แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบสถ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบสถ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เมื่อคริสเตียนต้องย้ายโบสถ์


ประวัติศาสตร์ของคริสตจักร เริ่มในสมัยยุคพระคัมภีร์ใหม่ หลังพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จกลับสู่สวรรค์ ก็เกิดคริสตจักรขึ้น โดยยุคนั้นคริสตจักรจะเป็นลักษณะของคริสตจักรตามบ้าน หลังจากนั้นรูปแบบของคริสตจักรหรือภาษาไทยอีกคำเรียกว่า "โบสถ์"นั้นก็มีการพัฒนา วิวัฒนาการไปทุกยุคทุกสมัย หลังคริสตจักรใต้ดิน ถูกตามล่า ตามฆ่า ถูกข่มเหง มายุคกษัตริย์คอนสแตนตินที่รับให้คริสตศาสนาเป็น ศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน มีบท กฎหมายรับรอง มีประมุขคริสตจักรที่เรียกว่า สันตปาปา หรือPope ต่อมาจนอาณาจักรโรมันแบ่งแยกเป็นโรมันฝ่ายตะวันตก-ตะวันออก ศาสนจักรก็แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเช่นเดียวกัน ฯลฯ จนยุคปฏิรูปศาสนาในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ท่านมาติน ลูเธอร์ได้ทำให้เกิดนิกายที่แยกออกมาเรียกว่า โปรแตสแตนท์ และเรื่อยมาถึงยุคของเรา หลังพระเยซูประสูติ 2,000ปี

คริสตจักรถ้าตามทรรศนะของนักศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2อย่างคือ

  1. คริสตจักรสากล ซึ่งหมายถึง กลุ่มผู้ที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ เชื่อ และบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เป็นคริสตชนทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นพระกายของคริสตจักร โดยพระเยซูเป็นศีรษะ
  2. คริสตจักรท้องถิ่น อธิบายง่ายๆก็คือคริสตจักรย่อยๆตามข้อ 1 แบ่งตามภูมิลำเนา แต่ละที่ ที่แตกต่างกันออกไปในโลกใบนี้ โดยจริงๆแล้ว เหล่าคริสตชนก็จะไปรวมตัวกัน และเรียกกลุ่มของตนเองว่า คริสตจักรในชื่อต่างๆที่ตั้งกันขึ้นมา โดยคริสตจักรเหล่านั้น จะประกอบด้วย

    1. ผู้นำ หรือคณะผู้นำ 
    2. สมาชิก 
    3. สถานที่ประชุม
    4. กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ของคริสตจักร หรือเรียกอีกอย่างว่าธรรมนูญคริสตจักร

ซึ่งปกติแล้ว คริสตชนที่ไปคริสตจักรไหนเป็นประจำ จนเข้าหลักเกณฑ์ที่คริสตจักรนั้นตั้งเอาไว้เช่น
  • มาคริสตจักรอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6เดือน
  • ถวายสิบลดอย่างสัตย์ซื่อ
  • ผ่านการอบรม และบัพติสมาในน้ำแล้ว
ก็จะถือว่าเป็น "สมาชิก"คริสตจักรนั้นๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สมาชิกที่ผูกพันตัวกับคริสตจักร" ซึ่งจะส่งผลที่คริสเตียนผู้นั้นจะมีโอกาสผูกพันเสมือนเป็น 1ในครอบครัวคริสตจักร มีโอกาสได้พัฒนาของประทานในการรับใช้พระเจ้าผ่านคริสตจักรเป็นต้น

ซึ่งคริสตจักรทั้งหมดโดยส่วนใหญ่จะต้องการ "สมาชิก"ที่สัตย์ซื่อ และผูกพันตัวกับคริสตจักรอย่างยาวนานทั้งสิ้น และเหล่าคริสเตียนก็อยากอยู่ที่คริสตจักรนั้นอย่างยาวนาน ไม่ย้ายไปไหน

แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็จะพบว่ามีคริสเตียนจำนวนไม่น้อยที่ล้วนแล้วต้องเคยมีประสบการณ์การ "ย้ายโบสถ์", "เปลี่ยนคริสตจักร" และบางคน อาจจะเปลี่ยนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10คริสตจักรเสียด้วยซ้ำ ซึ่งพบว่า การย้ายคริสตจักรบ่อย ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยครับ แต่ผมก็พอจะเข้าใจคริสเตียนเหล่านี้ได้บ้างว่าเป็นอย่างไร

เหตุผลของคริสเตียนที่ย้ายโบสถ์
  1. ไม่มีความสุขในคริสตจักรที่อยู่ อาจจะเกิดจากปัญหาทะเลาะ ขัดแย้งกัน หรือไม่ก็ได้ เพราะบางท่านอยู่ไปเฉยๆ ก็รู้สึกว่า "มาโบสถ์ก็เหมือนไม่มา" เพราะไม่มีอะไรที่โบสถ์ให้น่าสนใจ หรือน่ามาเลยก็มี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วปัญหาความขัดแย้งถือเป็นสาเหตุหลักของคริสเตียนส่วนใหญ่ที่เลือกย้ายโบสถ์หนีปัญหาดีกว่า ซึ่งคริสตจักรต้องเข้าใจว่า คนที่มาคริสตจักรอย่างแรกที่ต้องการได้รับคือ "ความสุข ความสบายใจ" ถ้ามาโบสถ์แล้วไม่มีความสุข ก็ไม่รู้จะมาเพื่ออะไร มาแล้วเครียดคงไม่มีใครอยากมาแน่นอน
  2. พบปัญหาของผู้นำ หรือศิษยาภิบาล ที่อาจจะขาดความน่าเชื่อถือ หรือไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ได้คาดหวังเอาไว้ ปัญหาของผู้นำไม่ได้หมายความว่าผู้นำท่านนั้นทำผิดเสมอไป บางทีท่านไม่ได้ทำอะไรก็กลายเป็นว่า คริสเตียนรู้สึกขาดการดูแลเอาใจใส่จากผู้นำ ก็เลยคิดน้อยใจก็มี แต่อีกหลายอย่างผู้นำก็สามารถทำผิดพลาดได้ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย ไปจนถึงเรื่องใหญ่ สมาชิกที่ไม่เติบโตเพียงแค่เห็นความผิดพลาดเล็กน้อยก็สามารถทำให้หมดความศรัทธาต่อตัวผู้นำท่านนั้น จนเป็นสาเหตุให้เปลี่ยนคริสตจักรเพื่อตามหาผู้นำ(ในฝัน)คนต่อไปให้พบ และอีกส่วนใหญ่ก็เกิดจากความผิดบาปของตัวผู้นำอย่างร้ายแรง กรณีนี้อาจจะไม่ได้ย้ายแค่คนเดียว แต่จะออกมากันเป็นหมู่คณะ เกิดความระส่ำระสายในคริสตจักรได้
  3. ไม่มีที่ให้ยืนในงานรับใช้คริสตจักร คริสเตียนคนนี้อาจจะพบว่าตนเองมีของประทานแต่ไม่ได้เข้า หรือตรงกันกับนิมิตของคริสตจักร ก็เลยต้องออกมาค้นหาคริสตจักรที่มีนิมิตตรงกันกับนิมิตส่วนตัวของตนเอง การย้ายคริสตจักรประเภทนี้ก็มักจะออกมาเพียงคนเดียว หรือแค่ครอบครัวเดียวเท่านั้น
  4. อื่นๆ ที่ดูแล้วอาจจะเหมือนไม่มีเหตุผล แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ย้ายโบสถ์ได้เช่น เลิกกับแฟนที่อยู่โบสถ์เดียวกัน, ลักษณะการนมัสการไม่ถูกใจ เล่นดนตรีนมัสการรุนแรง เสียงดังเกินไป เป็นต้น
แต่ผมขอบอกเลยว่า ไม่ว่าจะสาเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ต้องย้ายโบสถ์ การย้ายโบสถ์เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตคริสเตียนอย่างหนึ่งเลยครับ เพราะปัญหาหลังการย้ายโบสถ์ที่พบมีมากมายหลือเกิน บางคนย้ายมาแล้วหลายโบสถ์ เป็นเวลาหลายเดือนจนเป็นปีก็ยังไม่สามารถหาโบสถ์ที่จะผูกพันตัวเป็นสมาชิกประจำได้ ก็กลายเป็น"คริสเตียนจร"ไป ปัญหาที่จะต้องพบคือ
  1. การผูกพันตัวใหม่กับโบสถ์ใหม่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6เดือน กว่าจะทำความรู้จักกับผู้นำ ไปจนสมาชิก และทางโบสถ์ก็ต้องรู้จักเราเช่นเดียวกัน(เพราะย้ายมา ไม่รู้ว่าย้ายเพราะเราไปสร้างปัญหาให้ที่เดิมหรือเปล่า เขาก็เลยต้องระวังและสังเกตเราอยู่สักพักเหมือนกัน)
  2. ต้องค้นหาที่ยืนในโบสถ์ใหม่ ที่ยืนในที่นี้คือ "บทบาท"ของเรา เพราะบางท่านเคยเป็นถึงผู้ปกครอง มัคนายก หรือมีส่วนในงานรับใช้ที่เดิมมา แต่พอมาที่ใหม่ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับลักษณะของนิมิต และงานรับใช้ที่ใหม่ที่ไม่เหมือนเก่า และทีมผู้นำที่โบสถ์ใหม่ก็จะคงต้องใช้เวลาสังเกตนิสัยใจคอเรา ความเติมโตฝ่ายวิญญาณ และของประทานที่เรามี เพื่อหาส่วนในงานรับใช้ที่เราจะทำได้ หรือมีบทบาทในโบสถ์ใหม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บางท่านที่ย้ายมาจากโบสถ์เดิม พกของประทานมาเต็มกระเป๋า แต่มาที่ใหม่ กว่าจะรู้ว่าที่นี่ไม่ได้มีนิมิต หรือลักษณะงานรับใช้ที่ต้องใช้ของประทานของท่านเลย ก็เสียเวลาไปหลายเดือน แล้วก็จะวนไปสู่จุด "การย้ายโบสถ์"ใหม่อีกครั้ง
  3. ไม่เป็นที่ยอมรับในแวดวงคริสเตียน เพราะแม้ว่าเราจะไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ยังไม่สามารถหาคริสตจักรที่จะผูกพันตัวได้ เราก็จะถูกคิดว่าเป็น "คริสเตียนจร" ที่ไม่ยอมผูกพันตัวกับที่ใด ก็จะส่งผลต่อภาพพจน์ของตนเองในท่ามกลางแวดวงคริสเตียนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้ามาก่อน
  4. นิมิตและของประทานที่มีอยู่อาจจะสั่นคลอนได้ เพราะพระเจ้าทรงสร้างเราอย่างมีวัตถุประสงค์ สิ่งที่เราเป็น ประสบการณ์ที่เราผ่าน ของประทานที่เรามีล้วนจะเกิดประโยชน์ต่องานของพระองค์ และคริสตจักร แต่ถ้าเราไม่สามารถหาโบสถ์ที่จะได้ใช้ของประทาน และนิมิตนั้นได้ จะทำให้เราเริ่มสงสัยตัวเราเอง สงสัยการทรงนำของพระเจ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฝ่ายวิญญาณในระยะยาวได้
  5. การเติบโตฝ่ายวิญญาณหยุดชะงัก จากเหตุผลที่กล่าวมาจะมีผลกระทบต่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน คริสเตียนไม่ควรที่จะหยุดเติบโตในฝ่ายวิญญาณ ผ่านการพัฒนาของประทาน ผ่านการรับใช้พี่น้อง รับใช้พระเจ้าผ่านคริสตจักร ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังไม่มีคริสตจักรที่ได้ผูกพันตัวอยู่เป็นสมาชิกประจำ ซึ่งในระยะยาว เมื่อไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณแล้ว อาจจะถึงกับเสื่อมถอยในความเชื่อ และพาไปสู่การหลงหายได้ในที่สุดครับ อย่าคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับท่าน เพราะผมเห็นหลงหายมาเยอะแล้วครับ ที่ว่าเข้มแข็ง และเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ไม่มีใครเข้มแข็งหรือเป็นผู้ใหญ่พอที่จะไม่หลงหาย ในเมื่อไม่ได้อยู่ในฝูงแกะของพระเยซูคริสต์
ดังนั้น ผมอยากแนะนำให้ท่านที่คิดจะเปลี่ยนหรือย้ายคริสตจักร อธิษฐานให้แน่ใจ ขอการยืนยันจากพระเจ้าชัดเจน ขอหลายรอบได้ครับไม่ผิดกฎฝ่ายวิญญาณ ดูตัวอย่างกิเดโอนขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หรือการทรงเรียกซามูเอลตอนเด็ก พระเจ้าไม่เคยเรียกครั้งเดียวครับ และผมก็ไม่เคยพูดว่า คริสเตียนที่ย้ายโบสถ์เป็นคริสเตียนที่"มีปัญหา" เพราะเหตุผลหลายๆอย่าง ถ้าเป็นพระเจ้าทรงนำท่านอย่างแท้จริงแล้ว ใครจะห้ามได้ครับ พระคัมภีร์ไม่เคยมีข้อไหนที่พระเจ้าออกกฎห้ามเปลี่ยนสถานที่นมัสการ ไม่อย่างนั้น เราทุกคนก็ต้องกลับไปที่พระวิหารซาโลมอน ณ.เยรูซาเล็มทุกสัปดาห์ 

แต่ท่านต้องค้นหาทางของพระเจ้า และวัตถุประสงค์ของพระองค์ให้พบ และเดินไปให้สุดทางที่พระเจ้าทรงตั้งเป้าใช้ท่านครับ วันใดที่พระเจ้าตรัสว่า "จงออกมา" ก็อย่าลังเลครับ ให้มั่นคง และกล้าหาญเหมือนท่านอับบราฮัมที่ออกจากเมืองเออร์ ไปสู่แผ่นดินพระสัญญาของพระเจ้า เหมือนโมเสสที่ออกนำอิสราเอลจากอียิปต์ไปสู่คะนาอัน

ส่วนท่านที่ยังหาคริสตจักรผูกพันตัวอยู่นานแล้ว ผมจะอธิษฐานเผื่อท่านครับ

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผมอยากเห็นโบสถ์คริสต์ทำได้เหมือนกับวัดพุทธ


ผมทราบข่าวอยู่เนืองๆ เกี่ยวกับโบสถ์หรือคริสตจักรต่างๆ ที่ภายนอกดูดี สวยงามเหลือเกิน แต่เบื้องหลังแล้ว ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น โดย 1ในปัญหาโลกแตกในการทำโบสถ์ก็คือ "โบสถ์ไม่มีเงิน"

ถ้าเรามองในมุมของชาวพุทธ ที่โบสถ์ก็คือ"วัด" ทางชาวพุทธนั้นจะไม่ค่อยเจอปัญหาการเงินนี้เท่าไหร่เนื่องจาก เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ ที่จำนวนพุทธศาสนิกชนอย่างต่ำๆก็ประมาณ 40-50ล้านคน วัดหลายแห่งจึงไม่ขัดสนเงิน สิ่งของ เพราะชาวบ้านทั่วไปจะทำบุญเข้าวัดตามเทศกาลอยู่เนืองๆ ยิ่งใกล้ที่ทำงานของผม จะอยู่ใกล้วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำบุญ ตั้งเป็นชื่อว่า วัด"สังฆทาน"

ผมจะยกตัวอย่างวัดนี้ แล้วเมื่อนำมาเปรียบเทียบ และสะท้อนเข้าไปในหัวอกของคริสตชนเมืองไทย จะรู้สึกด้อย และต้อยต่ำสิ้นดี ผมจะเล่าให้ฟังว่ามันเป็นอย่างไร โดยเมื่อเข้าไปในวัดนี้ ที่อยู่ริมสะพานพระราม 5 นนทบุรี จากถนนใหญ่ที่รถวิ่งกันจอแจ แต่เข้าไปเพียงแค่ 1กิโลเมตรเศษก้ได้พบกับความร่มรื่น ในพื้นที่หลายร้อยไร่ของวัด

สังเกตได้ว่ามีชาวบ้าน ชาวพุทธเข้าออกอยู่ตลอดเวลา โดยหน้าวัดก็มีสหกรณ์จำหน่ายสิ่งของทั่วไปจนของสังฆทาน เมื่อเข้าไปในวัดผ่านต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ก็จะมีทั้งสถานีวิทยุชุมชน นิตยสารของวัดแจกฟรีเป็นรายเดือน โรงทานที่มีบรรดาแม่บ้านมาผัดกับข้าวในกระทะใบใหญ่ไว้ให้กับคนที่หิวได้ทานฟรี มีห้องพักทั้งเป็นตึก ไปจนเป็นบ้านหลังเล็กๆสำหรับผู้ที่จะมาบวช
ไปจนบ้านกลางน้ำ อย่างกับรีสอร์ท ไว้สำหรับพักผ่อน พักสงบ วิปัสนา ดีจริงๆ
คนที่เข้าออกวัดนี้ ถ้าใครบวชก็จะนุ่งขาวห่มขาว อย่างรูปที่ผมถ่ายได้นี้เป็นหญิงสาววัยรุ่น น่าจะยังอยู่มหาวิทยาลัยครับ
แถมด้วยตู้ถวาย บริจาค โดยตั้งชื่อว่า "ตู้สร้างบุญ" โดยแบ่งเป็นหลายๆช่อง ใครอยากจะทำบุญสำหรับอะไร ก็ใส่ไปในช่องนั้นๆ น่าสนใจมาก
มีช่องสำหรับ ค่าน้ำ-ไฟ
เทียบกับคริสตจักร หรือโบสถ์คริสต์ในปัจจุบันที่มีสภาพดังนี้

1. ไม่เปิดทำการในวันอื่นใดนอกจากวันอาทิตย์เท่านั้น บางโบสถ์อาจจะเป็น Office ทำการของบรรดาผุ้รับใช้ในวันธรรมดา แต่ไม่ใช่สถานที่ ที่เหล่าคริสตชนจะเดินเข้าออกได้ ประตูโบสถ์จะปิดอยู่เสมอ

2. ไม่มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ พักสงบ หรืออำนวยความสะดวกแก่การอธิษฐานเลย มีแต่ห้องประชุมที่ใหญ่โอ่โถง ปิดไฟมืด ล๊อคประตู จะเปิดไว้สำหรับการแสดงธรรมเทศนาในวันอาทิตย์เท่านั้น

3. ไม่มีอาหาร น้ำ ทาน ดื่ม บริจาคสำหรับผู้ยากไร้ แม้วันอาทิตย์ก็ตาม กินกาแฟก็ต้องเสียเงินซื้อกันเอง

4. การเข้าถึงอาจารย์ ศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ เพื่อสนทนาธรรม ปรึกษาปัญหา อธิษฐานเผื่อ ฯลฯ เป็นไปได้ยาก ถ้าไม่ได้นัดหมายก่อน หรือแม้จะหาเบอร์โทรติดต่อก็ดูเป็นส่วนตัว ลึกลับเหลือเกิน อาจารย์มักจะไม่ค่อยอยู่ที่โบสถ์ ระหว่างสัปดาห์ท่านจะหายไปจากโบสถ์ เพราะท่านต้องไปรับงานประชุม สัมมนาที่อื่น จนกว่าจะเจออีกทีคือวันอาทิตย์ ไปโบสถ์ทีไร เจอแต่พนักงาน

5. โบสถ์ไม่มีกิจกรรมสำหรับวัยรุ่น วัยเรียนใดๆ ไปโบสถ์เหมือนไปดูการแสดงวันอาทิตย์ เสร็จรอบก็ทานข้าว แล้วกลับบ้าน ขาดความผูกพัน ขาดความน่าสนใจ ไปเที่ยวห้างกับเพื่อนยังดีกว่า

อื่นๆอีกมากมาย ที่ทำให้รู้สึกว่า วันนั้นที่ผมได้เข้าไปเดินในวัด สามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ความที่วัดสามารถตอบสนอง ตอบโจทย์ปัญหาของคนที่ขาดที่พึ่งทางใจ รวมไปถึงทางกายได้ดีมากกว่าโบสถ์คริสต์ ของพวกเราที่พระเยซู ทรงได้แสดงให้เห็นแล้วว่า คริสเตียน คริสตจักรต้องเป็นที่พึ่งของคนยากจน และเข้าถึงชุมชนทุกแห่ง หักขนมปังตามบ้าน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเรื่อยไป

การได้ดูสิ่งดีๆจากที่อื่น แล้วนำมาประยุกต์ใช้โดยไม่ได้ขัดกับหลักพระคัมภีร์ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมากครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

งานเข้าครับ...พี่น้องครับ


จากที่บอกมาก่อนแล้วว่า ผมได้รับนิมิตจากพระเจ้าในเรื่องการแต่งเพลง และแปลเพลงเมื่อสิบกว่าปีก่อนสมัยยังเป็นอนุชนเล่นกีต้าร์ก๋องแก๋ง แต่มาตอนนี้เติบโตทั้งอายุ และความเชื่อเป็นแกะวัยฉกรรจ์(ยังไม่กลางคน) พระเจ้าทรงให้ผมได้ฝึกฝนของประทานด้านนี้มากขึ้นเป็นพิเศษ

ตอนนี้ผมได้มีโอกาสเข้าเป็นสมาชิกที่คริสตจักรแห่งหนึ่งซึ่งเป็น International หมายถึงมีคนหลายเชื้อชาติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าโบสถ์นานาชาตินั่นเอง โดยตอนนี้มีกลุ่มคนไทยเป็น"ชนกลุ่มน้อย"ครับก็คือจากสมาชิกประมาณ 50คน มีคนไทยประมาณไม่ถึง 10คนครับ แต่ทางศิษยาภิบาลท่านก็หนุนใจให้ผมช่วยเป็นหลักในกลุ่มคนไทย ซึ่งประกอบด้วยลูกแกะของผมอีก 3-4คนนั้นที่แต่ละคนล้วน"ด้อย"ภาษาอังกฤษ แต่ด้วยความรักพระเจ้า และรักผมก็เลยติดสอยห้อยตามกันมา"ฝึกภาษา"ด้วยกันที่นี่

ผมเห็นปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ เพลงนมัสการที่นี่เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆครับ แถมไม่มีSub Titleช่วยคนไทยอย่างเราเลย แค่ลำพังเพลงก็แย่แล้ว เพราะมีแต่เพลงใหม่ เพลงเก่าที่ไม่เคยได้ยิน ผมก็เลยได้รับชี้แนะว่า ก็แปลมันออกมาเลยสำหรับเพลงที่ยังไม่มีเวอร์ชั่นภาษาไทย ส่วนที่มีเวอร์ชั่นภาษาไทยแล้วก็ช่วยใส่เข้าไปในโปรแกรม EasyWorship อันเป็นโปรแกรมที่ใช้เปิดเนื้อเพลงขณะนมัสการไปด้วย

ก็เลยนัดหมายกับทางผู้นำนมัสการแต่ละท่าน(ซึ่งมีแต่ฟิลิปปินส์)ว่า ทุกวันพุธช่วยส่งเพลงพร้อมเนื้อมาให้ผมทางอีเมล์ และผมจะจัดทำเนื้อภาษาไทย และส่งกลับไปเป็นไฟล์ของ EasyWorship ในคืนวันศุกร์ เพื่อที่เวลาเปิดฉายเนื้อก็นำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องไปพิมพ์เพิ่มในโปรแกรมให้เสียเวลา(เพราะผมก็มีโปรแกรมตัวในนี้คอมฯของผมเหมือนกัน จัดให้เสร็จทีเดียวไปเลย)

ดังนั้น กลายเป็นว่างานเข้าเลยครับ ผมแต่ก่อนเดือนนึงจะแปล1-2เพลง กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ สัปดาห์นึงแปล3-4เพลง ....ขอพระเจ้าช่วยด้วยครับ

แต่ยังไงก็ตามแปลออกมาได้เพลงไหนน่าสนใจผมจะเอามาลงใน www.GueenG.com พร้อมกับClip Vdo Original Version ให้ฟังไปด้วย หรือฝึกร้องตามไปด้วยก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ

วันนี้ผมเอาเพลงที่ชื่อว่า Exceeding Joy ของ Hillsong เป็นเพลงนานแล้วครับ แต่ไม่มีใครแปลเลย เพราะมากครับ ใครสนใจก็เอาไปร้องที่โบสถ์กันตามอัธยาศัยเลยครับ

Exceeding Joy
Verse 1
F C/F Bb/F F
I HAVE FOUND EXCEEDING JOY
ฉันพบความชื่นชมยินดี
                  C/F      Bb/F 
JESUS ANSWERED WHEN I CALL
พระเยซูทรงตอบยามต้องการ
      Gm7             Csus C 
THIS NAME THAT HAS SAVED ME
โดยนามนี้ที่ช่วยฉัน
Gm7                  F/C C 
PURE LOVE THAT EMBRACED ME
โอบฉันด้วยรักอันบริสุทธิ์

Verse 2
F             C/F   Bb/F F
MERCY GRACE ETERNAL LIFE
เมตตาคุณชีวิตนิรันดร์
                         C/F  Bb/F 
BOUGHT FROM DARKNESS TO HIS LIGHT
ทรงนำฉันจากความมืดมิด
       Gm7     Csus C 
WHILE LOST IN MY SIN HE
ยามฉันหลงทางในความบาป
Bb/D  Dm  Csus  Bb/C
RAISED ME AND MADE ME LIVE
ทรงฉุดดึงตัวฉันขึ้นมา

CHORUS
     F    Eb/F   Bb 
MY SOUL MAGNIFIES THE LORD
วิญญาณฉันถวายพระเจ้า
      F     Eb/F  Bb      F/A 
MY HEART JOYS IN GOD MY SAVIOR
หัวใจเต็มด้วยความชื่นบาน
    Gm7    F/C C 
FOR HE LIFTS THE LOW - LY
เมื่อทรงยกตัวฉันขึ้น
     Gm7        F/C           C 
(And) HE’S DONE GREAT THINGS FOR ME
และทรงทำการดีเพื่อฉัน
   F     Eb/F       Bb 
I WILL SING, PRAISEING EVERMORE
ฉันจึงอยากจะร้องสรรเสริญ
      Gm7   Csus C    F 
HE IS MIGHTY AND HOLY IS HIS NAME
ว่าทรงเกรียงไกร และสาธุการพระนาม

Verse 3
F                 C/F    Bb/F F
(And) I WILL LIFT MY HEAD UP HIGH
ฉันจึงยกเสียงสรรเสริญ
               C/F             Bb/F 
PRAISING JESUS THROUGH EACH TRIAL
แด่พระเยซูพระผู้ไถ่
       Gm7     Csus C 
THOUGH I HAVE NOT SEEN HIM
แม้ว่าจะมองไม่เห็นพระองค์
  Bb/D Dm   Csus Bb/C
I LOVE HIM COMPLETELY
แต่ฉันจะรักด้วยสุดดวงใจ

Instrumental
Bb   Csus    Gm Dm  Csus C  Bb    Csus C  Gm Dm  C

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

งานอีเว้นท์คริสเตียนอีกแล้วเหรอเนี้ยะ!!!ภาค2



ต่อจากเมื่อวันก่อนที่ผมมีโอกาสได้พูดถึงบรรดางานอีเวนท์ หรือกิจกรรมของพวกเราคริสเตียนที่มีออกมามากมายในแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์จนทำให้เป็นปัญหาว่า "จะไปงานไหนดี?" จนบางทีหลายโบสถ์อาจจะออกมาตรการจากศบ.หรือผู้นำว่า ถ้าจะไปงานไหนให้มาบอกหรือขออนุญาตกันก่อนเลยทีเดียว

แต่สำหรับผมกลับมองในแง่ดีกว่า ในสมัยก่อน กว่าจะมีงานเหล่านี้สักครั้งนึง ต้องรอกันเป็นปี ปีนึงมีไม่กี่งาน แต่เดี๋ยวนี้มีให้เลือกเยอะ มีหลายกลุ่มหลายองค์กรจัดกัน แยกออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้

1. งานฟื้นฟู หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Revival งานเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูใจของผู้มาร่วมงานให้กลับเข้มแข็งในฝ่ายวิญญาณมากขึ้น มารับพลัง กำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือไปจนถึงการรับการชำระใหม่ กลับใจใหม่ ซึ่งบรรยากาศในงานแบบนี้จะเน้นที่การนมัสการอย่างลึกซึ้ง และการเทศนาอย่างเข้มข้นร้อนรน เสร็จแล้วก็จะมีการอธิษฐานวางมือ งานฟื้นฟูมักจะจัดตั้งแต่1-3วัน มีหลายรอบ พวกงานรายปีใหญ่ๆก็มีพวกงาน คองเกรส เป็นต้น

2. งานคอนเสริต งานประเภทนี้จะเน้นไปที่เสียงเพลง และดนตรีเป็นหลัก ซึ่งรูปแบบของงานก็แล้วแต่ผู้จัด อาจจะเป็นวงดนตรีหลายวงเล่นหลายแนวแล้วแต่จะจัดมา เหมือนงานBangkok Call หรือวงดนตรีวงเดียว แต่อาจจะขึ้นร้องหลายคนเช่นคอนเสริต The Oneของกลุ่มพี่ปุ๊อัญชลี งานนี้จะเน้นไปการหนุนใจผู้เชื่อ หรือการประกาศกับผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเยซู
3. งานตามเทศกาล งานประเภทนี้ก็จะจัดตามเทศกาลต่างๆ โดยส่วนใหญ่ที่จัดก็คือเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับคริสตศาสนา ไล่ตั้งแต่ต้นปีมา เช่น วาเลนไทน์, อีสเตอร์, ThanksGiving  และคริสตมาสต์ เป็นงานที่นอกจากเฉลิมฉลองกันภายในกลุ่มของคริสเตียนแล้วก็ยังเปิดโอกาสให้คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าเข้าร่วมด้วย จะได้ถือโอกาสประกาศไปด้วยกัน ล่าสุดที่จัดกันประจำก็คือ งานอีสเตอร์ ที่จัดที่สวนลุมพีนี งานตามเทศกาลจะเป็นการเฉลิมฉลอง รื่นเริงเป็นหลัก และมีรูปแบบเป็นทางการเฉพาะช่วงพิธีที่เข้าสู่ความหมายของเทศกาลเท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อมีงานเหล่านี้จำนวนมากในแต่ละปี กลุ่มผู้จัดก็เยอะ คนที่เกี่ยวข้องก็มาก ทั้งการมาเป็นทีมงานก็ดี หรือมาเป็นผู้เข้าร่วมก็ดี ต้องตัดสินใจให้ดีนะครับ ไม่อย่างนั้นอาจจะกระทบต่องานพันธกิจประจำที่เราทำอยู่ในคริสตจักรที่เราสังกัดกันอยู่ก็ได้ ผมได้ยินหรือได้รับรู้ปัญหาเหล่านี้มาจากบรรดาศิษยาภิบาลหลายคริสตจักรครับ
  • อาจารย์1 : ทำยังไ งดีครับลูกแกะ หรือสมาชิกของผมมัวแต่สนใจออกไปทำงานพวกอีเวนท์ต่างๆแต่ละเลยหรือไม่สนใจงานที่ได้รับมอบหมายในคริสตจักรของตัวเองเล
  • อาจารย์2 : ส่วนของผม พวกนั้นไม่รับงานในคริสตจักรเลยครับ มาโบสถ์พอเป็นพิธี บางสัปดาห์ก็ไม่มาเลยด้วยซ้ำ มัวแต่ไปช่วยตามอีเวนท์ต่างๆ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นสมาชิกโบสถ์ได้อย่างไร
  • อาจารย์1 : ผมจะตักเตือนก็ไม่ฟัง แถมยังชักชวนให้สมาชิกคนอื่นๆออกไปช่วยเขาอีก ดึงลูกแกะของอีกคนนึงไปเป็นสต๊าฟงาน โดยไม่บอกกล่าวพี่เลี้ยง แทบจะทะเลาะกันตาย ผมหละเหนื่อยจริง
  • อาจารย์2 : ทำไมพวกผู้จัดงานเหล่านี้ไม่สร้างคนของตัวเองมาทำงาน ทำไมต้องมาดึงสมาชิกโบสถ์ออกไปจนทำให้กระทบงานโบสถ์ที่พวกเขาสังกัดเป็นสมาชิกอยู่
  • อาจารย์1 : ครั้นผมจะสั่งห้ามไม่ให้ไปร่วมงาน ก็เดี๋ยวหาว่าใช้สิทธิอำนาจไปกดดันเด็กมันอีก เฮ้อ กลืนไม่เข้า คายไม่ออกจริงๆครับ T_T
  • อาจารย์2 : ผมร้องไห้ด้วยคนครับ T_T
  • ผู้จัดงาน และสต๊าฟ : ทุกคนคือลูกแกะของพระเจ้า ไม่ใช่ลูกแกะของพวกคุณคนเดียว!!!!!
ที่ผมยกตัวอย่างมานี้คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นครับ น่าเศร้านะครับที่งานเหล่านี้แทนที่จะเป็นพระพรแต่กลายเป็นพระเพลิงให้กับคริสตจักรและผู้เลี้ยงที่ทุ่มเทเวลา แรงกาย ทรัพยากรต่างๆกว่าจะสร้างสมาชิกลูกแกะเหล่านี้ให้เติบโต แต่กลับโดนมารซาตานใช้ช่องว่างนี้ ยืมมือคริสเตียนด้วยกันมาฆ่ากันเอง จนทำให้งานที่ดีๆจะเกิดขึ้นก็ยากที่จะได้รับความร่วมมือจากคริสตจักรท้องถิ่นอีก เพราะเขาเหล่านั้นเข็ดจากสิ่งที่เคยเจอมา ต่อไปงานใหญ่ๆจะเกิดขึ้นก็ได้แต่ "ใครคิดคนนั้นทำสิ อย่ามาดึงคนของฉันออกไปทำ"
เมื่อพระกายแตกแยกออกแล้ว ขาจะวิ่งข้างเดียวได้หรือครับ ถ้าอีกข้างนึงไม่วิ่งด้วย เราทำทุกอย่างเองไม่ได้หรอกครับพี่น้อง

ฉะนั้นให้เรื่องนี้ที่ยกมาเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้จัดงานต่างๆ ต้องระมัดระวังเรื่องการกระทบกระเทือนความรู้สึกของคริสตจักรท้องถิ่นที่คุณจำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลือให้มากครับ ติดต่อประสานงานกับอาจารย์ ศิษยาภิบาลให้ดี และรายงานเรื่องที่ควรจะรายงานทุกเรื่อง เพื่อสร้างความสบายใจและไว้วางใจให้เกิดขึ้นครับ ไม่อย่างนั้น คุณจะได้จัดงานนี้เพียงครัังเดียวเท่านั้น ..........งานหน้าอาจจะเหลือคุณทำเพียงคนเดียวที่ทำ.....