แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ธุรกิจขายตรง...กับคริสเตียน









จากประสบการณ์โดยตรงก็ดี ประสบการณ์จากเพื่อนฝูง ไปจนถึงอาจารย์ที่โบสถ์ก็ดีเกี่ยวกับเรื่อง "ธุรกิจขายตรง" ที่เข้ามาในคริสตจักรตั้งแต่ในสมัยเมื่อสิบปีก่อน จนปัจจุบันก็ยังมีมากกว่าเดิมเสียอีก ผมเชื่อว่าเกือบทุกคริสตจักรจะต้องเคยเผชิญ หรือกำลังเผชิญกับสิ่งนี้อยู่ ซึ่งคริสเตียนอาจจะปฏิกริยาตอบสนองหลายแบบแตกต่างกันไป ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ต่อต้าน หรือเข้าร่วมมันซะเลย ผมเลยจะมาพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังครับ

ธุรกิจขายตรง ตามความหมายก็คือ  การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระ โดยผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้น โดยแบ่งออกเป็น 2ประเภทคือ


1. ขายตรงแบบชั้นเดียว ก็คือ การขายผ่านตัวแทนจำหน่ายต่อผู้บริโภคโดยตรง ได้รับผลกำไรจากการขายปลีกให้กับลูกค้าเพียงชั้นเดียวเท่านั้น
2. ธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น (Multi- Level Marketing หรือ MLM) เป็นการขายต่อๆกันเป็นเครือข่ายหลายชั้น ผู้ขายเป็นนักขายอิสระ ไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท มีหลายแบบได้แก่ แบบไบนารี่ แบบยูนิเลเวล แบบไตรเซ็บ แบบเมตริกซ์ โดยนักขายสามารถสร้างรายได้จากการทำงาน 2 วิธีรวมกัน คือ

  1. ผลกำไรจากการขายปลีก ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาจากบริษัทกับราคาขายปลีกที่ได้ขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภค
  2. คอมมิชชั่นหรือส่วนลดตามระดับยอดขายของสินค้าหรือบริการที่มีการสั่งซื้อ (เพื่อบริโภคหรือเพื่อขายให้กับผู้ขายคนอื่นต่อๆไป) จากผู้ขายที่ได้ชักชวนเข้ามาสมัครร่วมธุรกิจในทีมขาย หรือที่เรียกว่า "สปอนเซอร์" ในระดับเป็นชั้นต่อๆไป
          จะเห็นได้ว่า หลักการของระบบการตลาดหลายชั้นคือ การที่นักขายได้รับผลตอบแทนทั้งจากที่ตนเองขายปลีก และผลตอบแทนจากการขายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักขายในกลุ่มของตนชวนมาร่วมกันขาย จนมียอดขายรวมเป็นก้อนใหญ่ จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีขีดจำกัด ซึ่งเกิดจากการสปอนเซอร์หรือชักชวนผู้อื่นมาเข้าร่วมธุรกิจอันทำให้ระบบการตลาดหลายชั้นเป็นระบบที่มีศักยภาพสูงสุดในธุรกิจขายตรงปัจจุบัน(อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ธุรกิจขายตรง)
     แล้วธุรกิจขายตรงมาเกี่ยวข้องในชีวิตคริสเตียนของเราได้อย่างไร ผมจะบอกว่าเกี่ยวอย่างมากครับ เพราะถ้าดูจากรูปแบบระบบขายตรงหลายชั้นแล้ว มันก็คือระบบเครือข่ายที่มีการหาสมาชิกต่อไปเรื่อยๆ มีการรวมกลุ่มย่อย เพื่อสร้างเสริมกำลังใจ เสริมวิธีการขาย ถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งดูแล้ว เหมือนกับระบบการประกาศฯ ระบบกลุ่มเซลของคริสเตียนเลยครับ แต่ต่างกันตรงธุรกิจขายตรงมีวัตถุประสงค์คือผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องของรายได้เป็นหลัก(บางคนอาจจะบอกว่าเกิดจากความรักเมตตา ให้ผู้ร่วมเครือข่ายมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ตาม) แต่คริสเตียนสิ่งที่ได้คือชีวิตที่ดีขึ้นของผู้เชื่อใหม่ และพระพรสำหรับผู้ประกาศเลี้ยงดู โดยไม่มีรายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่นมาเกี่ยวข้อง
     จากที่ผมอธิบายมานี้ จะดูแล้วรู้เลยว่า รูปแบบมัน "ใกล้เคียง"กันมากครับ ทั้งวิธีการ ไปจนผลประโยชน์หรือจุดมุ่งหมาย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้"ธุรกิจขายตรง"เข้ามาสู่กลุ่มคริสเตียนในคริสตจักรได้อย่างง่ายดาย เนื่องจาก มีความคล้ายในวิธีการซึ่งคริสเตียนคุ้นเคยอยู่แล้ว(การหาสมาชิกใหม่เพิ่ม) รวมไปถึงลักษณะการชักชวนที่จะนำเอาวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายที่ตรงกันก็คือ 

  1. เพื่อมีรายได้พอเพียงหาเลี้ยงชีพตนเอง
  2. เพื่อจะได้มีเวลาไปรับใช้พระเจ้ามากขึ้น กว่าการทำงานประจำเดิมๆ
  3. เป็นการดีที่ได้แนะนำให้เพื่อน หรือคนรู้จักได้ใช้สินค้าดีๆ
  4. เป็นการช่วยให้เพื่อน หรือคนรุ้จักได้มีธุรกิจ มีรายได้หาเลี้ยงชีพตนเอง และอื่นๆตามข้อ 1-3 ที่กล่าวมา

     กลุ่มคริสเตียนคริสตจักรต่างๆจึงกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ "ทรงพลัง" และ "น่าลงทุน" มากที่สุดสำหรับธุรกิจขายตรง เพราะเป็นกลุ่มคนที่เจอกันอยู่ทุกสัปดาห์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เหมาะกับการชักชวนให้ลงทุน และเข้ามาร่วมทำธุรกิจนี้ รวมไปถึงเป็นการง่ายที่จะแนะนำ ขายสินค้ากับกลุ่ม เพราะพอคนนึงใช้ อีกคนก็จะมีโอกาสซื้อไปใช้ด้วยได้ง่ายมาก
     บุคคลที่ผมเคารพรักหลายท่านเป็นผู้รับใช้อยุ่ในคริสตจักร ในแต่ละปีผมจะเห็นท่านเหล่านี้ซื้อหรือใช้สินค้าจากกลุ่มธุรกิจขายตรงเยอะมาก อาทิเช่น อาหารเสริมต่างๆ เครื่องกรองน้ำ สินค้าอุปโภค บริโภค ยาสีฟัน น้ำหอม เครื่องสำอางค์ ขนมขบเคี้ยว หมอน ยันข้าวสาร หลายท่านซื้อเพราะเกรงใจสมาชิกที่นำมาเสนอขาย แต่ก็มีบางท่านที่คิด และหวังว่าจะเข้าร่วมธุรกิจขายตรงเหล่านี้แล้ว จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ตอบสนองความต้องการตามข้อที่ 1-4 ตามที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น
     ผมไม่ได้ต่อต้านธุรกิจขายตรงครับ เพราะก็เห็นคนที่ผมรู้จักหลายท่านในคริสตจักรก็ไปได้ดีกับธุรกิจนี้ แต่ก็ต้องแลกมากับการทำงานหนักทั้งงานหลัก และงานขายตรง ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นท่านไหน มีเวลารับใช้พระเจ้ามากขึ้นเลยครับ สิ่งที่ทำให้นำมาคิดในคอลัมภ์นี้ก็คือ คริสเตียนควรจะตอบสนองกับธุรกิจขายตรงอย่างไรดีครับ ถ้ามีคนมาชักชวนในคริสตจักร และบางคนก็เป็นพี่น้องที่เป็นที่รักของท่าน ผมขอเสนอเป็นแนวทางจากประสบการณ์ส่วนตัวที่คิดว่าใช้ได้ผลครับ เพราะบางท่านก็หวังดีจริงๆ (แต่บางครั้งเราก็ไม่ต้องการ) สินค้าบางตัวดีจริง แต่ก็มีอีกเยอะที่เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือหลอกลวงมา เน้นหาเครือข่ายก็เยอะ

  1. ถ้าคุณมีเวลาในการพูดคุย ก็ให้ทางผู้แนะนำธุรกิจขายตรงท่านนั้นพูดคุยเต็มที่ แนะนำสินค้าเต็มที่เลยครับ แต่ผมจะแนะนำให้คุณโฟกัสไปยังสินค้าที่เขาขายเป็นหลัก พยายามถามข้อมูลสินค้าให้ดี ครบถ้วนครับ ถ้าเป็นพวกอาหารเสริม ก็ควรจะมี อย. ก็จะดีที่สุด เครื่องใช้อุปโภคทั่วไป ถ้ามี มอก.ก็จะช่วยให้มั่นใจในคุณภาพได้ครับ ที่ผมแนะนำในฟังในตัวสินค้าให้มาก ไม่เน้นในเรื่องรายได้ก็เพราะ ธุรกิจขายตรงทั้งสิ้นในโลกนี้ ต้องมีพื้นฐานมาจากสินค้าที่ดี มีคุณภาพ เป็นความแข็งแกร่งในเบื้องต้นครับ ถ้าสินค้าไม่ดีแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องไปคิดเลยครับ....ธุรกิจ และรายได้มันจะไปต่อไม่ได้แน่นอน รวมไปถึงคุณจะเสียเงินฟรีในของที่ไม่มีคุณค่า หรือคุณภาพด้วย
  2. ถามตัวคุณเองหรือครอบครัวของคุณว่า ถ้าซื้อสินค้านั้นมาแล้ว คุณจะได้ใช้หรือไม่ และใช้แล้วคุ้มค่ากับราคาที่ท่านจ่ายไปหรือเปล่า อย่าซื้อเพราะเห็นว่ามันดีเท่านั้น เพราะถ้าซื้อแล้วไม่ได้ใช้ ก็เหมือนท่านเอาเงินบริจาคการกุศลให้ผู้ขายสินค้าไปเปล่าๆครับ และอย่าซื้อเพราะตัดรำคาญ โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อท่านซื้อ ผู้ขายก็จะพยายามชักชวนท่านในการสมัครสมาชิกต่อ เสียเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อสินค้าแล้วจะได้รับส่วนลด ฯลฯ ท่านจะมีเรื่องเสียเงินตามมาอีกแน่นอน ผมแนะนำว่าถ้าท่านจะไม่ซื้อ ต้องใจแข็งปฏิเสธไปครับ เป็นผลดีต่อตัวคุณ และต่อผู้ขายด้วยครับ ไม่ต้องคิดว่าผู้ขายอุตส่าห์เสียเวลาเล่าสรรพคุณสินค้าตั้งนาน คุณต้องคิดว่าเป็นสิ่งที่เขาต้องลงทุน ลงแรงในการเสนอขายอยู่แล้วครับ คุณได้เปิดโอกาสให้กับเขาแล้วไงครับ
  3. ถ้าคุณได้ตัดสินใจซื้อสินค้านั้นแล้ว ก็พิจารณาตามความเหมาะสมว่า การสมัครสมาชิกนั้น เงินค่าสมัครที่จ่ายเพิ่มขึ้น กับส่วนลดที่ได้ คุ้มค่ากันไหมครับ จากการที่คุณจะมีโอกาสในการใช้สินค้านั้นซ้ำ2ในอนาคต แต่โดยส่วนใหญ่คุณจะถูกชักจูงร่วมด้วยว่า เมื่อคุณสมัครสมาชิกคุณก็จะมีสิทธิในการนำเสนอขายสินค้านั้นต่อกับคนที่คุณรู้จัก และได้รับผลกำไรเข้าบัญชีของคุณ เป็นทอดๆถ้าคุณสามารถทำเครือข่ายผู้ใช้ของคุณขึ้นมาได้ (ผมคงไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะมีเยอะมากและน่าปวดหัวครับ)

     แต่ว่าสิ่งนี้ ผมเรียกว่าเป็นการ "ขายฝัน" ซึ่งทุกคนก็มีสิทธิฝันครับไม่ได้ผิด เพียงแต่ว่า การไปถึงฝันนั้นไม่ใช่ทำได้ทุกคนครับ ยิ่งฝันการเป็นเจ้าของเครือข่ายธุรกิจขายตรงแล้ว เป็นสิ่งที่ยากครับสำหรับความคิดของผม และต้องแลกมากับการลงทุน ลงแรง ลงเวลาอย่างหนัก
     โดยประสบการณ์ส่วนตัวของผมหลังจากที่เคยลองเข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจขายตรงอยู่พักใหญ่ เมื่อสมัยยังวัยรุ่นกับธุรกิจขายตรงAmway ผมพบว่า ตัวผมเปลี่ยนไปครับ และปฏิกริยาคนรอบข้างของผมเปลี่ยนไปด้วยดังนี้

  1. ผมมักฝันบ่อยๆว่า จะได้ผลกำไรจากการขาย และหาเครือข่ายDown Line ได้จนพอเลี้ยงดูตัวเอง และตอนนั้นจะมีเวลาไปรับใช้พระเจ้าเต็มที่
  2. ผมมักจะเห็นคนรอบข้างเป็นลูกค้า และDown Line ในเวลาเดียวกัน ทั้งพี่น้องคริสเตียนก็ดี หรือเพื่อนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้าก็ดี โดยมีความคิดในหัวว่า เรากำลังนำเสนอสิ่งดีๆเข้าไปให้กับชีวิตของเขา 
  3. เมื่อได้พูดคุย ผมก็จะพยายามเปิดโอกาสในการพูดถึงความดีของสินค้า และโอกาสทางรายได้จากธุรกิจนี้ เพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า หรือสมัครเป็นสมาชิก แทนที่จะได้พูดคุยถามไถ่หนุนใจในพระคำ หรือประกาศพระกิตติคุณพระเยซูคริสต์
  4. เพื่อนคนไหนที่ปกติผมจะไม่เคยคุย หรือไม่เคยโทรติดต่อเลยก็มักจะได้รับโอกาสพูดคุยกับผมโดยแปลกประหลาดใจว่า ทั้งปีทั้งชาติ ไม่เคยเลยที่ผมจะโผล่ไปให้เห็น
  5. หลังจากนั้นผ่านไปไม่นาน ผมพบว่าเพื่อนฝูง และคนรอบข้าง มักจะหาทางเลี่ยงในการพูดคุยกับผม หรืออย่างแย่ คนเหล่านั้นก็จะบอกว่า "ยังไม่ซื้อ"

     เหตุการณ์นั้นผ่านไปนานแล้วครับ พอผมผ่านมาก็ได้กลับมาคิดมองตัวเองย้อนกลับไป พบว่ามีหลายคนที่กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกับผม ผมไม่เถียงครับว่ามีคริสเตียนดีๆอีกหลายท่านที่ทำธุรกิจขายตรงและไม่ได้เป็นอย่างผม แต่สิ่งนี้ ก็ต้องเป็นสิ่งที่คริสเตียนทุกคนต้องพิจารณาให้ดีครับ อย่าให้คำว่า"รายได้" และ"กำไร" มาแทนที่คำว่า "ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข" ที่พระเยซูได้สอนเราไว้ครับ
     ผมพบว่ามีคริสตจักรหลายแห่งกำลังประสบปัญหาสมาชิกมาขายตรงกับสมาชิกในคริสตจักร สินค้ามากมาย บางท่านไม่มีเงินก็ให้ผ่อนกันได้ จนเกิดปัญหาทางการเงิน ตามทวงหนี้กัน สินค้าบางตัวบอกว่าให้ทดลองใช้ แต่คนลองใช้นึกว่าฟรึ ตอนหลังจะมาเก็บเงินก็เกิดการทะเลาะกัน สินค้าก็ไม่ได้มีคุณภาพ และสรรพคุณตามที่โฆษณาไว้ เกิดความวุ่นวายกันในคริสตจักร จนบางโบสถ์เป็นเรื่องใหญ่ลุกเป็นไฟก็เจอมาแล้ว
     ถ้าท่านรู้สึกว่า "ธุรกิจขายตรง" ทำให้ "ความรัก"ของท่านที่มีต่อคนรอบข้าง "เยือกเย็น"ลง ผมว่าอันตรายแล้วครับ อย่างไรเสีย ปัจจุบัน ผมเลือกใช้คำว่า "การให้ เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"(กจ.20:35) เป็นหลักในการดำเนินชีวิตคริสเตียน และตอบสนองต่อธุรกิจขายตรงที่เข้ามาในชีวิตของผมผ่านคริสตจักร ที่มักจะมีมากขึ้น และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นมากกว่าสมัยก่อนเสียอีก

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

น้ำมันแพง จะติดแก๊ส ดีป้าว???


คืองี้ครับ ช่วงนี้ผมไม่มีโอกาสอัพเดท BLog เลย มีน้องๆหลายคนก็มาถามว่า "เมื่อไหร่จะอัพๆ อยากอ่านๆ" โอ้โห ผมมีแฟนคลับกะเขาด้วย... ช่วงนี้หมกมุ่น เอ้ย ใช้เวลาไปกับกิจการอู่รถยนต์และติดตั้งแก๊สครับ มัวแต่เขียนบทความเกี่ยวกับ"รถยนต์ และระบบแก๊ส" ในเว็บไซต์ของอู่ที่ www.KagCar.com ประมาณว่า ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน๊อต ขาเป็นสกรูว์ทุกวัน จะว่างก็วันอาทิตย์ไปโบสถ์เท่านั้น ตอนบ่ายกลับมาสลบ ตื่นเช้าไปทำงานต่อ เป็นเจ้าของกิจการแต่ชีวิตชักเหมือนลูกจ้างไปทุกวัน เรื่องทั้งเรื่องก็คือ "สร้างเนื้อสร้างตัว"ครับ เพราะปีหน้าก็วางแผนจะมีลูกชายสักคน(หวังจะมีผู้ชายก่อน)

ก็เอางี้ได้ไหมครับ ขออนุญาต เขียนเรื่องเกี่ยวกับแก๊สให้อ่านนะครับ เพราะเชื่อว่าคนที่อ่านหลายๆคนก็คงจะมีรถขับ หรือนั่งรถที่คนอื่นขับ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แล้วรถที่เราไปด้วยเนี้ยะ ตอนนี้แทบจะติดแก๊สกับ50% แล้วนะครับ ชีวิตเราก็วนเวียนอยู่กับแก๊สรถยนต์ แต่ว่าความเข้าใจเกี่ยวกับระบบแก๊สรถยนต์นั้นหลายคนยังไม่มีหรือมีน้อย ผมจะมาเล่าให้ฟังก็แล้วกันครับ

1. ติดแก๊สแล้วอันตราย มันจะระเบิดหรือเปล่า.... หลายคนยังมีทัศคติหรือความเชื่อที่ว่า มีถังแก๊สอยู่ในรถ ก็เหมือนพกระเบิดไปทุกที่ ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นครับ รู้หรือเปล่าครับว่า ความแข็งแรงของถังแก๊สนั้น มีมากกว่าถังน้ำมันหลายเท่านัก ถ้าเกิดรถชนกับบริเวณท้ายรถที่มีทั้งถังแก๊ส และถังน้ำมัน เราจะพบว่า จะมีแต่ตัวถังน้ำมันที่ฉีกขาดและน้ำมันรั่วออกมาครับ แต่ตัวถังแก๊สจะไม่เป็นอะไรเลย และไม่มีแก๊สรั่วด้วยเพราะว่า วาล์วที่หัวถังแก๊สมันจะตัดทันทีถ้าไม่มีไฟฟ้าจากตัวรถมาเลี้ยงครับ ดูจากรูปข้างบนก็ได้ เขามีการทดสอบถังแก๊สด้วยวิธีการเผานั่งยาง ถังก็ไม่ระเบิดเลยครับ ไม่มีรอยตำหนิ หรือปริใดๆทั้งสิ้น ลองดูจาก Link นี้ครับ http://www.gasthai.com/article/html/270.html

2. ติดแก๊สแล้วเครื่องจะเสื่อมไว พังเร็วหรือเปล่า.... ซึ่งเป็นความเชื่อเดิมในสมัยที่การติดแก๊ส เขาติดกับแท็กซี่เท่านั้นครับ เพราะสมัยก่อนน้ำมันราคาถูก ลิตรละ8-9บาท แก๊สอยู่ที่ 4-5บาท คนเขาก็ไม่จำเป็นต้องติดแก๊ส แล้วทีนี้ รถแท็กซี่เราก็เห็นๆอยู่ วันๆนึงต้องวิ่งประมาณ 500กิโลเมตรเพื่อทำเงิน ดังนั้น วิ่งทุกวัน 365วันต่อปี ก็ปาไป 130,000กิโลเมตร วิ่ง 2-3ปีก็ต้องเปลี่ยนเครื่อง คนก็เลยมองว่าเพราะ"แก๊ส" แต่จริงๆแล้ว วิ่งขนาดนี้ ต่อให้เป็นน้ำมันเครื่องก็พังเร็ว สึกหรอเร็วอยู่แล้วครับ รถยนต์ส่วนมากเครื่องออกแบบมาให้วิ่งประมาณ 2-3แสนกิโลเมตรเท่านั้นครับ แต่มาดูในความเป็นจริงตัวแก๊สถือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดมากครับ เขาถึงเอามาเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้มในบ้านเรือน เนื่องจากมันสะอาด ไม่มีเขม่า และเผาใหม่สมบูรณ์ได้ง่ายๆ ไม่เหมือนกับน้ำมันที่มีเขม่า และพวกซัลเฟอร์กำมะถัน ดังนั้นเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สจะมีความสะอาดมากกว่าน้ำมันอย่างเห็นได้ชัดครับ พิสูจน์ได้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในแต่ละครั้ง เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน น้ำมันเครื่องเวลาเปลี่ยนออกมาจะดำปี๋ ส่วนแก๊สจะยังใสอยู่

3. ติดแก๊สแล้ว บ่าวาล์วจะสึกไวเนื่องจากมันแห้งกว่าน้ำมันที่หล่อลื่นกว่า.... อันนี้ก็เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ เพราะคนเราจะติดภาพของแก๊สจากแก๊สในครัวเรือน และน้ำมันจากพวกน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันกาดที่เป็นของเหลว แต่ในความเป็นจริง ทั้งแก๊สและน้ำมันที่ฉีดเข้าไปในเครื่องยนต์นั้น ล้วนอยู่ในสภาวะที่เป็น "ก๊าซ" ครับ หมายถึงน้ำมันเวลาฉีดเข้าไป เขาไม่ได้ฉีดน้ำมันที่เป็นของเหลวนะครับ แต่ฉีด"ไอน้ำมัน" เข้าไป และเจ้าไอที่ว่า เมื่อเทียบกับแก๊ส มันก็เหมือนกันครับ แต่ส่วนที่จะหล่อลื่นตัวบ่าวาล์วนั้นก็คือ พวก"น้ำมันเครื่อง"ที่รถทุกคนล้วนมีอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าคุณเปลี่ยนน้ำมันเครื่องรถยนต์ตามระยะที่ถูกต้อง เครื่องของคุณก็จะมีอายุการใช้งานยาวนานเป็นปกติไม่ต่างจากน้ำมัน

4. ติดแก๊สแล้ว เครื่องจะวิ่งอืดกว่าน้ำมัน.... ความเชื่อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะปัจจุบันระบบแก๊สทันสมัยขึ้นมาก แบ่งออกเป็น 2ระบบคือ ระบบดูด และระบบหัวฉีด ตัวระบบดูดก็จะจ่ายแก๊สแบบเหมือนระบบคาบูเรเตอร์ในรถสมัยก่อน อันนี้แรงม้าจะหายไปประมาณ 10-15% แต่ถ้ามาใช้ระบบหัวฉีด ที่มีการจ่ายแก๊สเหมือนระบบน้ำมัน มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการจ่ายแก๊ส เขามีการทดสอบกับเครื่องTest Car แล้วพบว่า แรงม้าและกำลังของเครื่องอยู่ครบครับ ลองไปดูที่ link นี้

แต่สำหรับผมแล้วนะครับ ข้อเสียข้อเดียวของการติดแก๊สก็คือ......

เหนื่อย และเปลืองเงินมากขึ้น..ไม่ใช่จากค่าใช้จ่ายแก๊ส แต่เปลืองเงินในการ"เที่ยว"ครับ เพราะแต่ก่อนจะไปต่างจังหวัดที ก็คิดแล้วคิดอีก ขับรถไปเชียงใหม่ค่าน้ำมันไปกลับ3-4พันบาท แต่พอติดแก๊ส เหลือแค่ไม่เกิน 1,500บาท ทีนี้ คุณศรีภรรยาก็จะรบเร้าให้พาไปเที่ยวบ่อยขึ้น เปลืองค่าเที่ยวมากครับ แต่ละสัปดาห์ก็ขับรถไปไกลๆเที่ยวไกลๆได้ แต่ก็ทำให้ผมและครอบครัวมีความสุขมากขึ้นเหมือนกัน

จริงๆอยากแนะนำให้ติดแก๊สกันนะครับ จะได้มาเหนื่อย และเปลืองเงิน กับการเที่ยวเหมือนผมครับ

พระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผมเพิ่งโดนพนักงานใหม่ขโมยเงินหมดลิ้นชักไปเลยครับ อะ ขอบคุณพระเจ้า





ที่ต้องขอบคุณพระเจ้าเพราะมีเหตุผลครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเปิดธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตและเช่าการ์ตูนนั้น ผมไม่เคยมีเหตุต้องขึ้นโรงพัก หรือสถานีตำรวจเลยนะครับ ตั้งแต่เกิดจนโตมาอายุ30กว่าปี แต่พอเปิดร้านเน็ต24ชม.เท่านั้น เหมือนกับผมทำงานท่ามกลางสมรภูมิมิจฉาชีพอย่างไงอย่างงั้น เจอคนแนวนี้ หรือเหตุการณ์อาชญากรรมมาตลอด 2ปีกว่าที่ผ่านมา ทั้งเกิดขึ้นกับคนอื่น และเกิดขึ้นกับตัวเอง เหมือนพระเจ้าให้ออกจากหมู่บ้านสงบสุข(แคว้นไชร์ ของพวกฮ๊อบบิทใน The Lord of the Ring) มาสู่สนามรบแนวหน้าทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ ผมต้องขึ้นโรงพักไปสังฆกรรมกับคุณตำหนวด เอ้ยตำรวจไม่ต่ำกว่า4หนดังนี้

1. เปิดร้านแค่สามวัน บังเอิญนั่งคุมร้านทำเครื่องคอมพิวเตอร์จนลืมไปว่า รถจอดอยู่หน้าร้านทั้งคืนยันเช้า ผมนอนหลับคาเก้าอี้ในร้าน ตื่นมาอีกที วิ่งมาดูรถที่จอดริมถนนหน้าร้าน โดนเจ้าแท่งสีเหลืองๆล๊อคเข้าที่ล้อหน้าเรียบร้อยแล้วครับ โหคุณตำหนวดจราจร ผมจอดรถเกินเวลาห้ามจอด ตอนตี 5ไปชั่วโมงเดียวเอง ใบสั่งอย่างเดียวก็น่าจะพอแล้วนะครับ พี่แกโหดเหลือหลาย สรุปต้องซ้อนมอเตอร์ไซต์รับจ้างไปที่สน.บางนาเช้าวันนั้นแถมเสียค่าปรับไป 400บาท ฮาเลลูยา บทเรียนบทแรกของผมก็คือ "จราจรที่นี่ดุ อย่าฝ่าฝืนกฏแม้แต่นิดเดียว" โอเคครับ ผมจะระวัง...

2. ผมมีรถมอเตอร์ไซต์ฮ้าง(เก่ามากกกกก)คันนึง ประมาณว่าสต๊าท 30ทีถึงติด(ไม่ได้โม้นะ นับทุกครั้งครับ) เสียค่าซ่อมซากไปประมาณ 5พันบาทกว่าจะเอามาขี่ได้(โล๊ะมาจากญาติแถวๆนี้) คอก็ล๊อคไม่ได้ ผมยังเคยพูดกับน้องๆเลยว่าเสียบกุญแจทิ้งไว้ยังไม่มีคนเอาเลย แต่ขอโทษครับ...ผมคิดผิด..เพราะอะไรที่มันขโมยได้ แล้วเอาไปแลกเป็นเงิน 100บาทมันก็เอาครับ วันนั้นร้านผมบังเอิญไม่ได้เปิด 24ชม.เนื่องจากไม่มีสต๊าฟกะกลางคืน ร้านจึงปิดตี 3 ผมกำลังจะเก็บร้าน ปกติผมจะล๊อคโซ่กับมอเตอร์ไซต์ไว้กับเสาไฟฟ้า (โซ่เพิ่งซื้อมาก่อนหน้า 2วัน เหมือนพระเจ้าเตือนแล้ว) แต่วันนั้นลืมล๊อคเพราะเพิ่งขี่ไปซื้อข้าวมาก่อนร้านปิด 2ชม.เอง ผมเดินมาเก็บของ เก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ เดิมออกมาอีกที มอเตอร์ไซต์ฮ้างของพ้ม มันหายไปแล้ว คลาดกันไม่ถึง 5นาที ผมรีบกลับไปดูกล้องวงจรปิด มอเตอร์ไซต์โดนลากไปทางหัว มันเป็นจุดบอดของกล้องวงจรปิด ผมเลยมองไม่เห็นหน้าขโมย แต่คาดว่า เป็นสต๊าฟเก่าที่ออกไป เพราะมันรู้มุมกล้องดีมากครับ ก็ไปโรงพักอีกในฐานะผู้เสียหาย แต่แจ้งความไว้ก็เท่านั้นครับ หายเข้ากลีบเมฆ เป็นบทเรียนบทที่ 2 คือ "อย่าประมาทกับทรัพย์สิน แม้แต่คลาดสายตาก็สูญหายได้"

3. น้องสต๊าฟผมคนนึง มีรถมอเตอร์ไซต์คันสวย Yamaha Fino แถมแต่งซะสวยเชียว ขับมาทำงาน เข้ากะตอนเช้าออกตอน 4ทุ่มทุกวัน และรู้ว่า รถมอเตอร์ไซต์ผมหาย ดังนั้นเวลาเขาจะจอดมอเตอร์ไซต์ ก็จะจอดตรงกลางหน้าร้าน ให้กล้องวงจรปิดจับภาพชัดๆ เวลานั่งทำงานจะได้สังเกตรถตัวเองได้ตลอดเวลาผ่านจอภาพ เป็นคนที่ไม่ประมาทอย่างมาก เพราะคงคิดว่า รถตัวเองสวยขนาดนี้ จอดหน้าร้านทุกวัน คงเป็นที่หมายปองของบรรดามิจฉาชีพที่พยามฉวยโอกาสที่เขาพลาด หรือเผลอสักวัน จนในที่สุด........วันนั้นก็มาถึง เจ้าน้องคนนี้ ขับรถกลับบ้านไปเอาของกิน มาของก็เลยพะรุงพะรัง พอลงจากรถมอเตอร์ไซต์ ก็เลยมัวแต่หิ้วของ จนลืมเอากูญแจออกจากรถ เสียบคาไว้อย่างนั้น ผมเช็คดูจากกล้องวงจรปิดเห็นว่า ลืมไว้ประมาณ 1ทุ่ม สัก 2ทุ่มก็มีเด็กแว็นท์ขี่มอเตอร์ไซต์มาวนเวียนหน้าร้าน แล้วก็คงเห็นว่า Finoคันสวยคันนี้มีกุญแจเสียบคาอยู่ "หวานโจร"หละ...หลังจากด่อมๆมองๆ ไอ้แว้นท์คนซ้อนท้ายก็เดินลงมาผ่านหน้าร้านไปมาสองสามรอบเพื่อให้แน่ใจว่า รถไม่มีล๊อคล้ออย่างอื่นอยู่ พอสบโอกาส มันก็จัดการขึ้นคร่อม แล้วเข็นออกไปสต๊าทที่ข้างร้านแล้วก็..............หายไปกับโจรครับ กว่าไอ้น้องเจ้าของรถจะรู้ตัว ก็อีกประมาณ ชั่วโมง ตอนแรกไม่เห็นมอเตอร์ไซต์ก็นึกว่าเพื่อนยืมขี่ไป พอถามก็ไม่ใช่ สรุปมาดูกล้องวงจรปิด โจรเอาไปนี่เอง............เศร้าไปตามระเบียบครับ.......หุหุ ผมก็ไปโรงพักเป็นเพื่อนแจ้งความให้มัน สงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ผมมีบทเรียนมาแล้วอะ เข็ด แต่มันดันลืมกุญแจเอง ช่วยไม่ได้ เสร็จโจรครับ บทเรียนที่ 3 สอนไว้ว่า "แม้จะระวังแล้ว แต่ถ้าเผลอครั้งเดียว โจรก็ยิ้ม"

4. น้องชายของแฟนผม ทำธุรกิจรับซื้อ-ขาย-จำนำมอเตอร์ไซต์ ก็จะมีรถมอเตอร์ไซต์วนเวียนเข้าออกร้านเยอะมาก แต่ก่อนก็จะจอดหน้าร้านนั่นแหละ ก็จะเป็นที่ต้องตา ต้องใจโจรมาก หลังจากทราบข่าวว่า รถมอเตอร์ไซต์หายไป 2คันแล้วจากหน้าร้านผม (ชุมทางโจร ก็ว่าได้) เจ้าน้องคนนี้ก็ตั้งใจว่าของมันจะต้องไม่เป็น"เหยื่อรายต่อไป" ก็จัดแจงหาโซ่ หากุญแจมาล๊อคล้อทุกคัน.....ซึ่งดูแล้ว "เหมือน"จะปลอดภัยมาก แต่ขอโทษครับ โจรมันมักจะ"ก้าวหน้า"ไปกว่าเราเสมอ รู้ไหมครับมันทำยังไง... บังเอิญน้องชายได้ซื้อรถYamaha Fino มาใหม่คันนึง สภาพกิ๊กๆ มาจอดหน้าร้าน ก็จัดแจงLockโซ่อย่างดิบดี พอตื่นมาตอนเช้าปรากฎว่า.......ไฟหน้าเจ้าFino มันหายไปทั้งชุด....มาดูกล้องจึงเห็นว่าโดนโจรเอาไขควงแงะไปใช้เวลา 5วินาทีเท่านั้นครับ ดูมันทำ! รถเอาไปไม่ได้ ก็ยังงัดเอาไฟหน้าไป สรุปว่า ไฟหน้า ต้องไปซื้อใหม่ราคา 700บาท แต่ถ้าโจรงัดเอาไปขาย เขาก็รับซื้อราคาประมาณ 3-4ร้อยบาท มันก็ยังเอานะ..... อันนี้ไม่รู้จะช่วยยังไง แต่ก็ถือว่ายังดีที่ไม่หายไปทั้งคัน.... หลังจากนั้น ผมเห็นใจครับ จึงลงทุนทำทางลาดสำหรับมอเตอร์ไซต์ขึ้นมาจอดบนบ้าน และไปจอดข้างหลังบ้านได้ เพราะเราได้บทเรียนที่ 4 ว่า "แม้คิดว่าปลอดภัยแล้ว แต่ทุกอย่างมักมีช่องโหว่เสมอ" ฮ่าๆ

5. เหตุการณ์ล่าสุด ทำให้ผมวุ่นวายจนแทบไม่ได้อัพเดทBlog เลยก็คือ พนักงานคุมร้านที่เพิ่งรับมาฝึกงานใหม่ ขโมยเงินไปหมดเกลี้ยงลิ้นชัก ทั้งที่มาทำได้แค่ 3ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งๆที่รู้ว่ามีกล้องวงจรปิดอยู่ก็ยังกล้าทำ ถือว่าอุกอาจมาก เรื่องของเรื่องคือ ผมต้องการพนักงานช่วยคุมร้านเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ตอนกลางวัน เจ้าน้องชายของแฟนผมก็ดันไปลงประกาศหางานในอินเทอร์เน็ต ซึ่งอันนี้ผมไม่รู้ วันหนึ่งมีคนโทรมาขอสมัครงานชื่อว่า "นัด" ผมก็ดันเป็นคนที่ใจดี ให้โอกาสคน ทั้งๆที่ปกติแล้ว ผมจะไม่รับพนักงานจากข้างนอกที่ไม่รู้จักเลยครับ แต่ไหนๆโทรมา ผมก็ไม่ได้คิดอะไรบอกว่าให้เอาเอกสารคือสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านมา แล้วให้เดินทางมาที่ร้าน ผมจะสัมภาษณ์เอง ให้หลังสามวัน เขาก็มาพร้อมเอกสารครบครับ ผมเห็นว่ามีเอกสารที่เชื่อถือได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ยังแจ้งความได้ แต่ก็คิดไม่ถึงเลยว่า จะโดนยกเค้าเงินในลิ้นชักไปจนหมด คิดไม่ถึงจริงๆ
พอสัมภาษณ์เสร็จ ก็นัดให้มาทดลองงานอีกสัปดาห์หนึ่ง ซึ่งพอถึงเวลา เช้าวันเสาร์ที่ 13มิถุนายน2008 "นัด" ก็เดินทางมาเข้างาน โดยมีสต๊าฟประจำของร้านสอนงานให้ และพอตอนเที่ยงผมก็ลงมาคุยและสอนงานให้อีกครั้งหนึ่งโดยไม่ได้เอะใจ เนื่องจากเมื่อคืนผมนอนดึกพักผ่อนน้อยก็เลยขึ้นไปพักผ่อนอีก ปล่อยให้ "นัด"มันอยู่คนเดียวกับเงินในลิ้นชักประมาณ 2พันกว่าบาท พอสักประมาณเกือบบ่าย 3โมง เด็กที่เล่นเกมส์ประจำที่ร้านผมก็โทรมาด้วยเสียงตกใจว่า "พี่เกี๊ยง เด็กพี่มันขโมยเงินไปหมดเกะแล้ว" ผมรู้เลยว่า "งานเข้า"หละครับ รีบลงมา แล้วเปิดกล้องวงจรปิด เห็นพฤติกรรมที่ทำอย่างเจ็บแสบมาก แต่ก็ไม่ได้ตามเพราะคิดว่าคงขึ้นแท็กซี่ไปไกลแล้ว ผมก็เลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และนำหลักฐานภาพกล้องวงจรปิด เอกสารสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อให้ตำรวจออกหมายจับต่อไป

แต่เหตุการณ์นี้ ผมก็ยัง"ขอบคุณพระเจ้า" ที่
1. ไม่เสียเงินจำนวนมากกว่านี้ แค่ 2,500บาทถือว่าไม่มาก แต่ก็ไม่ใช่น้อย เป็นบทเรียนที่มีราคาสำหรับผมในการรับพนักงาน หรือจะไว้วางใจใครก็ตาม
2. คนร้ายไม่ได้อยู่ไปและแอบยักยอกเงินทีละนิดทีละหน่อย หรือทำให้ผมตายใจ และยกเค้าที่เดียวจำนวนเงินเป็นหมื่น
3. คนร้ายไม่ได้พาพรรคพวก เข้ามาปล้นผมในเวลากลางคืน เพราะว่าจะนอนพักที่ร้านผมด้วย สามารถลงมาเปิดประตูเพื่อขี้นบนบ้านผมได้

จากที่เล่ามาทั้งหมด ผมรู้สึกว่า ทุกวันนี้เป็น "กาลที่ชั่ว" ตามที่พระคัมภีร์ "เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว" เอเฟซัสบทที่5:15-16 คริสเตียนอย่างเราต้องดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ และมีปัญญาจริงๆครับ โดยพึ่งพาพระเจ้าในการทรงนำทุกวัน....

ปล. ผมได้ติดต่อกับรายการ"เรื่องจริงผ่านจอ" เพื่อส่งภาพกล้องวงจรปิดทั้งหมดให้กับรายการ นำไปออกอากาศเพื่อให้เป็นอุทาหรณ์กับคนอื่นๆต่อไปครับ ทางรายการจะมาสัมภาษณ์ผมเร็วๆนี้ครับ

ล่าสุดตามจับตัวได้แล้วครับ

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อหัวค่ำวันเสาร์ที่ 11กค.2552ที่ผ่านมาขณะที่ผมอยู่ที่สมุยไปพักผ่อนกับภ รรยา ผมได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งแนะนำว่า เขาเป็นเจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตแถวๆบางขุนเทียน พอดีมีคนที่ชื่อ "อรุณ เนินฆ้อ"มาสมัครงาน ก็เอะใจหลังจากที่ให้เขียนใบสมัครทิ้งไว้ ก็เข้ามาSearchในบอร์ดของinternetcafe.in.th เพราะคุ้นๆชื่อเหมือนเคยอ่านผ่านกระทู้ของผมที่ลงไว้ ก็พอดีเจอ และมั่นใจว่า คนนี้คือคนร้ายจริงที่ตระเวณสมัครงานร้านเน็ตและลักท รัพย์มาหลายที่แล้ว มีคดีติดตัวอยู่หลาย สน. ท่านก็่น่ารักมากครับที่โทรมาแจ้งเบาะแสผม ผมก็เลยแนะนำไปว่า ช่วยประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เลยว่าให้วางแผ นจับกุมตัว แล้วก็ล่อให้กลับมาทำงานในวันจันทร์ แล้วก็ตระครุบตัวเลย ส่วนผมจะกลับไปถึงกรุงเทพวัน่จันทร์ตอนเช้ามืด

เสร็จแล้ว ผมก็รีบโทรหาคุณธีรพลที่ก็โดนไอ้อรุณ เนินฆ้อขโมยเงินหลังจากผม2สัปดาห์ ว่าได้เบาะแสคนร้ายแล้ว

พอวันจันทร์มาถึง ทางพี่ผู้หญิงเจ้าของร้านก็ได้นัดหมายให้อรุณ เนินฆ้อ มาที่ร้าน แต่ตอนแรกว่าจะมาตอนเช้า พอจริงๆก็เลื่อนไม่ยอมมา ท่านก็คิดว่าสงสัยไหวตัวหรือเปล่า แต่ในที่สุดตอนบ่ายเจ้าอรุณก็ติดต่อกลับมาบอกว่าจะมา ถึงตอน 5โมงเย็น พี่ผู้หญิงก็โทรบอกผมครับ ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่officeในกรุงเทพแล้ว ก็ภาวนาขอให้อรุณมันโดนจับจริงๆ

ตอน 5โมงเย็น จากคำให้การ เจ้าอรุณมันก็มาจริงๆ พอมาพี่ผู้หญิงก็ให้นั่งทำงาน แล้วก็โทรไปส่งซิกบอกตำรวจที่สน.ท่าข้ามให้เข้ามาจับ กุมตัว พอจับกุมตัวได้ก็รีบโทรบอกผมด้วยเสียงตื่นเต้นว่า "คุณเกี๊ยง เราจับตัวอรุณได้แล้วรีบมาเลยค่ะ" ผมก็รีบกระโดดออกจากโต๊ะทำงานทันที แจ้นไปสน.ท่าข้าม อยู่นู้น ถนนทางไปทะเลบางขุนเทียน ไปก็เจอไอ้คุณอรุณ นั่งคอตกดังภาพครับ
กด linkตามไปดูรูปเลยครับ
http://picasaweb.google.co.th/gueeng...eat=directlink

แก้ไขแล้วครับ กด link ไปดูรูปได้เลยครับ เดี๋ยวผมมีคลิปวีดีโอให้ดุกันครับใจเย็นๆ

มาเล่าต่อนะครับ ผมไปหลังจาก ที่มันถูกจับกุมตัวแล้ว โดยมีคุณธีรพลเจ้าทุกข์อีกคนนึงที่ไปถึงก่อนหน้าผมพร ้อมกับพ่อแม่และพี่ เห็นสภาพของไอ้อรุณแล้ว สมเพศมันมากกว่าครับ ทางฝ่ายคุณแม่ของคุณธีรพลแค้นมาก จะเข้าไปกระทืบมันด้วยซ้ำ

ส่วนผมเองก็เดินไปหามันแล้วบอกมันว่า "ไงคนเก่ง เงยหน้ามาคุยหน่อยสิ จำได้หรือเปล่า พี่เกี๊ยงร้านที่ซอยอุดมสุขไง"

มันก็ก้มหน้าไม่กล้ามองผม

ผมก็บอกมันว่า "จำได้ไหมที่ SMS ไปวันที่เอ็งขโมยให้หลังมึงประมาณ 1ชม.ว่า "ทำอย่างนี้หนีไปได้ไม่นานหรอก"
ลูกผุ้ชาย กล้าทำก็กล้ารับสิ ร้องไห้ทำไม ตอนทำไม่คิด เอ็งรู้ไหมว่า เอ็งทำเขามาแล้วกี่ที่ สิบกว่าที่ สิบกว่ากระทง กระทงละ3ปี เอ็งเจอแน่ๆ 30ปี"

มันก็เงียบก้มหน้าร้องไห้ ไม่กล้ามองหน้าผม

ผมก็รอทางตำรวจ สน.ชนะสงครามมาอาจัดตัวมัน เพราะทางสน.นั้นออกหมายจับแล้ว แต่สน.บางนาของผมยังไม่ออกหมายจับเพราะเรื่องเกินประ มาณ 1เดือนพอดี(ของผมเกิดเรื่องวันที่ 13มิย.52)

พฤติกรรมของคนร้ายก็คือ ทำงานเป็นทีม ร่วมกับเพื่อนอีก 1-2คน ออกสมัครงานตามร้านเน็ตที่ไม่ต้องใช้เงินค้ำประกัน และเมื่อเข้ามาทำงาน ก็จะสังเกตร้านดูลาดเลาประมาณ2-3ชม. ก็จะนัดให้เพื่อนมาเจอบริเวณร้าน แล้วขโมยเงินหลบหนีออกไป บางรายที่โชคร้ายก็เจอยกคอมไปด้วยอย่างของคุณธีรพล

คนร้ายคนนี้มีหมายจับของสน.ต่างๆรวม 7หมาย และที่ยังไม่ออกหมายจับอีก3หมาย(เท่าที่ทราบ) แต่อาจจะตระเวณก่อคดีมามากกว่านั้นแต่เจ้าทุกข์ไม่แจ้งความเอาเอง

ตอนนี้คดีอยู่ที่ชั้นศาลแล้วครับ นายอรุณโดนออกหมายจับคดีอาญาตั้งแต่ปี 50 หนีมากระทำผิดจนปี 52 สุดยอดเลวเลยนายคนนี้ แต่ทำไมไม่มีใครมาโพสถ์บอกกันมั่งจะได้ระวังภัยสังคม

ยังไงก็ต้องขอขอบคุณพี่ผู้หญิงที่สน.ท่าข้าม บางขุนเทียน(ขอปิดชื่อนะครับ) ที่น่ารักมาก ช่วยจับโจรคนนี้ ถือว่ากล้าหาญมากครับ ถ้าเป็นคนที่เห็นแก่ตัวก็จะไม่อยากยุ่ง แค่ไม่รับคนนี้มาทำงานแล้วก็ไล่ๆไปที่อื่น เขาก็จะตระเวณทำอย่างนี้ที่อื่นไปเรื่อยๆครับ จะต้องมีคนเสียหายเพิ่มมากกว่านี้แน่นอน

ภาพคลิ๊ปวีดีโอ นายอรุณ เนินฆ้อ ถูกจับที่สน.ท่าข้าม ตำรวจล้อมหน้าล้อมหลังเยอะมากเพราะหนีคดีมา