แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัยรุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัยรุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

คุณเชื่อว่าพระเจ้าทรงทันสมัยหรือเปล่าครับ



คิดใหม่ทำใหม่ได้ครับ สำหรับทุกงานรับใช้พระเจ้า ทุกงานพันธกิจ ถ้าคุณเชื่อว่าพระเจ้าให้พระพรใหม่สดเสมอ และพระเจ้าทันสมัยอยู่เสมอ งานของพระองค์ก็เช่นเดียวกันครับ ผมอยากให้อ่านเรื่องเล่าที่เขียนจากประวัติของคนที่มีชื่อเสียงคนนึง


โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้ 
"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร" 

รู้จักกันนะครับ ว่าบาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง 
(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น 
และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป 
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย) 
นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า 

"เอาเชือกยาวๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก แล้วก็เอาความยาวเชือก 
บวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก" 

ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครั 
แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย 
อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก 
นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า 
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง 
และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ 
ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ 
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า 
คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน 
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น 
เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น 
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา 
แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที 
เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม 
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์ 

หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู 
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร 
นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ 
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี 
และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง 
นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี 

ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น, ความสูงของ 
ตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2 

หรือถ้าแดดแรงพอ 
ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น แล้ววัดความยาวของ 
เงาบารอมอเตอร์ 
จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ 
ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ 

หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ 
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่ง 
ระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่าง 
ของคาบการแกว่ง 
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล 
คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g 

ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ 
ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ 
จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก 

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก 
คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก คำนวณความแตกต่างของ 
ความดันก็จะได้ความสูง 

ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ 
ไปเคาะประตูห้องภารโรง แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้ 

นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ 
ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922



ผมได้อ่านเรื่องนี้ก็สะท้อนใจหลายอย่าง เมื่อดูงานพันธกิจ งานรับใช้พระเจ้าในประเทศไทยปัจจุบัน มีผู้รับใช้หลายท่านกำลังหลงทาง คิดว่าสิ่งที่ท่านทำสำเร็จมาเมื่อหลายปีก่อน ยังใช้ได้ดีในปัจจุบัน และหวังว่ามันจะใช้ได้ดีในอนาคตไปด้วย....วันก่อนผมได้อ่านหนังสือเล่มนึงที่ผู้รับใช้พระเจ้าท่านนึงบอกว่า พระเจ้า พระองค์ทรงทันสมัย พระองค์ชอบความแปลกใหม่ ความหลากหลาย และทรงกระทำสิ่งที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอในงานของพระองค์ แล้วทำไมหละในเมื่อพระองค์จะทรงใช้เราบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ในรุปแบบนั้นบ้าง...ในเมื่อ"โลก"ทุกวันนี้มันก็หมุนเร็วขึ้น เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นในทุกๆเรื่อง ถ้าเราไม่คิดใหม่ทำใหม่ และมองออกนอกกรอบที่มีคนเคยตีกรอบเอาไว้ให้ในงานของพระองค์ ไม่มีทางเลยที่งานพันธกิจจะสำเร็จได้ดั่งใจของพระเจ้าผู้ทรงคาดหวังในผลของต้นมะเดื่อ

ผมรู้ว่าผมแก่แล้วครับ และยอมรับด้วยว่าแม้อายุ 35ปี ผมก็แทบจะไม่ทันโลกที่หมุนใบนี้ ยิ่งโลกของวัยรุ่น ผู้นำทั้งหลายครับ ยอมรับเถอะครับว่าท่านก็ตามไม่ทัน คิดใหม่ มองใหม่ ให้ผุ้รับใช้ที่ท่านมองว่าเป็นเด็กนี่แหละ ให้โอกาสเขาทำ เปิดโลกไอเดียของเขาออกมา ใช้เขาให้เป็นประโยชน์ อย่าหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของเขาครับ

ถ้าคุณทำโบสถ์ ทำคริสตจักรอยู่ อย่าให้สิ่งต่างๆในคริสตจักรที่เป็นงานประจำเช่น การเตรียมรอบนมัสการ การเตรียมเทศนา การจัดรายการพิเศษต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ฯลฯ ทำให้คุณพลาดสายตาที่จะมองถึงนิมิต และแผนการพิเศษที่พระเจ้าจะใช้คุณ ใช้คริสตจักรของคุณ ในฐานะผู้นำการพลาดไปจากวัตถุประสงค์ และแผนการณ์ของพระเจ้า ก็เหมือนกับคุณเป็นกัปตันเรือที่มัวแต่สาละวนกับการเช็ดถูดาดฟ้าเรือ ออกกฎระเบียบวินัยกะลาสี ลงโทษคนฝ่าฝืนกฎ จิปาถะ ฯลฯแต่กลับพาเรือไปในทิศทางที่ผิด (สิ่งรายละเอียด การดำเนินงานคริสตจักร มอบหมายให้ผู้ช่วยสิครับ มัคนายก ผู้ปกครองก็มีไม่ใช่เหรอครับ)

ผมเคยพูดแล้วว่า พื้นที่สงครามที่สู้รบฝ่ายวิญญาณหนักที่สุด นองเลือดที่สุด และโหดเหี้ยมที่สุดก็คือสงครามวัยรุ่นครับ การแย่งชิงวิญญาณของวัยรุ่น ซึ่งผมรู้สึกว่าในประเทศไทยตอนนี้  เราแพ้ซาตานหลุดลุ่ย ขาดลอย ......... อย่าว่าแต่คนยังไม่เชื่อเลยครับ คริสเตียนวัยรุ่นในปัจจุบัน ก็กินเหล้า สูบบุหรี่ ชกต่อย ทะเลาะวิวาทกัน ด่าคำหยาบคาย ไม่ได้แตกต่างจากคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเลยครับ....


เสียดายที่คริสเตียน คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ในประเทศไทย แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นชก

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เมื่อต้องดูแลกลุ่มอนุชน..ลิงทะโมนในคราบลูกแกะ




ผมเพิ่งกลับจากค่ายของCTTM โดยพาบรรดาลูกลิง เอ้ย ลูกแกะทั้งหมด 6 คนไปร่วมเล่นดนตรีรอบพิเศษหลังการเทศนาตอนค่ำ โดยเดินทางตอนบ่ายวันศุกร์ และกลับตอนเที่ยงคืนวันเสาร์ที่2 พค. ถึงกรุงเทพตอนตีสาม

ผมเชื่อพระเจ้าตอนที่เป็นอนุชน และเริ่มรับใช้ตอนนั้นทันที ผมจึงโตมาในวัยอนุชนซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี มีลูกแกะถามผมวันนึงว่า ตอนสมัยผมเป็นอนุชน เรียนมหาวิทยาลัย ผมเข้าชมรมอะไรบ้าง ผมก็คิด...แล้วตอบไปว่า ผมไม่ได้เข้าชมรมอะไรเลยตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพราะกิจกรรมของผมทั้งหมด มันอยู่ที่โบสถ์หมดแล้วครับ ทั้งดนตรี ค่าย กีฬา ประกวด เยี่ยมเยียนระหว่างโบสถ์ งานประกาศ ฯลฯ มานั่งนึกๆเออ งานในโบสถ์เราตอนเป็นอนุชนเนี้ยะ มันเหมือนกับอยู่ชมรมสัก 10ชมรมได้ ทำมันทุกอย่างจริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่สนุกๆมากๆด้วยครับ เวลาที่คิดย้อนกลับไปตอนวัยรุ่นของเรา พอไปมหาวิทยาลัยก็เรียนอย่างเดียว เพราะเรียนเสร็จ ก็ต้องกลับมาเข้ากลุ่มเซลบ้าง มาซ้อมดนตรีบ้าง หรืออาจจะต้องออกไปสำรวจค่ายตอนวันหยุดสุดสัปดาห์บ้าง มีอะไรให้ทำตลอดทั้งปี ตั้งแต่มกราคมยันธันวาคม

โลกของอนุชน หรือวัยรุ่น มันเป็นโลกแห่งสีสัน และประสบการณ์ใหม่ๆจริงๆครับ โลกของเขาไม่ได้มี"กรอบ" หรือ "เวลา"มากำกับหรือบังคับ เพราะ เขาจะตื่นกี่โมงก็ได้ ไปเรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ หรือจะหาเวลาไปต่างจังหวัดสัก 3-4วันก็เป็นเรื่องธรรมดามากๆ เพียงแต่จะต้องมี "วินัย"ในการเรียนสักหน่อยที่ขาดไป2-3วันก็ต้องไปตามเลกเชอร์กับเพื่อน หรือตามส่งงานให้ครบ ก็จะไม่มีปัญหากับการเรียนเลย ไม่เหมือนพวกเราวัยทำงาน ผู้ใหญ่ ลองขาดงานไป 2-3วัน เป็นโดนเจ้านายมองตาเขียว หรือไม่ก็อาจจะเห็นซองขาวๆอยู่บนโต๊ะทำงานของเราก็ได้

เพราะฉะนั้นเวลาเราจะทำงานรับใช้กับอนุชน ก็ต้องเข้าใจโลกของเขาด้วยครับ บางทีเราผ่านช่วงเวลานั้นมานานเกินไปจนเราก็หลงลืมไปว่า ในสมัยรุ่นของเรานั้นเป็นอย่างไรไปแล้ว

บางครั้งเราก็ให้พวกเขาคิดกันนอกกรอบได้ครับ หรือว่าพาพวกเขาไปเรียนรู้ในโลกกว้าง นอกโบสถ์ พาไปออกทริป ไปต่างจังหวัด หรือบางครั้งมีงานอะไรบางอย่างก็ให้พวกเขา"คิดเอง" ดีกว่าที่เราไป"สั่ง"เขานะครับ แล้วพวกผู้ใหญ่อย่างเราก็ต้องคอยติดตามสอบถามความคืบหน้าของงาน และกรอบประเด็นที่จะต้องไม่ตกขอบเกินไป เหมือนกับเป็นคนที่คอยให้คำปรึกษาหละครับ ผมว่าเราทุกคนก็ล้วนโตมากับคำว่า"ลองถูกลองผิด" ดังนั้นบางอย่างก็ปล่อยให้เขาได้"ลองถูกลองผิด"บ้างก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ร้ายแรง เราต่างก็รู้จักลูกแกะของเราดีไม่ใช่เหรอครับ ถ้ารุ้จักดีก็ปล่อยเขาบ้าง ลูกแกะผมคนนึงยังแอบสูบบุหรี่ กินเหล้าอยู่เลยครับ มีครั้งนึงผมเห็นคาตา ก็ชี้นิ้วว่า"ไอ้พจ...สูบบุหรี่เหรอวะ" มันก็รีบแก้ตัว"ผมเครียดอะพี่" หึหึ เครียดอะไรของมันวะ แม่มอายุ 18 จะเครียดอะไรนักหนา แต่ก็ให้อภัยมัน เราทำได้ก็คืออธิษฐานเผื่อ และให้ความรักและเข้าใจมัน แต่ก็ต้องแสดงให้มันรู้ว่า "เราไม่เห็นด้วย" นะครับกับสิ่งที่ทำผิด แต่ก็ไม่ถึงกับให้อภัยไม่ได้ เชื่อไหมครับ หลังจากนั้นเป็นต้นมามันก็ไม่สูบบุหรี่อีกเลย (หรือว่าเราไม่เห็นก็ไม่รู้ ฮ่าๆ)

แต่ก็เอาเถอะครับ สมัยของผมเอง ก็ยอมรับเลยว่า เป็นอนุชนที่รักพระเจ้ามากคนนึง แต่ก็ยังมีช่วง"แรด" ไปเที่ยวRCA กับเพื่อน ถองเหล้ากันจนเมา พอตอนเช้าก็มานั่งสารภาพบาป 55 แล้วไอ้เพื่อนตัวดีตอนนั้น ปัจจุบันมันก็เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่Holy มากคนนึงครับ ผ่านมาด้วยกัน ดังนั้นการเข้าใจวัยรุ่น อนุชน ที่จะพลั้งเผลอทำบาปบ้าง ให้เราคิดซะว่า ก็ยังดีกว่ามันโกหกแล้วแอบปิดบังเรา ไปทำการฉ้อฉลต่อหน้าเป็นคนHoly แต่ลับหลังไปโกงหรือหลอกลวงคนอื่นแบบผู้รับใช้หลายท่านทำ ไม่มีบาปใดที่ให้อภัยไม่ได้ครับถ้าสารภาพบาปและกลับใจใหม่ (ยกเว้นบาปคือ การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ มัทธิว 12:31 )

ปล. ไอ้รูปลิงสองตัวเนี้ยะ มันคือลูกแกะของผมเองครับ
Posted by Picasa

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คุณรู้จักคำว่า "เกรียน" ไหมครับ!!!!






ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมมักจะได้ยินพวกผู้ใหญ่เขาพูดว่า "เด็กสมัยนี้เข้าใจมันยากจริงๆ" แล้วผมก็คิดในใจว่า "จะเข้าใจยากยังไง พวกผู้ใหญ่ก็เป็นเด็กมาก่อนไม่ใช่เหรอ"


แต่ตอนนี้พอผมเริ่มเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มั่ง อยู่ในวัยสามสิบต้นๆ ก็เริ่มค้นพบสัจธรรมแล้วว่า "เด็กสมัยนี้มันเข้าใจยากจริงๆ" ซึ่งผมพอจะเข้าใจว่า "สาเหตุ" ของความไม่เข้าใจนั้นก็คือ เรื่องของ"ยุคสมัย" มันไม่เหมือนกันครับ คืออย่างนี้......ผมจะอธิบายให้ฟัง แบ่งช่วงวัยรุ่นของแต่ละรุ่น

สมัยของพ่อ-แม่เรา ตอนนั้นสังคมมันมีอะไรบ้างในช่วงปี2500-2520
1. ดนตรี เอลวิส , สี่เต่าทอง , สุนทราภรณ์ , สตริงคอมโบเช่น รอยัลสไปรท์ ชาตรี ลูกทุ่งก็พวก สุรพล สมบัติเจริญ เต้นรำแบบดิสโก้ ร๊อคแอนโรล ช่วงนี้จะมีพวกยุคคาเฟ่ อาบ-อบ-นวด สงครามเวียดนาม
2. ภาพยนต์ เป็นขาวดำแต่ส่วนใหญ่จะ Hollywood , สมบัติ เมทนี, มิตรชัย บัญชา, เพชรา
3. สังคม ค่านิยม แฟชั่น ก็ยังเป็นแบบแต่งตัวมิดชิด กางเกงขาเดฟ ขาบาน เสื้อแขนยาวปกใหญ่ๆ รัดรูป(ผู้ชาย) จับมือถือแขนในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ สอนการรักนวลสงวนตัว
4. การติดต่อสื่อสาร มีแต่โทรศัพท์บ้านระบบหมุนด้วยนิ้ว(ใครยังจำกันได้มั่ง) ไม่ก็ยังต้องพึ่งพาไปรษณีย์ จดหมาย โทรเลข จะส่งเงินก็ต้องธนาณัติ ตั๋วแลกเงิน(ใครเคยใช้มั่ง)

สมัยของผม ช่วงปี 2520-2540
1. ดนตรี Rock , Pop ช่วงนี้จะพวก Boy Band Girl Group เยอะ เริ่มมีพวกBreak Dance, Rap ของไทยก็จะเริ่มด้วย วงแกรนด์X พี่แจ้, พี่เบิร์ด หาดทรายสายลม สบายๆ, นูโว, ไมโคร, อัศนี-วสันต์ ช่วงนี้จะเป็นช่วงการเกิดผับ-บาร์ RCA
2. ภาพยนต์ เป็นสีแล้วและเป็นพวกรักวัยรุ่นส่วนใหญ่ของไทยๆ เช่น ซึมน้อยหน่อยฯ, กลิ่นสีกาวแป้ง, มอ6/12, กระโปรงบานขาสั้น ยุคเต๋าสมชาย, มอส, แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ หนังโป๊หาดูยากมาก ต้องอาศัยแอบหาตามจตุจักร เป็นม้วนวีดีโอเทป "โป๊มั้ยน้องๆ"
3. สังคม ค่านิยม แฟชั่น เริ่มเป็นเสื้อยืดเข้ารูปมากขึ้น กางเกงยีนส์ขาม้า ขากระดิ่ง(ใครจำได้) เสื้อแขนกุดเริ่มเข้ามาสำหรับผู้หญิง ตอนปลายๆ ปี40 จะยุคต้นของสายเดี่ยว การจับมือเดินของวัยรุ่นหนุ่มสายเป็นสิ่งที่เริ่มยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องปกติ
4. การติดต่อสื่อสาร ผมยังอยู่ตอนเริ่มใช้เพจเจอร์ แพคลิงค์ตั้งแต่เป็นแค่ตัวเลข มาเป็นระบบข้อความ ต้องโทรไปบอกข้อความให้ใครก็ไม่รู้เพื่อให้เขาพิมพ์ส่งให้ บางทีจะหยอกเพื่อนสักหน่อย พวกคำผวนก็เจอจะ "คำไม่สุำภาพไม่อนุญาตนะคะ" แหะๆ คร้าบ ผมผิดไปแล้วครับ

สมัยปัจจุบัน ปี2540-2552
1. ดนตรี โอยมีหลากหลายมาก พวกRockก็จะไปแบบที่เรียกว่า"ว๊ากเกอร์" ที่ตะโกนเสียงแหบๆ HipHopก็มาแรง เทรนเกาหลี ฟังไม่ออกหรอก แต่ร้องได้ การเต้นที่นิยม ก็คือ "โคโยตี้"ครับ คือเต้นที่Sexy ยั่วยวน โอย...ดูแล้วความดันขึ้นครับ ฮ่าๆ
2. ภาพยนต์ พวกการ์ตูนแบบเดิมไม่มีแล้ว เดี๋ยวนี้จะเป็นแบบ Animate คอมพิวเตอร์เยอะ ยิ่งพวกCGคอมพิวตอร์กราฟฟิกแทบทุกเรื่อง ฉากรุนแรง ฉากจูบ ฉากโป๊ ดูได้ดาษดื่นครับ ยิ่งโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต หาโหลดดูกันตามอัธยาศัย หนังโป๊ไม่ต้องดูแล้วครับ หาคลิปบรรดาชาวบ้าน-ดาราที่ถ่ายหลุดออกมา เร้าใจกว่าเยอะ
3. สังคม ค่านิยม แฟชั่น ผ้าน้อยชิ้นเหลือเกิน การเห็นหน้าอกหน้าใจ ไม่ถือว่าผิด มีข้อแม้เท่านั้นคือห้ามเห็น"หัวนม"ไม่งั้นเรียกว่าโป๊ โอ้ บร๊ะเจ้า(ศัพท์เกรียนเดี๋ยวมีสอนครับ) กระโปรงสั้นจู๋มาก เห็น กกน.ไม่เป็นไร ขออย่างเห็นHairก็พอ.... -_-" ไม่ไหวแล้วครับ ดาราันักแสดงหละตัวดีเลย ค่านิยมไปเร็วมาก เรื่องจูบกันหอมกันในที่สาธารณะเริ่มมีให้เห็นแล้ว แต่จะพบได้เสมอเมื่อไปผับ หรือบาร์ ค่านิยมการมีSexเมื่อแต่งงานแล้วเท่านั้น ผมพบว่าใครที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา จะโดนตำหนิทันทีว่าหัวโบราณ... อืมมมม
4. การติดต่อสื่อสาร ผมพบว่าไม่มีใครที่ติดต่อไม่ได้แล้วครับ.... แม้กระทั่งขอทานเขมรก็ยังมีโทรศัพท์มือถือ จากสมัยก่อนโทรศัพท์ราคาเป็นแสน ตอนนี้ 500บาทก็หาซื้อได้แล้วครับ(มือสอง) ซิมแจกฟรี เออคุณพ่อคุณแม่ครับ โทรเลขไม่มีแล้วนะครับ ที่ไปรษณีย์เขาเพิ่งยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้ว.... และอินเทอร์เน็ตสำหรับคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ ไม่มีใครที่ไ่ม่เล่นครับ อีเมล์มีกันทุกคนแน่นอน 

เกริ่นมาซะตั้งนาน เราจะพบว่า แค่ผ่านมาประมาณ 50ปี อะไรๆมันเปลี่ยนไปหมด และเปลี่ยนไปอย่างมากมายและรุนแรง ดังนั้นการที่เราจะไปเข้าใจคนรุ่นใหม่นั้น มันต้องใช้ความพยายามมากเลยครับ ผมก็อาศัยศึกษาเรียนรู้พวกเขาทั้งในชีวิตส่วนตัวและผ่านทางข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนี่แหละ

ผมมีคำถามมาถามผู้อ่านครับว่า เคยได้ยินคำว่า "เกรียน" ไหมครับ รู้หรือเปล่าว่ามันหมายถึงอะไร
ถ้าคุณไม่เคยได้ยิน ก็ต้องยอมรับต่อตัวเองนะครับว่าคุณไ่ม่ค่อยได้พบปะกับวัยรุ่น หรือคนรุ่นใหม่เลย
ถ้าคุณเคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจความหมาย แสดงว่าคุณเคยพบปะวัยรุ่น แต่ไม่ได้ใช้เวลาหรือสังคมกับพวกเขา

ผมได้คัดความหมายของคำว่า"เกรียน" มาจาก เว็บ "ไร้สาระนุกรม" (งงอะดี้ เว็บนี้คืออะไร??)

เกรียนหรือศักดิเกรียน เป็นคำสแลงแทนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมก่อกวน ก้าวร้าวทางคำพูดและความคิด ไร้เหตุผล หรือคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคมอินเทอร์เน็ต โดยมักจะแสดงออกในลักษณะที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนเด็กไม่ได้รับความสนใจ บุคคลกลุ่มนี้จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลหรือการวิเคราะห์ไตร่ตรอง
คำว่า เกรียน มาจากทัศนคติของบุคคลที่เป็นเด็กนักเรียนชายที่ตัดผมสั้นหัวเกรียน ซึ่งมักจะแสดงพฤติกรรมดังกล่าวอยู่บ่อยๆ และกลุ่มบุคคลที่อยู่ในสภาวะเกรียน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก และยังเป็นกลุ่มเด็กที่เล่นเกมออนไลน์อีกด้วย เมื่อถูกเรียกบ่อยครั้งเข้า คำนี้จึงใช้แทนกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นไปเสีย โดยไม่คำนึงถึงอายุ มีการเปรียบเทียบว่า เกรียน คล้ายกับลักษณะของ นู้บ (noob, n00b) หรือ นูบี (newbie) ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลในอินเทอร์เน็ตตามเว็บบอร์ด หรือเกมออนไลน์ ที่มักจะเป็นคนใหม่และทำตัวเหมือนรู้ทุกเรื่อง (แต่ไม่ได้รู้จริงหรือไม่รู้เลย)
อาการของเกรียน
  • ชอบเรียกร้องความสนใจ ไม่รู้จักมารยาทในสังคม ด่าทอผู้อื่นแบบไร้เหตุผลแบบผีเจาะปากมาพูด เกรียนบางคนมักจะกล่าวหาว่าผู้อื่นเป็นเกรียน เพื่อโยนความเกรียนให้แก่ผู้อื่น และปกป้องตนเองว่าตนเองไม่ได้เป็นเกรียน
  • มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รู้จัก หรือรู้จัก แต่ไม่มีมารยาทในสังคม ถึงขั้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ ทั้ง ๆ ที่เป็นความเชื่อที่คนปกติไม่คิดกัน
  • มีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกน้อยกว่าบุคคลปกติ หรือมักจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ เพราะภูมิคุ้มกันทางสังคมต่ำและได้รับการอบรมมาน้อย หรือได้รับการอบรมมามากจนชินชาและจะปฎิเสธการอบรมต่างๆ
  • มักจะอวดเก่งว่าตัวเองไม่เคยกลัวอะไร แต่เมื่อเจอเข้าจริงๆ กลับกลัวหางจุกตูด
  • ใช้การแสดงออกทางวาจา (หรือข้อความที่พิมพ์ในเว็บไซต์) มากกว่าทางความคิด เนื่องจากเป็นพวกไม่มีสมอง จึงคิดไม่เป็น
  • มี EQ ติดลบ และ IQ เป็นศูนย์ เนื่องจากใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
  • ชอบสร้างประเด็นปัญหา ทำให้เกิดข้อขัดแย้งโดยไร้เหตุผลพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เหตุผลก็อย่างที่บอก พวกนี้มันไร้สมอง
  • มักจะรวมกลุ่มระหว่างเกรียนกันเอง (หรือกระทั่งสร้างเว็บไซต์รวมกลุ่มโดยเฉพาะ) เนื่องจากผู้อื่นไม่คบหาสมาคม

เด็กสมัยนี้จะไม่เหมือนสมัยก่อนนะครับ เนื่องจากเขาจะมีโลกอีกโลกหนึ่งที่ตัวตนของเขาเป็นอยู่ นั่นคือในโลก "ไซเบอร์" ที่เขาจะสามารถแสดงตัวตนในแบบที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆช๊อคได้ เนื่องจากโลก "ไซเบอร์"มันเป็นโลกที่การพูดคุย หรือปฏิสัมพันธ์กันสามารถจะเป็นตัวตนจริงของเรา หรือไม่เป็นตัวตนจริงของเราก็ได้ บางทีเราเข้าไปพูดคุยตามเว็บบอร์ดต่างๆ อาจจะพิมพ์ด้วยคำพูดที่เราไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบคำพูดของเราเหมือนกับโลกความเ็ป็นจริง เพราะไม่มีใครรู้จักใครในอิืนเทอร์เน็ต(ยกเว้นคุณจะแสดงตัว)

ทำให้ปัญหาของเด็กที่ติดอยู่ในโลกของ อินเทอร์เน็ตหรือไซเบอร์นี้ จะมีEQต่ำ(ความฉลาดทางอารมณ์และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น)  ผมมีธุรกิจคือร้านอินเทอร์เน็ต ดังนั้นผมจะสัมผัสกับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ทุกวัน ซึ่งผมพบว่า ถ้าผู้ใหญ่เราไม่เข้าใจโลกของเขา จะทำให้เราไม่สามารถสอนหรือแนะนำเขาในทางที่ควรจะเป็นได้ และผมก็พบว่าผู้ใหญ่สมัยนี้ ร้อยละ 90% ไม่เข้าใจวัยรุ่นจริงๆครับ อาจจะมีคนแย้งว่า "แล้วไง คนสมัยก่อนยังไม่เข้าใจเราเลย ก็ไม่เห็นมีปัญหานี่" ก็ถูกครับ แต่ไม่หมด เพราะที่ผมเกริ่นมาตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปไวมาก ค่านิยมก็เปลี่ยนไป เด็กวัยรุ่นในยุคก่อน อย่างมากไม่เข้าใจเขาก็อยู่แค่กับเพื่อน เหล้า ยา.. แต่เด็กสมัยนี้ ถ้าเขาหลงทางแล้ว เขามีทางไปผิดทางได้มาก เช่น คุณเคยได้ยินเด็กวัยรุ่นทำระเบิดจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตไหมครับ.... หรือเด็กวัยรุ่นที่ถ่ายคลิปวีดีโอแฟนของตัวเองขณะที่กำลังมีอะไรกัน แล้วก็ส่งเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต หรือเด็กวัยรุ่นที่อารมณ์รุนแรง ขับรถไล่ชนคนและกระเป๋ารถเมล์เนื่องจากควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ (ลูกนางสาวไทยซะด้วย) ที่ร้านผมรู้จักน้องคนนึงอายุ 12เป็นเอเ่ย่นต์ขายยาบ้าครับ (แ่ต่ปัจจุบันกลับใจมาเป็นคริสเตียน)

ผมแนะนำนะครับว่า สำหรับคุณที่จะมีลูก หรือมีน้องชายน้องสาว หรือแม้กระทั่งจะรับใช้พระเจ้ากับกลุ่มเด็กวัยรุ่น ต้องเขาใจ และรู้จัก"โลก"ของเขาครับ ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลของพวกเขา สังคมของเขาอยู่มากมายเลย ผมจะแนะนำเว็บไซต์ที่คุณได้อ่านข้อมูลแล้ว จะปวดหัว ปวดตับ ปวดม้าม แต่ก็ปนความสนุกแบบไร้สาระ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ชื่อว่า "ไร้สาระนุกรม"(uncyclopedia) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เลียนแบบมาจากเว็บ "สารานุกรมเสรี"(Wikipedia")ที่เป็นแหล่งความรู้ อันมาจากผู้ใช้ทุกคนที่จะเข้าไปเขียน แก้ไข เสริม เติมข้อมูลเหล่านั้นอย่างเสรีครับ

เว็บไร้สาระนุกรม คุณจะพบสิ่งต่างๆที่ัวัยรุ่นสมัยนี้ นิยามความหมาย และโลกของเขาที่สับสน ปนไร้สาระ แต่ก็มีความสนุกสนาน สดใสอยู่ในตัวของพวกเขานั้น (แต่ก็มีผู้ใหญ่หลายคนเข้าไปแจมด้วย) ผมเสนอให้คุณอ่านข้อมูลคำว่า "เกรียน" และคำวา "เมพ" ก่อนนะครับ แล้วจะรู้ว่า เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ เขาเป็นอย่างไร ถ้าคุณขำและสบถออกมาว่า "ปัญญาอ่อน" นั่นแหละครับ คุณกำลังเข้าใจโลกของเขาแล้ว

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Blog คืออะไร แล้ว....มันคืออะไร???





มีน้องที่ไม่ได้รู้จักคนนึงถามมาหลังไมค์ว่า "พี่ครับ ผมอยากติดต่อให้พี่เขียนบทความเกี่ยวกับ Blog ว่ามันคืออะไร แล้วมีข้อดีหรือไม่ดีอย่างไร มีอันตรายต่อวัยรุ่นไหม ..... ผมจะเอาไปลงในนิตยสารคริสเตียนที่ชื่อว่า Bridge ครับ".....

โอ้ ... เราจะดังขนาดได้ลงหนังสือแล้วหรือเนี้ยะ หรือว่า น้องคนนี้มันหลงผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ฮ่าๆๆ แต่ในใจหนึ่ง เอ รู้จักก็ไม่รู้จัก ทำไมอยู่ดีๆก็จะมาขอให้เราเขียนบทความ หรือว่ามันจะหลอกเราหรือเปล่า?? คิดไปต่างๆนานา แต่ท้ายสุดก็เอาวะ เขียนไปก็ไม่เสียหาย ถ้ามันจะหลอกเราก็แค่เสียเวลานิดหน่อย แต่ได้บทความที่มีประโยชน์อย่างน้อยต่อพี่น้องที่ติดตาม "คริสเตียน นมัสการ ไซเบอร์" ว่าแล้วก็เริ่มเขียน....(หลังจากที่โดนโทรมาทวงต้นฉบับเมื่อสักครู่ ฮ่าๆ ลืมไปหวะ ขอโทษที)

คืองี้ครับ อินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบันเนี้ยะ มันกำลังเข้าสู่ยุคที่ 2 หรือที่เรียกว่า Web2.0 หมายถึงข้อมูลต่างๆในเว็บ หรือโลกของอินเทอร์เน็ต เกิดจากการกลุ่มผู้ใช้งาน(USER) อย่างเราๆท่านๆนี่แหละครับ แทนที่จะเกิดจากสมัยก่อน ต้องมีคนทำเว็บ แล้วก็เขียนเนื้อหาขึ้นมา Userก็เข้ามาSearchหาข้อมูล เป็นการสื่อสารหรือรับข้อมูลทางเดียวเท่านั้น 
แต่ปัจจุบัน มันได้แปรเปลี่ยนไปเป็น ผมหรือคุณที่ใช้งานนี่แหละ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำให้เกิดข้อมูลในเว็บขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น บางบทความอาจจะพูดถึงหรือเปิดประเด็นอะไรนิดนึง แล้วผมหรือคุณเข้าไปแล้วก็เขียน Commentหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้ความเห็นเพิ่มเติมข้อมูล คนอื่นๆที่เข้ามาอ่าน นอกจากจะได้อ่านหัวข้อที่เปิดประเด็นแล้ว ก็ยังได้ข้อมูลจากผู้ใช้คนอื่นๆด้วย บางทีการอ่านคนที่เขียนCommentเข้ามายังจะสนุก บางทีก็ฮาน่าสนใจมากกว่าเนื้อหาต้นเรื่องซะด้วยซ้ำ 

ไอ้เจ้าWeb2.0 เนี้ยะ ก็มีหลากหลายอย่างครับ Blog ก็รวมอยู่ในอินเทอร์เน็ตGenerationใหม่นี้ด้วย

ลองดูClip อธิบายBlogส้ันๆสนุกๆสิครับ

Blog มาจากคำว่า Web Log มันคือพื้นที่ส่วนตัวที่เราสามารถจดบันทึก ความรู้ ความคิดเห็น คล้ายกับไดอารี่ในสไตล์ของเราเองนั่นแหละครับ แล้วคนที่เข้ามาอ่าน ก็สามารถแสดงความคิดเห็น มีปฏิสัมพันธ์กับเราผู้เป็นเจ้าของ หรือกับคนอื่นที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้

ส่วนใหญ่เนื้อหาของ Blog มีหลากหลายออกไปแล้วแต่เจ้าของBlog จะให้เป็นครับ บางคนก็อาจจะเล่าเรื่องตัวเอง ชีวิตของตัวเองคล้ายๆไดอารี่, บางคนก็อาจจะชอบเกี่ยวกับการทำอาหาร ก็จะมาให้ข้อมูลความรู้ในการทำอาหารของตัวเอง การลองถูกลองผิดสูตรต่างๆ และอย่างของผมนี้ ผมก็จะเขียนประเด็น 3อย่างคือ เรื่องของไลฟ์สไตล์คริสเตียน, เพลงนมัสการ(เพลงคริสเตียน) แล้วก็เรื่องของโลกอินเทอร์เน็ตที่คริสเตียนสามารถนำมาใช้กันได้ เป็นมุมมองความคิดเห็นของคริสเตียนในเมืองใหญ่คนหนึ่งครับ (การเป็นคริสเตียนในเมืองใหญ่จะมีแง่มุมหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนศาสตร์พันธกิจในเมืองใหญ่ ถ้าอยากรู้ต้องลงเรียน 3หน่วยกิจในสถาบันพระคริสตธรรม)

มีเว็บไซต์ที่ให้บริการพื้นที่การเขียน Blog มากมายหลายที่ครับ อย่างเช่นที่ผมใช้อยู่ก็คือ www.blogger.com หรือตอนนี้ที่กำลังมาแรงก็คือพวกเว็บที่เรียกว่า Social Network อันได้แก่ Hi5, Facebook, Myspace และMultiply นั่นเอง ซึ่งพวกบรรดาเว็บสังคมส่วนใหญ่ผู้ทำจะแสดงตัวตนผ่านทางเว็บเหล่านี้ เช่นการใส่รูปภาพต่างๆของตนเอง แล้วมีการอัพเดทอยู่เสมอๆ ส่งข้อความทักทายกัน หรือเข้าไปคอมเมนท์รูปถ่ายต่างๆ

ข้อดีของBlog และ Social Network เหล่านี้ก็คือข้อมูลต่างๆที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตมีมากขึ้น การเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นเราอาจจะหาข้อมูลร้านอาหารอร่อยๆสักร้านแถวสุขุมวิท แค่เราพิมพ์ในGoogle ว่า "ร้านอาหาร อร่อย สุขุมวิท" ข้อมูลที่ขึ้นมาจะไม่ใช่บรรดาเว็บไซต์ของร้านอาหารนั้นๆที่มีไว้เพื่อโฆษณา แต่อาจจะเจอข้อมูลจากBlogของใครสักคนที่ไปทานร้านอาหารแถวสุขุมวิทน้ันๆแล้วมาวิจารณ์ แถมมีคนอื่นๆเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น เราก็จะได้ข้อมูลแท้จริงจากกลุ่มคนทานจริงๆที่ไม่ใช่การโฆษณาของบรรดาร้านอาหารเหล่านนั้น ข้อมูลจึงน่าเชื่อถือมากกว่า

ส่วนข้อเสีย ที่ผมเห็นมีอย่างเดียวคือ ความเป็นส่วนตัวของเราๆท่านๆจะน้อยลง เพราะการเข้าถึงข้อมูลของพวกเราที่มีตัวตนในอินเทอร์เน็ตนั้นง่ายมากๆ แค่ผมSearch ชื่อใครพร้อมนามสกุลในgoogle ผมอาจจะพบBlogของเขา แล้วก็เข้าไปคุยทักทายได้เลย ซึ่งผมก็พบว่าถ้าจะมีใครสักคนตามหาผม คงจะไม่ยากที่จะหาที่อยู่บ้านของผม รวมถึงเบอร์โทรของผมครับ

แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีมันก็ต้องมีการพัฒนาต่อไป และต่อไปก็จะเข้าสู่Web3.0ครับ เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ยิ่งถ้าเราใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ไม่ได้อยู่ตามเขา ตามดอย หรือชนบทน้ำไฟไม่ถึง เราจำเป็นที่จะต้องเผชิญกับมันและเรียนรู้มันแล้วนำมันมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในชีวิตของเรา และงานรับใช้พระเจ้าของเราให้มากที่สุดครับ อย่าลืมว่ามารซาตานมันก็พยายามใช้เทคโนโลยีพวกนี้ชักจูงให้คนทำบาปได้ง่ายดาย เช่นการเข้าถึงภาพลามกเป็นสิ่งที่ง่ายมากในโลกของอินเทอร์เน็ตแถมฟรีอีกต่างหาก จนทำให้หนังสือลามกแทบจะสูญหายไปเลยเป็นต้น

ขอพระเจ้าให้สติปัญญาแก่พวกคุณคริสเตียนที่จะนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในงานของพระเจ้าให้มากที่สุดครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หาแฟนยุคนี้ ... หายากจริงๆเร้ยยยยย




เมื่อหัวค่ำก่อนที่ผมจะเข้ามาเชียนblog ผมบังเอิญได้เจอน้องสาวคนนึงที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว น้องเขาเป็นสาวโสด หน้าตาดี หน้าที่การงานดี อายุประมาณ 28ปี เราคุยกันผ่านทาง Msn มาประมาณสองปีแล้ว ด้วยความบังเอิญเจอกันคราวนี้ ผมก็ทักไปว่า "เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้คุยกันตั้งนาน" คำแรกที่น้องเขาตอบกลับมาคือ "พี่ค่ะ นู๋โดนแฟนทิ้ง".......แล้วเราก็คุยกันยาว จนสุดท้ายน้องเขาก็เอ่ยปากว่า "พี่ค่ะ พี่ช่วยแนะนำผู้ชายดีๆ ไม่เจ้าชู้ รักเราจริง มีไหมค่ะ" .........โห น้องผู้ชายแบบนี้สมัยนี้มันหายากขนาดต้องให้คนอื่นช่วยหากันเลยเหรอเนี้ยะ ^^" ......แต่เอ ถ้าหาง่ายน้องมันคงไม่มานั่งคร่ำครวญกับเราอย่างนี้หรอกนะ

ว่าแล้วก็เลยกลับมาคิดถึงน้องๆอีกหลายคนที่เรารู้จัก เออแต่ละคนก็ล้วนสาวโสดกันทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆที่เป็นคริสเตียน เพราะว่าอย่างน้อยมาตรฐานก็คือต้องได้ผู้ชายที่เป็น"คริสเตียน"เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงช่างโหดร้ายเพราะว่า ประชากรคริสเตียนโดยคร่าวๆสำหรับในประเทศไทย อัตราส่วนผุ้ชายต่อผู้หญิงมันประมาณ1/3 นั่นก็คิดง่ายๆว่า ถ้าชายคริสเตียนคนหนึ่งจะได้จับคู่กับผุ้หญิงคริสเตียนคนหนึ่ง(ซึ่งในความเป็นจริงก็ยาก) ก็จะเหลือหญิงคริสเตียนอีกตั้ง 2คนที่จะต้องอยู่เป็นโสด

ดังนั้นเราจะเห็นกลุ่มสาวๆโสดทั้งอายุน้อย อายุมาก ถึงมากที่สุดอยู่ตามแต่ละโบสถ์จำนวนมาก ไม่ใช่เธอไม่ดีนะครับ แต่ว่า .........สาวคริสเตียนคนอื่นอาจจะดีกว่า หรือสวยกว่า หรือ ฯลฯ กว่า จนทำให้หนุ่มคริสเตียนล้ืวนถูกจับจองไปหมดก่อน........ เอาอย่างตัวผม จริงๆก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไรมากมายหรอกครับ ตั้งแต่มาเป็นคริสเตียนตอนอายุ 18 ก็ถือว่าไม่เคยหัวใจว่างเลยครับ ขนาดผมเลือกคบแต่สาวคริสเตียนเท่านั้นนะ และก็ขอบคุณพระเจ้าที่ผมไม่เจ้าชู้ เพราะหลายเหตุการณ์ที่มีอันจะต้องไปพบสาวคริสเตียนคนอื่นๆตามโบสถ์ต่างๆ หรืองานต่างๆของคริสเตียน ผมก็จะรู้สึก "เสียดาย" เพราะยังมีสาวคริสเตียนน่ารัก ดีๆ อีกหลายคนที่น่าทำความรู้จักด้วย ว้า  .........แต่ทำไม่ได้เพราะว่าพระเจ้าทรงส่งแฟนผมมาแต่ละคน "ดุ" และ "หึง"โหดทั้งนั้น

กลับมาที่เรื่องของน้องที่ขอให้ผมแนะนำหนุ่มคริสเตียนให้ ผมก็นึกไปถึงเพื่อนผู้รับใช้ของผมคนหนึ่ง อายุก็เท่ากับผมแล้วคือ 34 แต่ทำไม๊ถึงยังไม่เคยเห็นข่าวคราวเรื่องสาวๆมั่งเลย หรือว่าจะแอบคบไม่ให้ผมรู้ แต่ก็รับรองได้ว่าเป็นคนดีมากครับ หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ ก็คิดอยู่ว่า อาจจะแ นะนำน้องคนนี้ให้ไปรู้จักกันแล้วก็จีบกันเอง แต่ติดอยู่ตรงนึงสิครับ........... คือน้องเขายังไม่ได้เป็นคริสเตียน ผมก็หวังว่าอย่างน้อย ก็พาน้องเขาเข้าโบสถ์มาเป็นคริสเตียนได้ก็เอาหละวะ แม้จะจีบกันไม่ติดก็ตาม ซึ่งผมก็มองว่า รักกัน ชอบกันอย่างน้อยก็ดีกว่า เกลียดกัน เพราะผมก็มั่นใจว่าเพื่อนผมคนนี้ ก็มาตรฐานสูงเหมือนกันครับ ถ้าจะคบกัน อย่างน้อยก็ต้องเป็นสาวคริสเตียนก่อนหละ

อีกเรื่องก็คือ เจ้าน้องชายของภรรยาของผม เจ้านี่ถือว่าเป็นหนุ่มคริสเตียนที่เนื้อหอมมาก หน้าตามันก็หล่อเหลาเอาการ ออกไปทางเกาหลี งานที่เจ้านี่ต้องทำอยู่เสมอก็คือการตระเวณไปตามค่ายคริสเตียนต่างๆ ยิ่งช่วงหยุดSummer ตั้งแต่ มีนาคม-พฤษภาคม อันจะเป็นช่วงที่ค่ายคริสเตียนมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น YFC, นคท., อนุชนภาคฯ, ค่ายคริสตจักร และ ฯลฯ อีกหลายๆค่าย เชื่อไหมว่า เจ้านี่ มันไปทุกค่ายเลยครับ อย่างเดือนที่ผ่านมา เห็นหน้าตามมันอยู่บ้านแค่ ไม่กี่วัน.........เหตุผลของการไปตระเวณค่ายต่างๆอาจจะมีส่วนดีคือ ได้รับพระคำ พระวจนะอย่างเต็มที่ ได้รับการฟื้นฟู และไปจนถึงได้รู้จักเพื่อนๆใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนสาวๆ โอ้โห ประเด็นนี้น่าจะใช่มากที่สุด

ดังนั้นสิ่งที่ผมจะแนะนำในยุคที่ผุ้ชายคริสเตียนฝืดเคืองอย่างมากแก่น้องๆสาวคริสเตียนที่ยังโสด ที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติอันจะทำให้เกิดโอกาสได้เจอะเจอคู่พระพรที่ดีๆสักคน แล้วท้ายสุดจะได้ใส่ชุดเจ้าสาวแล้วไปโยนดอกไม้ แทนที่จะไปแต่งานคนอื่นแล้วไปกระโดดแย่งช่อดอกไม้เพื่อให้กำลังใจตัวเองว่า คราวหน้าคงเป็นฉันที่ได้ยืนให้คำปฏิญาณบนซุ้มแต่งงานนั้นกับหนุ่มคริสเตียนหน้ามนแสนดีสักคน

  1. เชื่อว่าตัวเองยังมีโอกาสได้เจอคู่พระพรไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่แล้วก็ตาม และอย่าเพิ่งปักใจว่าเรามีของประทานการเป็นโสด เพราะผมยังเชื่อว่า การมองในแง่บวก และยังไม่หมดหวัง จะเป็นประตูนำไปสู่ประตูความสำเร็จอื่นๆต่อไป (ติดตามข้อต่อๆไป)
  2. ถ้าคุณมีความเชื่อจากข้อแรกแล้ว คุณก็จะยังหมั่นดูแล และเสื้อผ้า หน้า ผมของตัวเองให้ดี เพราะบุคลิกและรูปร่างภายนอก จะดึงดูดให้หนุ่มๆคริสเตียนมาศึกษาภายในของคุณ (จิตใจนะครับไม่ใช่ในร่มผ้า)
  3. เปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอในการออกไปพบปะสถานที่ที่คุณจะสามารถพบกับหนุ่มคริสเตียนได้ เช่น การไปตามค่ายหรืออีเวนท์ของคริสเตียนต่างๆ เน้นที่มีต่างคริสตจักรมาร่วมเยอะๆไม่ใช่บอกว่าก็นู๋ไปค่ายทุกปีนะ แต่ขอโทษเป็นแต่ค่ายของโบสถ์ตัวเอง มันจะไปเจอคนอื่นได้ยังไงครับ ค่ายหรืองานอีเวนท์ สัมมนา ฟื้นฟูของคริสเตียนในปีๆนึง มีเป็นสิบๆงานครับ ออกไปสู่โลกกว้าง เปิดหูเปิดตา เปิดโอกาสให้กับตัวเองมั่งครับ อย่ามัวแต่กลัวว่า "โอ้ยพี่ เดี๋ยวคนอื่นนินทาเอาว่า ไปตามงานเพื่อหาผู้ชาย" ผมจะบอกว่า ใครจะพุดก็ให้พูดไปครับ อย่างน้อย เราก็ไม่ได้ไปหาในสถานเริงรมย์ หรือเธคผับ หรือไปยืนแอบตามเสาไฟฟ้าดักฉุดคร่าหนุ่มสักหน่อย อย่าคิดมากไปเลยครับ.... 
  4. พึ่งพาเพื่อนให้มากๆครับ ยิ่งคุณมีเพื่อนมากเท่าไหร่ โอกาสที่เพื่อน จะแนะนำเพื่อนต่างโบสถ์ ต่างคริสตจักร ให้ยิ่งมีมากกว่าคนที่ไม่มีเพื่อนเลยครับ แล้วบรรดาเพื่อนพวกนี้แหละ ตัวดีที่จะคอยอัพเดทข่าวสารให้เราว่า "นี่เธอพี่คนนี้เพิ่งเลิกกับแฟน โอกาสเป็นของเธอแล้ว เสียบเลย! " อย่างนี้เป็นต้นครับ อย่าลืมว่า หนุ่มคริสเตียนดีๆมีน้อย มักถูกจับจองไปหมด ถ้าหลุดมา ว่างเมื่อไหร่ รีบเสียบเข้าไปทำความรู้จักกันยิ่งไวเท่าไหร่ คุณก็จะมีโอกาสก้าวหน้าออกจากกลุ่มสาวโสดมากเท่านั้นครับ ถ้ามัวแต่เงื้อง่าราคาแพง ทำเป็นเจ้าหญิงรอคอยเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยบนหอคอยคานทอง จะไม่ทันสาวอื่นที่เขาก็มองหาแล้วก็โฉบไปกินตั้งแต่เจ้าชายของคุณยังไม่ได้ขึ้นม้าเลยด้วยซ้ำครับ
  5. อย่าท้อถอยที่จะอธิษฐานขอต่อพระเจ้า ให้พระองค์ส่งคนดีๆ หนุ่มคริสเตียนดีๆเข้ามาในชีวิตนะครับ แต่สำคัญต่อจากนั้นคือ เมื่อคุณอธิษฐานแล้ว ก็จงมองทุกโอกาสที่พระเจ้าจะส่งหนุ่มคนนั้นมาให้นะครับ ไม่ใช่ พระเจ้าส่งมาแล้ว แต่คุณกลับไม่ได้รู้ตัว มัวแต่เป็นยายเพิ้ง ทำแต่งานงกๆ คุณจะตกรถไฟขบวนสุดท้ายที่พระเจ้าส่งมาให้ จะมาโทษพระองค์ไม่ได้นะครับ

ขอพระเจ้าอวยพระพรสาวๆคริสเตียนโสดที่อ่านBlogของผมตอนนี้ให้ได้พบคู่พระพรดีๆเร็วๆนี้นะครับ

สำหรับผู้ชายคริสเตียน ผมไม่เขียนถึงเพราะคุณได้เปรียบมากเรื่องการพบคู่มากกว่าอยู่แล้วครับ ขอแค่คำเดียวเท่านั้นครับ คือ "อย่าเจ้าชู้หลายใจ" ก็พอครับ