แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สมรภูมิรบที่แท้จริงของคริสเตียน


จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง การมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ก็เริ่มส่งผลทำให้มีความแตกแยกกันอย่างชัดเจนในสังคมเรา บางคนถึงกับขนาดในครอบครัวมีความคิดเห็นอยู่คนละสีกัน ก็ทำให้เกิดปัญหามาแล้ว ซึ่งปัญหานี้ก็ไม่ยกเว้น"คริสเตียน"อย่างเราๆท่านๆด้วย

บางท่านกลับชักศึกเข้าบ้าน ทำให้สมรภูมิเกิดขึ้นในครัวเรือนตนเองเสียด้วยซ้ำ รวมไปถึงชักศึกเข้าโบสถ์ไปนั่น ล่าสุดผมพบว่า พี่น้องคริสเตียนส่วนใหญ่จะมีสีเหลือง ไปจนถึงกลุ่มเสื้อหลากสีค่อนข้างเยอะ แต่ก็พบว่ามีบางส่วน บางท่านที่เป็นสีแดงชัดเจน เช่น อาจารย์ที่ผมเคารพท่านนึง เป็นนักฟื้นฟู ก่อตั้งคริสตจักร ประกาศอย่างร้อนรน ท่านถึงขนาดผูกผ้าสีแดงที่รถของท่านประกาศตัวอย่างชัดเจน อีกท่านนึงเป็นผู้รับใช้ระดับผู้จัดการในองค์กร สถาบันพระคริสตธรรมระดับนานาชาติ มีความเป็นผู้ใหญ่ และวุฒิภาวะคริสเตียนสูงคนนึง ก็แสดงตนอย่างเงียบๆว่าเป็นแนวร่วมของสีแดง

ทั้ง 2ท่านที่ผมยกตัวอย่างมานั้น ผมเลือกที่จะไม่ถาม หรือคุย ออกความเห็นทางการเมืองกับท่านทั้ง 2 รวมไปถึงการถามถึงสาเหตุที่ท่านเลือกอยู่ฝ่ายสีแดง เวลาเราพบกันเจอหน้ากัน ก็จะหนุนใจกันในพระคำ พระวจนะพระเจ้า ถามไถ่ถึงงานรับใช้ อธิษฐานเผื่อกัน แบ่งปันประสบการณ์ในงานรับใช้ ปรึกษาหารือกันด้วยความรักอย่างแท้จริง โดยการเลือกและมองข้ามเหตุผลทางการเมืองไปเสีย เราก็จะพบว่าเกิดความสงบสุขและความรักในจิตใจอย่างแท้จริงครับ

"เสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหมายถึง เรามีสิทธิเลือกที่จะแสดงความคิดเห็น รวมไปถึง งดแสดงความคิดเห็น ต่อใครก็ได้อย่างอิสระ" ดังนั้นควรเลือกคนที่จะแสดงความคิดเห็นนะครับ

แต่ถ้ามุมกลับกัน ถ้าเราหรือคริสเตียนบางท่านเลือกที่จะเข้าไปห้ำหั่นด้านความคิดเห็นทางการเมือง แบ่งสีกัน ต้องตามล่า ตามล้าง ผลที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นสิ่งที่ร้ายแรง รุนแรงจนถึงขนาด ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ยาวนานมาหลายปี หรือถ้าเกิดในโบสถ์ในคริสตจักรแล้วหละก็ อาจถึงกับโบสถ์แตกได้ง่ายๆครับ

"ความคิดเห็นทางการเมืองก็เป็นเหมือนความเชื่อทางศาสนา มาเปลี่ยนแปลงกันโดยเถียงไม่ได้หรอกครับ"

ผมเสนอให้หันกลับมามองใหม่ครับ ว่า"สมรภูมิรบ" สงครามของพวกเราที่เป็นคริสเตียน แท้จริงแล้วอยู่ที่ไหน พระวจนะของพระเจ้าให้คำตอบไว้แล้วครับ


เอเฟซัส 6:12:
เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด   แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง   ศักดิเทพ   เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้   ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ 

ดังนั้นสนามรบของเรา ไม่ใช่เนื้อ และเลือดบนโลกใบนี้ครับ แต่เป็นพวกซาตาน วิญญาณชั่วที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นต่างหากครับ ....ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะเอาอะไรไปสู้ครับ .... ปืนผา หน้าไม้ ระเบิด มีด ขวาน ไปจนถึงการอาฆาตมาดร้าย ด่าทอกัน แช่งสาปกันนั้น เราจะเอาชนะซาตานได้หรือครับ???? คำตอบคือ ไม่ได้ แต่ถ้ายิ่งเราไม่รู้ตัว ไม่ได้สติ ไม่สงบในการใคร่ครวญให้ดี คนที่จะแพ้ก็คือพวกเรา"คริสเตียน"ทั้งหลาย ส่วนฝ่ายที่จะชนะคือ "ซาตาน"ครับ

ผมจึงอยากหนุนใจให้คริสเตียนที่กำลังตกอยู่ในความคิดที่จะตอบโต้กันด้วยความโกรธ เกลียด อาฆาต แช่งสาป ใคร่ครวญและคิดใหม่หลังจากได้อ่านคำทักท้วงของผมนะครับ

ผมคนนึงที่กลับใจใหม่ และสารภาพบาปแล้วเมื่อ3วันก่อนเขียนบทความนี้ครับ


(มีเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคริสเตียนเราใน FaceBook จากเหตุการณ์ความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ท่านนึงสีเหลือง ท่านนึงสีแดง มีการส่งข้อความตอบโต้ระหว่างกันอย่างรุนแรง โดยที่ผมซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร ต้องเข้าไปรับทราบอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจาก การเขียนอะไรก็ตามในFaceBook ท่านอื่นๆที่เป็นFriend ด้วยนั้นจะทราบทุกๆข้อความที่เขียนครับ กลายเป็นอภิสงครามแช่งสาประหว่างคริสเตียนด้วยกันที่ดูแล้ว น่าสมเพศมากครับ โดยคนอ่านทั้งหมดเป็นทั้งคริสเตียนและไม่ใช่คริสเตียนกว่าพันคนได้)

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อ เริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน มาร่วมกันในโลกไซเบอร์ผ่าน FaceBookสิครับ



ผมคงจะไม่ได้เล่าเหตุการณ์อะไรเกี่ยวกับการจลาจลของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงระหว่างวันที่ 18-20 พค. 2010 ที่ผ่านมาเนื่องจากมีรายงานข่าวมากมายแล้ว และก็คงจะไม่ลงในเรื่องการเมืองเท่าใดนัก แต่ผมสนใจสิ่งหนึ่งที่พบเมื่อยาม "ยากลำบากด้วยกัน" ของกลุ่มคริสเตียนไทย ในอินเทอร์เน็ต

เคยมีคนพูด แสดงทรรศนะเอาไว้ว่า เหตุที่คริสเตียนในประเทศไทย ไม่ขยาย ไม่เติบโต แต่กลับอ่อนแอ เอาแต่ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ก็เพราะว่า "เมืองไทยสบาย" หรือ "คริสเตียนไทยไม่ต้องถูกข่มเหง" ซึ่งในความเห็นของผมก็เห็นด้วยครับ ถ้าคุณเคยได้อ่านวรรณกรรมคริสเตียนเล่มนึงที่เป็นเรื่องของมิชชั่นนารีที่ทำงานประกาศ ตั้งคริสตจักรในประเทศคอมมิวนิสต์ หลังม่านเหล็กในยุค 50-80 จะรู้เลยว่า คริสเตียนเหล่านั้นที่ถูกข่มเหง เข้มแข็ง และรักพระเจ้ามากแค่ไหน

ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วงปี2010 เกิดกลุ่มคริสเตียนที่สามารถรวมตัวกันในโลกอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า Social Network ผ่านทางเว็บไซต์ FackBook ซึ่งทำให้การติดต่อสื่อสารผ่านทางโลกไซเบอร์นี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้ชัดก็คือช่วงวิกฤติการณ์เผาบ้าน เผาเมืองของกลุ่มเสื้อแดง อันสร้างความตระหนกตกใจไปทั่วประเทศ แต่กลุ่มคริสเตียนที่แม้จะต่างสังกัด ต่างคริสตจักรกลับเข้ามาร่วมแรง ร่วมใจอธิษฐานพร้อมเพรียงกันผ่านทาง FaceBook ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปชมคำอธิษฐานที่บันทึกได้ตาม Link ที่ผมได้ให้ไว้นี้ (แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกของ FaceBook แล้วนะครับ)

http://www.facebook.com/photo.php?pid=1156915&id=1050206052



ช่วงวันแรกกลุ่มที่มาอธิษฐานยังมีไม่เยอะมาก แต่พอเข้าวันที่ 2 ก็มีการบอกต่อๆกัน ส่งต่อๆกันไป จนกลายเป็นกลุ่มอธิษฐานในอินเทอร์เน็ตที่ผมเชื่อว่า ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในกลุ่มคริสเตียนไทย โดยส่วนตัวของผมเองรู้สึกเลยว่า การอธิษฐานรูปแบบนี้ ไม่แตกต่างจากการไปรวมตัวอธิษฐานในที่เดียวกัน ที่ใดที่หนึ่งเลย แต่ละคนมีการเสนอหัวข้ออธิษฐาน และช่วยกันตามข่าว เช่น มีข่าวว่า ธนาคารกรุงเทพสาขาสะพานเหลืองซึ่งอยู่ใกล้ๆกับคริสตจักรสะพานเหลืองถูกวางเพลิง พวกเราก็อธิษฐานเผื่อคริสตจักรฯกัน จนในที่สุดไฟก็ดับและถูกควบคุมไว้ได้

ผมชื่นชมการที่เห็นภาพคริสเตียนต่างคริสตจักร ต่างสังกัดร่วมใจกันผ่านการอธิษฐานอย่างนี้มากเลยครับ แต่จากที่บอกว่า ทำไมจะต้องช่วงที่ "ร่วมทุกข์" ถึงจะเห็นการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ทำไมเวลาจะ "ร่วมสุข" ถึงมาสุขร่วมกันไม่ได้ครับ.... สิ่งต่อไปที่ผมอยากเห็นคริสเตียนทำร่วมกันก็คือ เห็นการ "นมัสการฟื้นฟูเป็นหนึ่งเดียวกัน"ครับ ซึ่งผมเคยเห็นในช่วงงาน "ฟื้นฟู ฤทธิ์เดช" ในช่วงปี 90 เป็นงานใหญ่ประจำปี (แต่ตอนหลังปิดตัวไปเพราะแตกแยกของคณะผู้นำ และผู้จัด) ที่ผ่านมาผมเห็นแต่ ต่างคนต่างทำ, ทำคนเดียวดังคนเดียว, ทำแล้วดัง ดังแล้วเลิกเพราะหมดแรงทำต่อ, ทำแล้วมีคนหมั่นไส้เพราะดังกว่า ฯลฯ .... อย่ามีอย่างนี้อีกเลยสำหรับงานของพระเจ้าในยุคนี้นะครับ

สงสัยต้องนัดรวมกันอธิษฐานกันอีกในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ดีไหมครับ???

ตอนนี้ใน FaceBook มีการรวมตัวคริสเตียนกว่า 1,500คนในกลุ่ม "คริสเตียนไทย" ซึ่งนำโดยอาจารย์ ดร. สุรศักดิ์ ศิษย์ธนานันท์ หรืออาจารย์กื้อ ผู้ช่วยศิษยาภิบาลคริสตจักรใจสมานวิภาวดี เป็นอาจารย์ และรุ่นพี่ของผมที่พระคริสตธรรมเพนเทคอส

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552

ผมขับรถหลุดเข้าไปในกลุ่มเสื้อแดง

หยุดเขียนไป 3วันเพราะผมกำลังติดตามสถานะการณ์เสื้อแดงอย่างใกล้ชิดครับ

ที่จริงตั้งแต่ผมเกิดมา ผมเคยมีส่วนร่วมกับเหตุุการณ์ทางการเมืองหลายๆครั้ง อย่างใกล้่ที่สุดก็คือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 35 ตอนนั้นผมกำลังรอผลการสอบเอ็นทรานส์พอดี แล้วก็สรุปว่าสอบได้ที่มธ. แล้วเขานัดรายงานตัววันที่ 15-18 พฤษภาคม แต่บังเอิญก็เกิดเหตุการณ์ประท้วงรัฐบาลของพลเอกสุจินดาตอนนั้น ผมอยู่ที่บ้านของเพื่อน มีการยิงกัน และสลายการชุมนุมด้วยทหาร ผมเกือบจะออกไปแล้วในคืนนั้นแต่รู้สึกเหนื่อยก็เลยไม่ได้ออกไป

ครั้งนี้ก็ถือได้ว่าผมได้เผชิญกับสถานะการณ์ที่จวนตัวสุดๆกับ การประท้วง ม๊อบ หรือแทบจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการจราจลมากที่สุดจากกลุ่มเสื้อแดง

คือวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีหน้าที่ ที่สยามยูธเซนเตอร์ตอนประมาณสี่โมงเย็น บ้านของผมอยู่ที่บางนา การไปสยามฯสแควร์ใกล้ที่สุดก็คือวิ่งไปตามถนนสุขุมวิท ตรงไปเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่องเลย กว่าจะรู้สึกตัว ก็หลงเข้ามาในกลุ่มเสื้อแดงแล้ว รถข้างหน้าก็หายไป ข้างหลังก็ไม่มี อ้าว ซวยเรย..........

เกือบออกมาไม่ได้ ดีที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีเหลืองครับ เลยรอดตัวไป

สำหรับผมคงไม่มีสีอะไรครับ ถ้าเห็นเมืองไทยลุกเป็นไฟขนาดนี้

วันนี้เขียนแค่นี้ครับ ขออธิษฐานเผื่อประเทศไทยก่อนครับ

ที่จริงมีเรื่องอยากจะเขียนถึงหลายเรื่องเลย แต่ขอพักสักสองสามวันให้สถานะการณ์สงบก่อนครับ