๆนี่แหละครับ แทนที่จะเกิดจากสมัยก่อน ต้องมีคนทำเว็บ แล้วก็เขียนเนื้อหาขึ้นมา Userก็เข้ามาSearchหาข้อมูล เป็นการสื่อสารหรือรับข้อมูลทางเดียวเท่านั้น 
แต่ปัจจุบัน มันได้แปรเปลี่ยนไปเป็น ผมหรือคุณที่ใช้งานนี่แหละ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำให้เกิดข้อมูลในเว็บขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น บางบทความอาจจะพูดถึงหรือเปิดประเด็นอะไรนิดนึง แล้วผมหรือคุณเข้าไปแล้วก็เขียน Commentหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้ความเห็นเพิ่มเติมข้อมูล คนอื่นๆที่เข้ามาอ่าน นอกจากจะได้อ่านหัวข้อที่เปิดประเด็นแล้ว ก็ยังได้ข้อมูลจากผู้ใช้คนอื่นๆด้วย บางทีการอ่านคนที่เขียนCommentเข้ามายังจะสนุก บางทีก็ฮาน่าสนใจมากกว่าเนื้อหาต้นเรื่องซะด้วยซ้ำ 

ไอ้เจ้าWeb2.0 เนี้ยะ ก็มีหลากหลายอย่างครับ Blog ก็รวมอยู่ในอินเทอร์เน็ตGenerationใหม่นี้ด้วย

ลองดูClip อธิบายBlogส้ันๆสนุกๆสิครับ

Blog มาจากคำว่า Web Log มันคือพื้นที่ส่วนตัวที่เราสามารถจดบันทึก ความรู้ ความคิดเห็น คล้ายกับไดอารี่ในสไตล์ของเราเองนั่นแหละครับ แล้วคนที่เข้ามาอ่าน ก็สามารถแสดงความคิดเห็น มีปฏิสัมพันธ์กับเราผู้เป็นเจ้าของ หรือกับคนอื่นที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้

ส่วนใหญ่เนื้อหาของ Blog มีหลากหลายออกไปแล้วแต่เจ้าของBlog จะให้เป็นครับ บางคนก็อาจจะเล่าเรื่องตัวเอง ชีวิตของตัวเองคล้ายๆไดอารี่, บางคนก็อาจจะชอบเกี่ยวกับการทำอาหาร ก็จะมาให้ข้อมูลความรู้ในการทำอาหารของตัวเอง การลองถูกลองผิดสูตรต่างๆ และอย่างของผมนี้ ผมก็จะเขียนประเด็น 3อย่างคือ เรื่องของไลฟ์สไตล์คริสเตียน, เพลงนมัสการ(เพลงคริสเตียน) แล้วก็เรื่องของโลกอินเทอร์เน็ตที่คริสเตียนสามารถนำมาใช้กันได้ เป็นมุมมองความคิดเห็นของคริสเตียนในเมืองใหญ่คนหนึ่งครับ (การเป็นคริสเตียนในเมืองใหญ่จะมีแง่มุมหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนศาสตร์พันธกิจในเมืองใหญ่ ถ้าอยากรู้ต้องลงเรียน 3หน่วยกิจในสถาบันพระคริสตธรรม)

มีเว็บไซต์ที่ให้บริการพื้นที่การเขียน Blog มากมายหลายที่ครับ อย่างเช่นที่ผมใช้อยู่ก็คือ www.blogger.com หรือตอนนี้ที่กำลังมาแรงก็คือพวกเว็บที่เรียกว่า Social Network อันได้แก่ Hi5, Facebook, Myspace และMultiply นั่นเอง ซึ่งพวกบรรดาเว็บสังคมส่วนใหญ่ผู้ทำจะแสดงตัวตนผ่านทางเว็บเหล่านี้ เช่นการใส่รูปภาพต่างๆของตนเอง แล้วมีการอัพเดทอยู่เสมอๆ ส่งข้อความทักทายกัน หรือเข้าไปคอมเมนท์รูปถ่ายต่างๆ

ข้อดีของBlog และ Social Network เหล่านี้ก็คือข้อมูลต่างๆที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตมีมากขึ้น การเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นเราอาจจะหาข้อมูลร้านอาหารอร่อยๆสักร้านแถวสุขุมวิท แค่เราพิมพ์ในGoogle ว่า "ร้านอาหาร อร่อย สุขุมวิท" ข้อมูลที่ขึ้นมาจะไม่ใช่บรรดาเว็บไซต์ของร้านอาหารนั้นๆที่มีไว้เพื่อโฆษณา แต่อาจจะเจอข้อมูลจากBlogของใครสักคนที่ไปทานร้านอาหารแถวสุขุมวิทน้ันๆแล้วมาวิจารณ์ แถมมีคนอื่นๆเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น เราก็จะได้ข้อมูลแท้จริงจากกลุ่มคนทานจริงๆที่ไม่ใช่การโฆษณาของบรรดาร้านอาหารเหล่านนั้น ข้อมูลจึงน่าเชื่อถือมากกว่า

ส่วนข้อเสีย ที่ผมเห็นมีอย่างเดียวคือ ความเป็นส่วนตัวของเราๆท่านๆจะน้อยลง เพราะการเข้าถึงข้อมูลของพวกเราที่มีตัวตนในอินเทอร์เน็ตนั้นง่ายมากๆ แค่ผมSearch ชื่อใครพร้อมนามสกุลในgoogle ผมอาจจะพบBlogของเขา แล้วก็เข้าไปคุยทักทายได้เลย ซึ่งผมก็พบว่าถ้าจะมีใครสักคนตามหาผม คงจะไม่ยากที่จะหาที่อยู่บ้านของผม รวมถึงเบอร์โทรของผมครับ

แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีมันก็ต้องมีการพัฒนาต่อไป และต่อไปก็จะเข้าสู่Web3.0ครับ เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ยิ่งถ้าเราใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ไม่ได้อยู่ตามเขา ตามดอย หรือชนบทน้ำไฟไม่ถึง เราจำเป็นที่จะต้องเผชิญกับมันและเรียนรู้มันแล้วนำมันมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในชีวิตของเรา และงานรับใช้พระเจ้าของเราให้มากที่สุดครับ อย่าลืมว่ามารซาตานมันก็พยายามใช้เทคโนโลยีพวกนี้ชักจูงให้คนทำบาปได้ง่ายดาย เช่นการเข้าถึงภาพลามกเป็นสิ่งที่ง่ายมากในโลกของอินเทอร์เน็ตแถมฟรีอีกต่างหาก จนทำให้หนังสือลามกแทบจะสูญหายไปเลยเป็นต้น

ขอพระเจ้าให้สติปัญญาแก่พวกคุณคริสเตียนที่จะนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในงานของพระเจ้าให้มากที่สุดครับ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

iGoogle ใครที่ชอบท่องเว็บ ชีวิตติดกับอินเทอร์เน็ต ขอบอกๆ ห้่ามพลาดครับ

ผมมีสิ่งดีๆที่จะมาแนะนำให้คนที่ชอบการเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นชีวิตจิตใจ มันเป็นเว็บส่วนตัว(ที่คนอื่นเข้าดูไม่ได้นอกจากเรา)ที่จะอำนวยความสะดวก และความสนุกในการท่องเว็บ จนคุณจะติดหนึบเลยครับ

ชื่อของเจ้านี่คือ "iGoogle" ลองดุคลิป 50วินาทีนี้ก่อนครับ แล้วเดี๋ยวจะเล่าต่อ



ผมว่าในปัจจุบัน ทุกคนที่มีคอมพิวเตอร์ล้วนจะต้องเข้าไปใช้ Internet อย่างแน่นอน ดังนั้น คอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตจะเป็นของคู่กันจนแยกขาดจากกันไม่ออก

แต่ก่อน การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตเลย เช่นพวกโปรแกรมทำงานประจำของเราที่ชื่อ Microsoft Office จำพวก Word, Excel, Powerpoint เวลาจะทำงานที ก็ต้องมีเจ้าโปรแกรมพวกนี้ลงในแต่ละเครื่อง แต่ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะเจ้าโปรแกรมต่างๆจำพวกนี้ ล้วนไปอยู่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งหมายถึง แม้ว่าเครื่องของคุณ หรือที่ไหนก็ตาม แม้ไม่มีเจ้าโปรแกรมนี้อยู่ คุณก็ยังสามารถใช้งานได้ตราบใดที่คุณมีอินเทอร์เน็ต นั่นหมายถึงเมื่อคุณ Online แล้วเปิด Web Browser ก็สามารถใช้โปรแกรมต่างๆ ผ่าน Internet Explorer , FireFox หรือ Google Chrome ได้เลย

ซึ่งมาวันนี้ ผมจะมาแนะนำเจ้า Application ต่างๆผ่านทางอินเทอร์เน็ตเหล่านี้ ที่มีชื่อว่า iGoogle  

อย่างที่เราทราบๆกันอยู่ว่า Google เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แทบจะอันดับหนึ่งของโลกที่ก้าวขึ้นมาจากการเป็นผู้ให้บริการ Search Engine หรือโปรแกรมค้นหาอินเทอร์เน็ต แต่ตอนนี้Google ได้ก้าวไปไกลกว่านั้นคือ การเอาศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่มาต่อยอดโปรแกรมเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆในInternet ซึ่งทำให้ทุกคนที่เข้ามาในInternet ต้องมีความเกี่ยวข้องกับ Google ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง (คล้ายๆกับ Microsoft ทำกับพวกเราผู้ใช้คอมพิวเตอร์สิบกว่าปีที่ผ่านมานั้นเอง)

เจ้า iGoogle เปรียบเสมือนบ้านของเราในโลกของอินเทอร์เน็ต ที่แต่ละคนจะมีเป็นส่วนตัว แล้วสามารถปรับเปลี่ยนความต้องการการใช้งานตามแต่ละคนต้องการได้อย่างง่ายดาย(แต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน) ก็แค่เราลงทะเบียนกับทาง Google เมื่อเรามี Username และ Password ของตัวท่านเองแล้ว ผมก็ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ Google ครับ

ซึ่งเจ้าGoogle มันมีหลากหลายโปรแกรมมากมายๆ ที่คุณไม่ต้องลงเจ้าโปรแกรมนี้ในเครื่องของคุณเลย เพียงแค่คุณมี Internet กับ Web Browser เท่านั้น(ซึ่งผมแนะนำให้ใช้ Browser ของGoogle ที่ชื่อว่า Google Chrome) โปรแกรมที่น่าสนใจผมจะยกตัวอย่างให้ฟังมีดังนี้


1. โปรแกรมเอกสาร หรือที่เรียกว่า Docs Google มันเป็นโปรแกรมที่ทำให้คุณใช้งาน Word, Excel และ Powerpoint ผ่านทางเน็ต โดยที่เครื่องของคุณไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรม Microsoft Officeเลยครับ แล้วไฟล์ที่คุณทำงานเสร็จก็ Save ฝากไว้ในอินเทอร์เน็ตนั้นแหละ ซึ่งประโยชน์ที่มันทำได้ก็คือ คุณสามารถร่วมงานกับเพื่อนของคุณซึ่งอยุ่กันคนละที่ ทำงานผ่านเจ้า Docs Google แก้ไขงานร่วมกันจากคนละที่ได้ครับ หรือShare ไฟล์ร่วมกัน เพราะงานที่ว่ามันถูกบันทึกบนเน็ตครับ สุดยอดไหมหละ!! ผมกับทีมงานรับใช้พระเจ้าที่โบสถ์สยามสแควร์ ก็ทำงานผ่านเจ้าGoogle Docs นี่หละครับ เวลามีเอกสารการประชุมไม่ต้องPrint มาให้เปลืองกระดาษ เวลาประชุมไปก็ให้เลขาฯพิมพ์ใส่ในเน็ตเลย แล้วเมื่อเสร็จก็Save แล้วก็ Share ให้กับผุ้ร่วมประชุมทุกคนเข้าไปอ่าน + แก้ไข รายงานการประชุมได้ด้วยตัวเองที่หลังครับ (เป็นไฟล์เดียวกัน)


2. โปรแกรมปฏิทิน หรือ Google Calendar ซึ่งเมื่อคุณหรือองค์กร หรือเพื่อนต้องทำงานร่วมกัน การกำหนดปฏิทินนัดหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เจ้า Calendar ของGoogle ก็มีคุณสมบัติ ให้คุณกับเพื่อนร่วม Share ปฏิทินการทำงานกันได้ เช่น วันอาทิตย์นี้ใครมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ก็ไม่ต้องมาแจกตารางกันซึ่งก็มักจะทำหายกันบ่อยๆ เพียงแค่ให้เลขาฯทำปฏิทินแล้วก็ส่งShare ปฏิทินตารางการทำงาน วันหยุด นัดหมาย ฯลฯ ให้กับทุกคน ปฏิทินที่ว่าก็จะขึ้นให้กับทุกคนครับ แล้วพอถึงนัดหมาย มันก็จะมีการเตือนขึ้นมา ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณก็สามารถทำปฏิทินส่วนตัวอีกเป็น 10อัน แล้วอาจจะไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลแก่คนอื่น แต่คนอื่นจะทราบเพียงแค่ว่า ในวันนั้นเวลานั้นคุณ "ไม่ว่าง"ก็ได้ครับ อย่างผมจะมีปฏิทินอยู่ 3 อัน คือ ปฏิทินงานรับใช้ที่คริสตจักร, ปฏิทินงานรับใช้อื่นๆ(พันธกิจ) และปฏิทินส่วนตัวของครอบครัว(ซึ่งผมจะแชร์กับภรรยา) จะทำให้การทำงานคุณง่ายขึ้นมากครับ แล้วพอมีอะไรจะเปลี่ยนแปลงคุณก็สามารถเข้าไปแก้ปฏิทินได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเมื่อแก้ไขแล้ว เพื่อนๆที่แชร์ปฏิทินกับคุณก็จะทราบเลยว่ามีการแก้ไขแล้วเพราะมันจะส่งอีเมล์ไปเตือนทุกคนครับ

3. Google Gmail เพื่อนๆหลายๆคนคงมีอีเมล์ส่วนตัวของตัวเองอยู่แล้ว เช่น Hotmail หรือ Yahoo แต่สำหรับ Google Gmail จะสะดวกตรงที่มันจะพ่วงการทำงานกับโปรแกรมอื่นๆของGoogle ซึ่งเวลามีนัดหมาย หรือเตือนอะไรต่างๆ ก็จะส่งผ่านมาทางเจ้าอีเมล์ตัวนี้ และทีเด็ดที่ทำให้ผมแทบจะเลิกใช้อีเมล์ตัวอื่นเลยก็คือ "การกรองอีเมล์ขยะ" ที่อยู่ในระดับสุดยอดมากครับ แทบจะไม่มีอีเมล์ขยะมากวนใจในBoxของเราเลย หรือถ้าหลงมา ก็มาได้แค่ทีเดียว เมื่อเราระบุว่านี่คืออีเมล์ขยะมันก็จะไม่มากวนใจอีกในครั้งต่อๆไป แล้วเวลาการลบอีเมล์ขยะ ก็ง่ายครับเพียงแค่กดคำว่า "ลบอีเมล์ขยะ" เจ้าGmailก็จะล้างเกลี้ยงใน คลิ๊กเดียว ง่ายกว่า Hotmailที่ผมใช้อยู่มากมายเลยครับ

4. แชร์ภาพถ่าย Picasaweb ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายๆคนพอถ่ายรูปมาแล้ว ก็อยากจะแชร์ภาพถ่ายของตัวเองให้เพื่อนดู หลายคนก็แชร์ผ่านทาง Hi5 ซึ่งเป็นเว็บส่วนตัว ผมก็มีHi5 แต่ยอมรับว่า การอัพโหลดและแชร์ภาพถ่ายในHi5 นั้น "ห่วยมาก" อัพโหลดช้า การแสดงรูปก็ช้า บางทีก็error แต่เมื่อผมมาใช้ผ่านทาง Picasa แล้วทุกอย่างรวดเร็วสุดยอดครับ แต่ตัวนี้จะต้องโหลดโปรแกรม Picasa มาลงไว้ที่เครื่องของเรานิดหน่อย หลังจากนั้นก็แทบจะ Auto ในการอัพโหลดรูปเข้าไปยังพื้่นที่ใน Google ครับ ซึ่งเพื่อนเราจะเข้ามาดูได้ง่ายมาก แชร์ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วครับ

5. แปลภาษา เดี๋ยวนี้การแปลภาษา หรืออ่านเว็บภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน ฯลฯ ไม่ใช้เรื่องยาก เจ้าGoogle ได้เตรียมให้เป็นเรื่องง่ายๆเลยหละ เพียงแค่ copy Url ของเว็บไซต์นั้นมาวางไว้ มันก็จะแปลทั้งหน้าให้เลยครับ แม้จะแปล Sub นรก หรือแปลแย่ไปหน่อยแต่ก็ยังพออ่านจับใจความได้อะครับ (หวังว่าอนาคตจะพัฒนาดีกว่านี้)

แล้วก็มีอีกอื่นๆอีกครับ แต่ผมอยากชวนพวกเรามาใช้เจ้า iGoogle ในการทำงานและเล่นอินเทอร์เน็ตครับ เพราะอนาคต มันจะมีอะไรออกมาอีกเยอะเลย แล้วอย่าลืมว่า Google มันฟรีนะครับ แถมทุกอย่างเป็นภาษาไทยหมด อิอิ ซึ่งง่ายกับคนไทยอย่างเราครับ

สุดท้ายอยากหนุนใจให้เราคริสเตียนรวมไปถึงผู้รับใช้พระเจ้าที่จะร่วมกันนำเจ้าเครื่องมือที่พิเศษต่างๆเหล่านี้ในอินเทอร์เน็ต ในคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในงานของท่าน ซึ่งยิ่งท่านรับใช้พระเจ้าใน "เมืองใหญ่" ยิ่งจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ เพื่อบริหารเวลาอันมีค่าในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ดีกว่าใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวครับ

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

เมื่อผมหลงเข้าไปในโลกของ "กบ" CamFrog2

มาว่ากันต่อเรื่องเจ้า "กบ" ตัวน้อยแต่พิษสงร้ายกาจตัวนี้

ตอนแรกพอเข้าไปในห้อง เราก็เหมือนคนแปลกหน้านะครับ แต่อย่าตกใจไป เพราะหลายคนในห้องก็ล้วนเป็นคนแปลกหน้ากัน แบ่งคนที่มาเล่นในห้องได้สองกลุ่มคือ 1. กลุ่มขาจร และ2. ขาประจำ
ขาประจำคงไม่ต้องพูดถึง ซึ่งก็คือพวกที่มาอยู่ประจำจนได้สิทธิ ได้สีต่างจากชาวบ้านทั่วไป ส่วนกลุ่มขาจรเป็นประเภทอาจจะมีห้องประจำห้องอื่นแล้วเบื่อๆก็เลยแวะมาห้องอื่น ไม่ก็เป็นพวกที่ไม่มีห้องประจำเลย อาศัยมั่วๆเข้าห้องอื่น หาเพื่อนคุย

แต่จากการสังเกตในการเข้าเล่นCamfrogนะครับ คนส่วนใหญ่คือ ล้วนมาหาเพื่อนทั้งสิ้น หาเพื่อนคุย แต่จะเป็นรูปแบบลักษณะของการ"จีบ"กัน หยอดคำหวานๆกัน ไม่ก็เป็นหยอกล้อกันเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่อัตราส่วนประชากรระหว่างชาย-หญิงพบว่า ชายมากกว่าหญิงประมาณ3/1 ได้ครับ (อันนี้ไม่นับชายไม่แท้ หรือหญิงไม่แท้ ซื้อเขาก็จะมีห้องเฉพาะของเขาต่างหาก) ดังนั้น ลูกเล่นในการคุยก็จะเริ่มจาก การคลิ๊กๆดูกล้องของผู้ใช้แต่ละคน(ถ้าเขาเปิดกล้อง) ถ้าเจอใครที่ดุแล้วน่ารัก น่าคุยก็จะพยายามทักทายผ่านทาง"หน้าห้อง" เช่น ผมใช้ชื่อว่า Gueeng พอดีเปิดกล้องไปเจอน้อง SoCute กำลังซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ก็จะส่งข้อความไปทักทายว่า "Gueeng:...SoCute: หวัดดีครับ กินน่าอร่อยนะ แต่เส้นบะหมี่ติดปากนู๋แล้ว" อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนใหญ่เลยจะเป็นการทักจากฝ่ายชายไปหาฝ่ายหญิง เพราะด้วยจำนวนประชากรระหว่างเพศแตกต่างกันมาก ดังนั้นบรรดาน้องๆคุณผู้หญิงทั้งหลายจึงแทบไม่ต้องทักผู้ชายเลยครับ ให้ออกกล้องหน้าตาดีๆหน่อย เดี๋ยวก็จะมีคนทักมาเพียบ แต่สำหรับน้องที่ไม่ขึ้นกล้อง ออกกล้องแล้วไม่สวย ก็ต้องอาศัยทักฝ่ายชายไปก็ไม่ผิดอะไรครับ

เมื่อทักทายกันแล้ว แล้วรู้สึกว่าจะคุยกันถูกคอ ต่างฝ่ายก็อาจจะขอ IM หรือการพูดคุยส่วนตัว 2-2 ซึ่งจะแยกออกมาจากห้อง แต่การคุยแบบนี้ต้องให้ฝ่ายที่ถูกขอ อนุญาตนะครับ แต่เจ้าโปรแกรมแคมฟร๊อกมันดีตรงที่ว่า เราก็ยังสามารถ"ส่อง"กล้องของคู่สนทนา หรือว่าจะไปส่องคนอื่นๆในห้องก็ได้แต่จะส่องได้เพียงครั้งละ1คนเท่านั้น

ที่พิเศษนอกเหนือไปกว่านั้นคือ ถ้าเราต้องการการส่องกล้องมากกว่า 1คนขึ้นไปเราจะต้องเสียเงินเพื่อซื้อ Camfrog Pro หรือเรียกอีกอย่างว่า โปรโค๊ด100จอ ซึ่งจะอัพเกรดการเล่นโปรแกรมตัวนี้ให้ใช้งานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ราคาตอนนี้อยุ่ที่ประมาณ 1800บาท ใช้ได้ตลอดชีพ มีความสามารถพิเศษเช่น สามารถส่องได้ ถึง 100จอในเวลาเดียวกัน(แต่ส่วนใหญ่แค่สิบกว่าจอก็เต็มหน้าจอคอมพิวเตอร์เราแล้ว)

กลับมาสู่สังคมของคนในcamfrog จากที่สังเกตมา จะมีคนสองกลุ่มที่เล่นก็คือ เข้าประจำทุกวัน และกลุ่มนานๆเข้าที ไม่เป็นประจำ แต่จากปริมาณของผู้เล่น โดยส่วนใหญ่ก็คือจะเข้าประจำทุกวัน เมื่อเล่นประจำในห้องใดห้องหนึ่งแล้วจนเป็นที่รู้จัก โดยส่วนใหญ่เจ้าของห้องจะเป็นผู้นัดมีทติ้งกัน คือการนัดให้สมาชิกในห้องออกมาพบปะกันตัวจริงๆเป็นๆ เพื่อวัตถุประสงค์กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในห้องนั้นๆ

มีคำถามว่า เจ้าของห้องที่ต้องลงทุนเงินจำนวนมากในแต่ละเดือน จะได้อะไรสำหรับการเปิดห้องแคมฟร๊อค จากที่ได้พูดคุยกับเจ้าของห้องที่มีจำนวนผู้เข้าใช้เฉลี่ย70-80คนในแต่ละชม.นั้น ก็คือได้ความสนุกสนาน และความพึงพอใจ เพราะคนที่เป็นเจ้าของห้องจะมีลักษณะเป็นผู้บริหารห้อง มีอำนาจ บทบาทและชื่อเสียงที่สมาชิกห้องจะให้การยอมรับ สามารถให้สี ให้สิทธิแก่สมาชิกในห้องเพื่อประโยชน์ในการเล่นมากขึ้น ถ้าเปรียบเป็นชั้นวรรณะ เจ้าของห้องอยู่ในวรรณะสูงสุดครับ

แต่ห้องบางห้องก็สามารถทำรายได้จากการหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนค่าใช้จ่าย เช่นห้องที่มีผุ้เล่นจำนวนเฉลี่ยหลัก200คนขึ้นไปในแต่ละชม. แต่การบริหารห้องก็จะต้องเป็นมืออาชีพ ต้องมีดีเจหรือผู้ดูแลห้องเฉลี่ย 7คน/วัน ห้องเล็กๆก็จะเป็นดีเจอาสาสมัคร หรือสมาชิกช่วยๆกัน แต่ถ้าห้องที่มีคนมาใช้เยอะหลักร้อย ก็จะมีการให้ค่าจ้างดีเจหรือค่าตอบแทนอื่นๆครับ

มาทีนี้ผมจะพูดถึงแนวความคิดที่จะนำเจ้าโปรแกรมแคมฟร๊อกมาใช้งานกับกลุ่มคริสเตียน
ผมเชื่อว่ามีคริสเตียนที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ต่อวันหลักพันคน โดยจากการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปี2008 กลุ่มอายุที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากทีสุดคือกลุ่ม15-25ปี รองลงมาคือ25-35ปี เมื่อเจ้าโปรแกรมแคมฟร๊อกนี้สามารถสร้างกลุ่มสังคมของผู้ใช้ขึ้นมาได้ จนถึงขนาดมีการมีทติ้งกันได้แล้วละก็ ทำไมเราจะนำมาใช้เพื่อสร้างกลุ่มสังคมคริสเตียนในอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ข้อดีของโปรแกรมตัวนี้ที่จะนำมาประยุกต์ใช้งานคริสเตียนคือ
1. สร้างสังคม และความผูกพันธ์ระหว่างคริสเตียนที่ใช้อินเทอร์เน็ต
2. เผยแพร่เพลงคริสเตียนใหม่ๆ ทั้งเพลงทั้่วไปและเพลงแนวนมัสการจากวงดนตรีคริสเตียน
3. ให้ความรู้ และข้อซักถามบางประเด็นทั้งด้านพระคัมภีร์ และด้านการดำเนินชีวิตคริสเตี่ยน
4. ให้คำหนุนใจ อธิษฐานเผื่อสำหรับผู้ที่ต้องการคำปรึกษา
5. เพื่อการประกาศสำหรับผู้สนใจอยากรู้จักกับพระเยซูฃ
6. เป็นสื่อการของการประชาสัมพันธ์ ข่าวสารงานต่างๆ

แต่สิ่งที่จะต้องระมัดระวังก็คือ


เมื่อผมได้ปรึกษากับอาจารย์และผู้นำหลายท่านถึงความคิดที่จะเอาเจ้าโปรแกรมแคมฟร๊อกนี้มาสร้างสังคมคริสเตียนออนไลน์ ส่วนใหญ่ผมได้รับคำหนุนใจให้ทำครับ เพราะจากที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำได้เลย แม้กระทั่งเว็บไซต์ หรือเว็บบอร์ดของคริสเตียน แต่เมื่อผมได้เข้าไปสัมผัส ผมต้องระมัดระวังตัวเองอย่างมากในการใช้โปรแกรมตัวนี้คือ
1. โปรแกรมนี้มีคนที่เข้ามาใช้อย่างผิดๆ และล่อแหลมต่อศีลธรรมอย่างมากมาย ทั้งทางภาพและเสียงซึ่งผู้ใช้จะต้องบังคับใจตนเองไม่ให้ไปกับสิ่งนั้น โดยเฉพาะไม่ดูไม่ฟัง หรือไม่เข้าห้องที่อยู่ในกลุ่ม 18+เด็ดขาด
2. มีกลุ่มคนที่มาโดยวัตถุประสงค์ที่บริสุทธิ์ใจ และไม่สุจริตปนกันไป หลายคนก็มาเพื่อจีบกันทั้งที่ตนเองก็มีแฟนหรือคู่ครองอยู่แล้ว 
3. มีบางคนมาเพื่อการขอเรี่ยไรเงิน โดยอ้างว่าเงินหาย ลำบาก ฯลฯ เพื่อให้คนที่มีใจสงสารโอนเงินให้เป็นต้น

จากสิ่งที่อันตรายเหล่านี้ ทำให้ผมก็เกิดความสงสัย และก็มีคำถามว่าผมจะทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า??

เมื่อวานขณะที่ผมกำลังนมัสการพระเจ้าอยู่นั้น มีคำนึงที่ผุดขึ้นมา "การที่เราใช้เจ้าไปทำหน้าที่ในสิ่งที่อันตรายที่สุด นั่นหมายถึงเจ้าเป็นมือดีที่สุดที่เราไว้วางใจให้เจ้าทำงานนี้ และเรารู้ว่าเจ้าทำได้"....

ผมจะลองดูครับ...........พระองค์