วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

คริสเตียนไทยกับยุคสุดท้ายในประเทศไทย





ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการที่มีคนสมัครสมาชิก และติดตามอ่านบทความในเว็บ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า..."คริสเตียน"" ครบ 80คนแล้วครับ ตอนนี้มีผู้เขียนบทความอยู่ 2คนครับ คือผมกับคุณนุชซึ่งผมเชิญมาเขียนด้วย เพราะแต่ละคนก็จะมีมุมมอง และแง่คิดในการดำเนินชีวิตคริสเตียนแตกต่างกัน ในอนาคตอันใกล้ ผมก็ยังอยากเชิญอีกหลายท่านเข้ามาร่วมเขียนบทความเพื่อเพิ่มความหลากหลายมากขึ้นครับ


หลายๆครั้งผมมักจะมีไอเดีย หรือแง่มุมคิดที่โผล่ปั๊บขึ้นมาทันทีทันใด เสียดายที่ผมไม่รีบเขียน ความคิดนั้นก็เลยลืมไปบ้าง หายไปบ้าง ก็เลยมาคิดว่า ในการดำเนินชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน เหมือนพระคัมภีร์ พระเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ยากอบ 4:14 แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้ ชีวิตของท่านเป็นเช่นใดเล่า ท่านก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป และสิ่งใดที่อยากทำแล้วไม่รีบทำซะ เราอาจจะไม่มีโอกาสทำสิ่งนั้นอีกเลย


ยิ่งในช่วง 2-3ปีมานี้ เราเผชิญกับปรากฎการณ์ต่างๆที่ถ้ามาพิจารณาแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ปกติเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง ประท้วง เผาบ้านเผาเมือง ที่แม้ปัจจุบันก็ไม่ได้เรียกว่าสงบหรือจบสิ้น ปัญหาต่างๆยังคงอยู่รอวันปะทุขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน 






เหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ต้นปี54ที่เกิดสึนามีที่ประเทศญี่ปุ่น มาปลายปีที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50ปี มีถึง 38จังหวัด หรือเรียกได้ว่า ครึ่งประเทศที่ประสบปัญหาน้ำท่วมที่โหดร้ายรุนแรง








ผมว่าอย่าให้เราหลงลืมสิ่งเหล่านี้ครับ ใช่ที่เราจะต้องปรับตัวเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป แต่ต้องเอาบทเรียนที่เกิดขึ้นนี้มาดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังครับ สิ่งใดที่เราคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นแล้ว และสิ่งที่เราคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ 




ใครจะพยากรณ์สิ่งใดที่เป็นหมอดูหมอเดาผมไม่เคยเชื่อครับ แต่อาจจะเป็นประเภทฟังหูไว้หูถ้ามาจากนักวิทยาศาสตร์ เพราะอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่า โลกเรากำลังเปลี่ยนไปครับ สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม(โลกร้อน ขั้วโลกเปลี่ยน พายุสุริยะ ฯลฯ) สิ่งหนึ่งที่เรายึดถือ และเชื่อมั่นก็คือพระคัมภีร์ได้พยากรณ์ถึงสิ่งเหล่านี้ไว้อยู่แล้วว่า ยุคสุดท้ายจะเกิดภัยพิบัติต่างๆ รุนแรงขั้น ถี่ขึ้น โดยเปรียบเทียบง่ายๆเหมือนกับ "หญิงมีครรภ์ใกล้คลอด" และสิ่งนี้ก็มาถึงจริงๆครับ 






ในพระคัมภีร์จะมีหลายส่วน หลายบท หลายผู้พยากรณ์ ที่พูดถึงเรื่องราวของยุคสุดท้าย ท่านสามารถหาอ่านประกอบได้จากหนังสือคริสเตียนหลายๆเล่มทั้งที่คนไทยเขียนเอง และมีการแปลมาจากภาษาต่างประเทศนะครับ แต่บทหนึ่งที่สำคัญ ที่ผมอ่านและเข้าใจง่ายๆมากที่สุดก็คือ พระธรรมมัทธิวบทที่ 24ทั้งบท ซึ่งผู้ที่พยากรณ์ก็คือองค์พระเยซูคริสต์ครับ



1ฝ่ายพระเยซูทรงออกจากบริเวณพระวิหาร แล้วขณะเสด็จไป พวกสาวกของพระองค์มาชี้ตึกทั้งหลาย ในบริเวณพระวิหารให้พระองค์ทอดพระเนตร
2พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "สิ่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็ไม่มี"
3เมื่อพระเยซูประทับบนภูเขามะกอกเทศ พวกสาวกมาเฝ้าส่วนตัวกราบทูลว่า "ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และยุคเก่าจะสิ้นสุดลง"
4พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง
5ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์ เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป
6ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงคราม และข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลายยุคยังไม่มาถึง
7เพราะ ประชาชาติต่อประชาชาติ ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กัน ทั้งจะเกิดกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ
8เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบาก ซึ่งต้องมีมาก่อนกำเนิดยุคใหม่
9"ในเวลานั้นเขาจะอายัดท่านทั้งหลายไว้ ให้ทนทุกข์ลำบากและฆ่าท่านเสีย และประชาชาติต่างๆจะเกลียดชังพวกท่าน เพราะความจงรักภักดีของท่านที่มีต่อเรา
10คราวนั้นคนเป็นอันมากจะถดถอยไป และอายัดกันและกันทั้งจะเกลียดชังซึ่งกันและกันด้วย
11ผู้เผยพระวจนะปลอมหลายคนจะเกิดมีขึ้น และล่อลวงคนเป็นอันมากให้หลงไป
12ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง เพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป
13แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด
14ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะได้ประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง
15"เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียน ซึ่งกระทำให้เกิดความวิบัติ ตามพระวจนะที่ตรัสโดยดาเนียลผู้เผยพระวจนะนั้นตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์ (ให้ผู้อ่านเข้าใจเอาเถิด)
16เวลานั้นให้ผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขา
17ผู้ที่อยู่บนดาดฟ้าหลังคาตึก อย่าให้ลงมาเก็บข้าวของออกจากตึกของตน
18ผู้ที่อยู่ตามทุ่งนา อย่าให้กลับไปเอาเสื้อผ้าของตน
19แต่ในวันเหล่านั้น อนิจจา น่าสงสารหญิงที่มีครรภ์ หรือมีลูกอ่อนกินนมอยู่
20จงอธิษฐานขอ เพื่อการที่ท่านต้องหนีนั้นจะไม่ตกในฤดูหนาว หรือในวันสะบาโต
21ด้วยว่าในคราวนั้นจะเกิดความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง อย่างที่ไม่เคยมีตั้งแต่เริ่มโลกมาจนถึงทุกวันนี้ และในเบื้องหน้าจะไม่มีต่อไปอีก
22ถ้ามิได้ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า จะไม่มีมนุษย์รอดได้เลย แต่เพราะทรงเห็นแก่ผู้เลือกสรร จึงทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า
23ในเวลานั้นถ้าผู้ใดจะบอกพวกท่านว่า "แน่ะ พระคริสต์อยู่ที่นี่" หรือ "อยู่ที่โน่น" อย่าได้เชื่อเลย
24ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จ และผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์ ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลง ถ้าเป็นได้
25ดูเถิดเราได้กล่าวเตือนท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว
26เหตุฉะนั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า "ท่านผู้นั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดาร" ก็จงอย่าออกไป หรือจะว่า "อยู่ที่ห้องใน" ก็จงอย่าเชื่อ
27ด้วยว่าฟ้าแลบมาจากทิศตะวันออก ส่องไปจนถึงทิศตะวันตกฉันใด การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นฉันนั้น
28ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงนกแร้งก็จะตอมกันอยู่ที่นั่น
29"แต่พอสิ้นความทุกข์ลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า และบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน
30เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์ จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก
31พระองค์ทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ มาด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้ว ทั้งสี่ทิศนั้น ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น
32"จงเรียนคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อแตกกิ่งแตกใบ ท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว
33เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นบรรดาสิ่งเหล่านั้นก็ให้รู้ว่า พระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว
34เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น
35ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย
36"แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว
37ด้วยสมัยของโนอาห์ ได้เป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา ก็จะเป็นอย่างนั้น
38เพราะว่าเมื่อก่อนวันน้ำท่วมนั้น คนทั้งหลายได้กินและดื่มกัน ทำการสมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าในนาวา
39และน้ำท่วมมากวาดเอาเขาไปสิ้น โดยไม่ทันรู้ตัวฉันใด เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาก็จะเป็นฉันนั้น
40เมื่อนั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนา จะทรงรับคนหนึ่ง ทรงละคนหนึ่ง
41หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ที่โรงโม่ จะทรงรับคนหนึ่ง ทรงละคนหนึ่ง
42เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน
43จงจำไว้ว่า ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้ได้ว่าขโมยจะมายามไหน เขาจะตื่นอยู่และระวัง ไม่ให้ทะลวงเรือนของเขาได้
44เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา
45"ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและฉลาด ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกบ่าวทาสสำหรับแจกอาหารตามเวลา
46เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น ทาสผู้นั้นก็จะเป็นสุข
47เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน
48แต่ถ้าทาสนั้นชั่วและคิดในใจว่า "นายของข้ามาช้า"
49แล้วจะตั้งต้นโบยตีเพื่อนทาสและกินดื่มอยู่กับเพื่อนขี้เมา
50นายของทาสผู้นั้น จะมาในวันที่เขาไม่คิดในโมงที่เขาไม่รู้
51และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่ให้เขาไปอยู่ในที่ของพวกคนหน้าซื่อใจคด ซึ่งที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ผมค่อนข้างห่วงคริสเตียนไทยโดยตรง เนื่องจากมิติทางการเมือง และภัยธรรมชาติของประเทศเรานั้น ยังครุกรุ่นมากครับ เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรในเหตุการณ์เหล่านี้

อย่างแรกเลย ผมเห็นความแตกแยกทางความคิดเรื่องของการเมืองอย่างชัดเจนในหมู่คริสเตียน แบ่งสีเสื้อกัน แต่เราก็ยังปรับตัวว่าจะไม่คุยเรื่องการเมืองเหล่านี้ในระหว่างพี่น้องคริสเตียน เพราะไม่อย่างนั้นจะทะเลาะกันแน่ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลก็คือเรื่องแนวคิดสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ปัจจุบันมีการจุดกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 และอื่นๆอันจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของพระมหากษัตริย์ครั้งใหญ่เกิดขึ้น แนวคิดนี้คิดว่าคงจะไม่หยุดอย่างแน่นอนเพราะมีผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง โดยฐานะของพระมหากษัตริย์ตอนนี้ยังได้รับการหนุนหลังจากทหารและกองทัพอยู่ แต่....ในอีกไม่นาน ถ้าเกิดการเปลี่ยนรัชกาล ผมยังเดาไม่ออกเลยว่า กองทัพจะยังจงรักภักดีต่อองค์รัชกาลใหม่เหมือนกับในหลวงรัชกาลปัจจุบันหรือไม่ 



ซึ่งถ้าคุมเรื่องนี้ไม่อยู่แล้ว จะเกิดการปะทะระหว่างผู้สนับสนุนราชบัลลังค์ และกลุ่มผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่ระบอบรัฐไทยใหม่ครับ ผมห่วงว่าการปะทะกันจะไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไปเพราะเราเห็นและมีประสบการณ์การชุมนุมมา3-4ปีทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดงในครั้งก่อน แต่การชุมนุมและปะทะกันจะเกิดเป็นสงครามกลางเมืองในครั้งใหม่อย่างแน่นอนครับ เพราะอย่างที่เห็นอยู่ว่าในการชุมนุมครั้งล่าสุดได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาแล้ว มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมแตะ100คนทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน




ถามว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น คริสเตียนไทยจะอยู่อย่างไรครับ 

ต่อมาก็เป็นเรื่องภัยภิบัติธรรมชาติ ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น 3-4เดือนเมื่อปลายปี 54 เป็นเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าตึงเครียดมากทั้งผู้ประสบเหตุ และผู้ที่ติดตามเหตุการณ์ ผมคนนึงที่ดูข่าวในแต่ละวัน ไม่มีข่าวดีเลยครับ น้ำท่วมไปทุกที่ และไปถึงอย่างรวดเร็ว ไม่มีที่ใดที่ป้องกันเอาไว้ได้ มีแต่จะต้องอพยพ หรือเยียวยากันอย่างไรเท่านั้น ผมเห็นถึงความล้มเหลวของภาครัฐ ที่จะรับมือต่อเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ มีแต่ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่ต้องออกมาช่วยเหลือกันเอง โดยมีทหารเป็นกำลังหลักเท่านั้น




คิดถึงเหตุการณ์ภัยธรรมชาติอื่นๆที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือเปล่าครับ หลายคนอาจจะเตรียมตัวรับมือน้ำท่วมครั้งใหม่ในปีหน้าที่จะถึงนี้ แต่ผมไม่อยากให้ประมาทถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือสึนามิที่อาจจะซัดเข้ามาทางฝั่งอ่าวไทยบ้าง ซึ่งคลื่นอาจจะรุนแรงคือซัดเข้ามาจนถึงเขตกรุงเทพชั้นในเพื่อความเท่าเทียมกันสำหรับเขตที่ไม่โดนน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา (ขำๆนะครับ)



ในช่วงน้ำท่วม ผมถึงกับเตรียมซื้อเครื่องปั่นไฟ เรือ อุปกรณ์ยังชีพฉุกเฉิน วิทยุสื่อสารเผื่อการสื่อสารล่ม ฯลฯ เป็นสิ่งที่เตรียมพร้อมเอาไว้ แม้ว่าน้ำจะไม่ได้มาท่วมทางเขตบางนาบ้านของผมก็ตาม แต่ก็คิดว่าไม่ประมาท "มีแล้วไม่ได้ใช้ ยังดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี"ครับ



แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นนอกจากการเอาชีวิตรอดของตัวเราและครอบครัวของเราแล้ว สิ่งนึงที่คริสเตียนไทยไม่ควรลืมก็คือ หน้าที่ของคริสเตียน ในการประกาศข่าวประเสริฐในยุคสุดท้าย เพื่อนำคนมาถึงความรอดให้มากที่สุดก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไปครับ ผมยังนึกถึงคุณยายคนนึงสมัยผมเป็นวัยรุ่นยังขึ้นรถเมล์ มีคุณยายท่านนึงมานั่งคุยกับผมบนรถเมล์เพื่อจะประกาศข่าวประเสริฐกับผม ผมบอกคุณยายไปว่า คุณยายครับ ผมรับเชื่อเป็นคริสเตียนอยู่แล้วครับ คุณยายดีใจมากบอกกับผมว่าจงรักษาความเชื่อเอาไว้จนวันสุดท้าย และประกาศข่าวประเสริฐนี้กับคนอื่นๆด้วย ผมยังคำคุณยายท่านนั้นได้จนวันนี้ครับ และเชื่อว่านี่คือหน้าที่หลักของเราคริสเตียนไทย ในยุคสุดท้ายนี้ครับ 



"มีชีวิตก็อยู่เพื่อพระคริสต์ และการตายนั้นเราก็ได้กำไร" อย่างที่อาจารย์เปาโลได้พูดเอาไว้ครับ

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

คิด ?

โลกทัศน์ ความคิด มุมมอง .... คือสิ่งที่บอกความเป็นเรา

คิด คิด แล้วก็คิด ... เรากำลังคิดอะไรอยู่ เป็นไปตามหลักพระคัมภีร์แค่ไหน ?

ฟังดูซีเรียส จริงจัง ... แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้อง 'หยุด' แล้ว 'นิ่ง' คิดกันบ้างอะไรบ้าง....

"พระเยซูจะทำอย่างไรถ้าอยู่ในเหตุการณ์เดียวกับฉันตอนนี้" คำถามนี้ เป็นคำถามหนึ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง ..

นั่นซิ ... พระเยซูจะคิดอย่างไร และจะทำอย่างไร ถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา ..


สิ่งนี้คงจะเปิดค้นหาเป็นข้อความในพระคัมภีร์ที่จะบอกเราชัดๆ ตรงๆ ชัวร์ๆ ให้เราทำตาม คงจะหาไม่เจอสำหรับเรื่องบางเรื่อง


แต่พระเยซูได้บอกเป็นวิธี เป็นแบบอย่าง และเป็นคำเตือนสติต่อสาวกของพระองค์ ....


ที่เราสามารถเรียนรู้ และนำมาประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตของเราได้


จากเรื่องเล่าเหตุการณ์ชีวิตของพระเยซูนั้น ไ้ด้มีองค์ประกอบ 4 อย่าง ที่ช่วยให้เราได้ 'คิด' เหมือนกับที่พระองค์ 'คิด' ได้ ดังนี้


1. รากฐาน : เมื่อพระองค์ทรงสั่งสอนเหล่าสาวก พระองค์ได้ทรงวางคำสอนบนหลักการพระคัมภีร์ที่เป็น ' แก่นแท้ '



  • รากฐานความคิด รากฐานการกระทำ เราชัดเจนแค่ไหน ?

  • เราสามารถเป็นคนที่ไม่ประนีประนอมต่อความไม่ถูกต้องเหมือน JC ได้หรือเปล่า

  • เราสามารถจะเป็นคนที่ตัดสินใจอยู่บนความถูกต้องได้แค่ไหน ?

2. ความแน่วแน่ : ความแน่วแน่เป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ เหมือนที่พระองค์ทรงรักษาไว้ ... "เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้ทรงใช้เรามา"


  • เราคงมีความมุ่งมั่นที่จะทำบางอย่างเพื่อพระคริสต์ แต่ก็คงมีบางเวลาที่วางสิ่งเหล่านั้นไว้ แล้วหันไปทำบางสิ่งบางอย่างแทน

  • หลายครั้งเราอาจตั้งใจที่กระทำ แต่โดนสิ่งรบกวน เราก็หยุด .... เพราะไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังทำ

  • 'อธิษฐาน อธิษฐาน อธิษฐาน ขอการทรงนำ' นั่นคือสิ่งที่พระเยซูทรงทำ

3. เครื่องกรอง : พระเยซูทรงตัดสินใจแตกต่างจากบรรทัดฐานทั่วไป เพราะพระองค์ทรงกรองข้อมูลผ่านความคิด อารมณ์และตะแกรงฝ่ายวิญญาณที่ต่างกัน


  • ดังเช่น คำเทศนาบนภูเขา ที่พระองค์ทรงท้าทายความคิดของคนโดยการเตือนให้เขารำลึกถึง...

  • สำรวจชีวิต สำรวจความคิดว่า..เครื่องกรองในชีวิตเรานั้นยังทำงานได้ดีแค่ไหน ?

4. ความเชื่อ : ความเชื่อของพระเยซูคือการที่พระองค์ถวายพระเกียรติพระเจ้าและยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานผ่านพระองค์


  • ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติตามก็ไร้ผล

  • และบ่อยครั้งที่ เรานั้นรู้ว่าอะไรถูก แต่ล้มเหลวไม่ได้ทำสิ่งที่รู้นั้น ...

  • ดังนั้น เชื่อ และ ทำตามน้ำพระทัย ...เท่านั้น คือ ความเชื่อแบบพระเยซู


แล้วในมุมมองกลับกัน .. "ฉันจะทำอย่างไรถ้าอยู่ในเหตุการณ์เดียวกับพระเยซูตอนนั้น" ..

เหตุการณ์ต่างๆ ที่พระองค์ทรงถูกทดลองใจ เหตุการณ์ที่ต้องสั่งสอนสาวกของพระองค์

เหตุการณ์เมื่อถูกพิพากษาประหารชีวิต และอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์

ถ้า ... เป็นเรา ... ณ เวลานั้น เราจะก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร ?

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

รีวิว App "พระคัมภีร์" "ภาษาไทย" "Bible" บน "Ipad" และ "Iphone" "Bible.is"


(ผมมีรีวิว App อ่านพระคัมภีร์ตัวใหม่ล่าสุดที่ชื่อ Bible YouVersion สามารถตามไปดู ตามLinkนี้ครับ http://www.gueeng.com/2012/07/app-bible-youversion.html )อ.บัญชา 23 กค.2012

สวัสดีครับ

หลังจากที่ผมได้รีวิว โปรแกรม App พระคริสตธรรมคัมภีร์ บน Iphone ที่ชื่อ "Pocket Sword" ไปคราวก่อน ตามLinkนี้ http://www.gueeng.com/2010/10/i-phone-app-pocketsword.html เวลาผ่านไป 1ปีก็พบว่ามีโปรแกรม App พระคัมภีร์ที่ใช้งานบน Ipad และ Iphone ใหม่ๆที่น่าสนใจเกิดขึ้นให้ Download ซึ่งวันนี้ผมจะมาแนะนำโปรแกรมพระคัมภีร์ที่ชื่อว่า "Bible.is" ครับ

เดิม App ที่ชื่อว่า "Pocket Sword" ถือเป็นโปรแกรมที่ดีมากที่ใช้อ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยบน Iphone ในยุคแรก แต่ข้อด้อยของโปรแกรมนี้ก็คือ

1.พระคัมภีร์ภาษาไทยใช้เป็นเวอร์ชั่น Thai King James ซึ่งแปลออกมามีหลายจุดจะไม่ตรงกับพระคัมภีร์ภาษาไทยที่เราคุ้นเคยที่เป็นเวอร์ชั่นของสมาคมพระคริสตธรรมไทย (Thai Standard Version) ครับ

2.ไม่มี App สำหรับที่ใช้บน Ipad ซึ่งถ้าคนที่มี Ipad จะต้อง Download App ที่เป็นของ Iphone เอามาเปิดใน Ipad แทน ทำให้ตัวอักษรจะไม่คมเนื่องจากต้องขยายขนาด 2เท่าครับ

แต่ App ที่ชื่อ "Bible.is" นี้ได้แก้ไขจุดอ่อนของ "Pocket Sword" หมดไปครับ และมีจุดดีอีกหลายๆจุด ทำให้ผมแทบจะเปลี่ยนมาใช้ App เพื่ออ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยของ "Bible.is" เพียงอย่างเดียวเลยครับ

อย่างแรกต้องไปทำการ Download App จาก App store เสียก่อนนะครับ โดยการพิมพ์ช่องค้นหาด้วยคำว่า "bible" ก็เจอแล้วครับ

กดเข้าไปที่ตัว App ที่เขียนว่า "Bible+" เลยครับ ใครจะโหลดใส่ Ipad หรือ Iphone มีให้โหลดทั้ง 2อันครับ เยี่ยมไปเลย แต่ที่ผมจะรีวิวจากนี้เป็น App สำหรับ Ipad นะครับ



เมื่อกดเข้าไป จะเจอหน้านี้ครับ อธิบายเกี่ยวกับ App ตัวนี้ ซึ่งดูด้านซ้ายมือจะพบว่า เจ้า App ตัวนี้ ทำออกมาหลายภาษาด้วยครับ มีทั้งภาษาอาหรับ ภาษาจีน แต่เราคนไทย คงต้องโหลด App ภาษาอังกฤษหละครับ เพราะเขาไม่ได้ทำ App สำหรับภาษาไทยโดยตรง แต่ไม่เป็นไร ขอให้ข้างในมีพระคัมภีร์ Version ภาษาไทยก็เพียงพอแล้ว


พอ Downdload App มาแล้ว จะปรากฎ Icon App สีแดงๆ ที่ชื่อว่า "Bible.is"


พอคลิ๊กเปิด App จะพบตัวที่ถามว่าจะยอมให้ "Push" ตำแหน่งที่ตั้งของเราหรือเปล่า ก็ให้กดไปเลยนะครับ เพราะมันจะทำให้ตัว App เลือกภาษาไทยให้เราอัตโนมัติเลยครับ เนื่องจากจะเช็คเจอว่าเราอยู่ประเทศไทยครับ เสร็จแล้วจะออกมาได้หน้าโปรแกรมตามภาพด้านล่างนี้ครับ

สังเกตว่าจะมีคำว่า TSV Thai Standard Version โดยด้านล่างจะมี 2ส่วนคือ Old Testament (พระคัมภีร์พันธะสัญญาเดิม) ที่จะมีแต่ส่วนของอักษร(Text) และ​ New Testament (พระคัมภีร์พันธะสัญญาใหม่) ซึ่งจะมีทั้ง เสียง(Audio) และอักษร นั่นหมายความว่า ใน App นี้จะสามารถฟังพระคัมภีร์ได้หนะสิครับ ว้าว ตื่นเต้น 

โดยวิธีการฟังก็คือ เลือกพระคัมภีร์ก่อนนะครับว่าจะให้อ่านบทไหน เสร็จแล้วก็คลิกที่ตัวไอคอน Play ด้านล่างตรงกลางใหญ่ๆนั่นหละครับ (แต่ต้องเป็นภาคพันธะสัญญาใหม่นะครับ) เสียงที่ได้ยิน รู้สึกจะเป็นแบบเวอร์ชั่นที่มีออกมานานแล้วทำเป็น MP3นั่นแหละครับ ฟังได้ชัดเจน ใช้ได้เลยครับ


แต่ผมก็มีข้อสงสัยว่า ไฟล์เสียงมันโหลดมาลงไว้ที่เครื่องเลยหรือว่าต้องฟังผ่าน Internet เท่านั้น ก็เลยลองตัดสัญญาณ Internet ออก แล้วมากดฟัง ปรากฎว่า ฟังไม่ได้ครับ มันขึ้นบอกว่าต้องฟังตอนต่อ Internet เท่านั้น อืม เข้าใจหละ


ถ้าอย่างนั้น ลองไปสำรวจการใช้งานในส่วนอื่นๆก่อนนะครับ วิธีการเปลี่ยนเล่มหนังสือ ก็โดยการคลิ๊กที่ด้านซ้ายบนสุด ตรงคำว่า Browse จะขึ้นมาเป็นหนังสือต่างๆให้เลือกครับ เลือกได้ทั้งเล่มไหน ข้อไหนก็ได้ครับ


อีกอันนึงที่น่าสนใจก็คือ ด้านข้างขวาคำว่า Browser จะมีสัญลักษณ์ตารางๆ ลองคลิ๊กเข้าไปดูจะเป็นส่วนของโปรแกรมอ่านพระคัมภีร์แบบต่างๆที่ทาง App ทำมาให้แล้วครับ มีทั้งอ่านแบบเดินตามพระเยซู 40วัน, อ่านพระคัมภีร์จบภายใน 365วัน ฯลฯ ซึ่งดีมากๆเลยครับ อ่านแล้วก็ติ๊กเครื่องหมายถูก ช่วยให้เราอ่านพระคัมภีร์ได้อย่างมีวินัยมากขึ้น แต่ข้อด้อยนิดนึงคือมีแต่ภาษาอังกฤษครับ แต่ก็เอามาประยุกต์ใช้อ่านภาษาไทยได้ครับ




อันต่อมาที่ดีมากๆ และผมก็ชอบมากคือส่วน "การค้นหาข้อพระคัมภีร์"ครับ ซึ่งดีมากกว่าโปรแกรม "Pocket Sword" ค้นหาได้แม่นยำมากๆแม้จะเป็นภาษาไทยครับ เช่นผมค้นหาคำว่า "รักนั้นก็" ซึ่งผมรู้อยู่แล้วว่ามีแต่ในพระธรรม 1โครินธ์13 ก็หาได้ตรงเป๊ะครับ


แต่การค้นหาต้องมีการเปิดใช้ Internet ด้วยนะครับ ถ้าไม่มี Internet ก็จะใช้การค้นหาไม่ได้ครับ



สำหรับคนที่อยากอ่านพระคัมภีร์ในเวอร์ชั่นภาษาต่างๆบ้าง ก็สามารถทำได้ครับโดยการกดด้านมุมขวาบนสุด ที่ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น TSV อยู่ จะขึ้นมาเป็นหน้าต่างใหม่ มีหลายภาษาให้เลือกเยอะมากๆ ผมลองเลือกดูภาษาอังกฤษครับ


ก็ปรากฎว่ามีพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษประมาณ 6 เวอร์ชั่นดังนี้



เมื่อเราลองกดไปตรงข้อพระคัมภีร์ใดๆก็จะขึ้นหน้าต่างมาใหม่ มีประโยชน์3อย่างดังนี้ครับ

1.กดไปยังสัญลักษณ์เหมือนรูปโบว์ เพื่อใช้สำหรับการทำคั่นข้อพระคัมภีร์หรือที่เรียกว่าการ Bookmark 

2.สัญลักษณ์ดินสอ ใช้สำหรับบันทึกย่อส่วนตัว เพิ่มเติมเข้าไปได้ตามอัธยาศัย


3.ส่วนนี้เพื่อสำหรับการแชร์ข้อพระคัมภีร์ดีๆไปยัง Social Network ต่างๆให้เพื่อนของเราได้ ดีมากๆครับ จากรูปจะมีขึ้นมา 2อันก่อนคือ Facebook และ Twitter 


ผมจะลองแชร์พระคัมภีร์ข้อนี้ไปยัง Facebook ก่อนนะครับ โดยการคลิ๊กไปที่ Login ของ Facebook


เราก็ต้องใส่ username กับ password เพื่อเข้าสู่ Facebook ก่อนครับ แล้วก็กดอนุญาตให้แชร์ผ่าน Facebookได้



เสร็จแล้วก็จะออกมาหน้านี้ ที่บอกว่าเราได้เชื่อมกับ Facebook แล้วครับ



ที่เราแชร์ไว้จะไปอยู่ในส่วนของ Wallpaper ของ Facebookของเรา เพื่อนๆเราก็จะเห็นว่าเราแชร์ข้อพระคัมภีร์อะไรมาหนุนใจได้


สุดท้าย สำหรับ App Bible.is ตัวนี้ ถ้าใช้กับ Ipad เมื่อเราเอียง Ipad ของเรามาในแนวนอน ตัว App ก็จะหมุนตามมา แล้วก็จะมีส่วนของหนังสือพระคัมภีร์ต่างๆอยู่ด้านซ้ายมือให้เลือกเปลี่ยนอ่านได้ตามใจชอบครับ ถือว่าสะดวกสบายมากๆ 


ซึ่ง App Bible.is สำหรับ Iphone ก็จะมีหน้าตาใกล้เคียงกันครับ การใช้งานเหมือนๆกัน เราสามารถใช้โปรแกรมนี้ประยุกต์ใช้ในหลายๆอย่างได้เช่น การให้ลูกแกะอ่านพระคัมภีร์เฝ้าเดี่ยว เสร็จแล้วก็ให้แชร์พระคัมภีร์ข้อนั้นมาที่ Facebook พร้อมกับมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น สิ่งที่ได้จากพระคัมภีร์ได้ทันที แทนการมาส่งสมุดเฝ้าเดี่ยวแบบก่อนที่เคยทำกัน เป็นต้นครับ (ถ้าลูกแกะมี Iphone หรือ Ipad นะครับ)

ซึ่งผมคิดว่าจะเอาประโยชน์นี้ไปใช้กับลูกแกะผมด้วยครับ ฮ่าๆ 

อย่างที่เคยบอก การที่เราไม่ต้องพกพระคัมภีร์เล่มหนาๆ มาใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและคล่องตัวอย่าง Ipad Iphone ติดตัวกับเราไปได้ทุกที่ ทุกเวลา แถมยังสามารถเชื่อมต่อกับสังคมออนไลน์ได้ด้วย จะช่วยให้เราอ่านพระคัมภีร์ และศึกษาพระคัมภีร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเยอะครับ และก็ไม่สามารถมีข้อแม้ให้ตัวเองได้แล้วว่า "เราไม่มีเวลาอ่านพระคัมภีร์" นะครับ

สรุปข้อดี และจุดเด่นของโปรแกรม App Bible.is
1. ใช้พระคัมภีร์ภาษาไทย เวอร์ชั่นของสมาคมพระคริสตธรรมไทย Thai Standard Version
2. การค้นหาคำ ข้อพระคัมภีร์ ทำได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ
3. มีทั้ง App สำหรับ Ipad และ Iphone
4. ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าจะให้ดี ใครมีภาระใจ สามารถถวายได้ครับ
5. สามารถฟังพระคัมภีร์ โดยให้โปรแกรมอ่านให้เราฟังได้ เป็นประโยชน์สำหรับคนตาบอด และคนขี้เกียจอ่าน(จริงๆ)
6. สามารถแชร์ข้อพระคัมภีร์ไปยัง Social Network ต่างๆของเราได้
7. มีโปรแกรมช่วยอ่านพระคัมภีร์หลากหลายตามความชอบใจ ตามความตั้งใจของแต่ละคน

ข้อบ่งชี้ในการใช้งาน ถ้าต้องการใช้ระบบเสียงอ่านพระคัมภีร์ และการค้นหาข้อพระคัมภีร์จะต้องใช้ในขณะที่ต่อ Internet เท่านั้นครับ

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เสียงที่ได้ยิน....

.. ใครคนนึง อยากได้ อยากมี อยากเหนือ คนอื่น

จึงร้องขอ...

สิ่งที่เขารู้ว่าคือ ปีศาจ หรือ สิ่งชั่วร้าย

ทุกครั้งที่เขาได้ .. ก็มีการสูญเสีย(ของผู้อื่น)เกิดขึ้น

แรกๆ เขาก็รู้สึกผิด แต่นานๆ วัน

เขาไม่รู้สึกอะไร เขาถูกหล่อหลอมไปกับความบาป

เขาสนุกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จนมีเสียงของปีศาจ เอ่ยออกมาด้วยความดีใจว่า ..

'ความคิดเราเหมือนกันทุกทีแล้วนะ'
มีคนเตือนเขาให้หยุด ..

แต่เขาไม่หยุด

เพราะอะไร ?

.. เพราะความอยากได้ อยากมี อยากเหนือ คนอื่น.. นั่นเอง"

เรื่องราวทั้งหมดข้างต้นคือ 'ละคร' ที่เคยดู ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้

และข้อความบางข้อความก็ลอยขึ้นมาในใจ..

....ข้อพระคัมภีร์ 2 ข้อ

1 พระวิญญาณได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า ต่อไปภายหน้าจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ โดยหันไปเชื่อฟังวิญญาณที่ล่อลวง และฟังคำสอนของพวกผีปิศาจ
2 ซึ่งมาจากการหน้าซื่อใจคดของคนที่โกหก คือคนที่จิตสำนึกเป็นทาสของมาร
... และคำถาม 2 ข้อ

1. เสียงที่เราได้ยิน กรอกหูเรา หล่อหลอมความคิดเรา ... สอนให้เราเป็นคนอย่างไร ?
2. เราแยกแยะได้แค่ไหนว่าเสียงนั้น ดี หรือ ไม่ดี ?

คำตอบของคำถามนี้คืออะไรในชีวิตเรา ?

.. และไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร

ก็ขออย่าให้เหมือนกับในละคร

ที่มีเสียงของวิญญาณชั่วที่เอ่ยออกมาด้วยความดีใจว่า ..

'ความคิดเราเหมือนกันทุกทีแล้วนะ'







God Be With You

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำเทศนาที่คุณฟังเมื่อวันอาทิตย์..พอเข้าวันจันทร์่คุณยังสามารถจำได้ไหม



ผมกับครอบครัวเราวางแผนจะไปพักผ่อนที่หัวหินสัก 2วัน1คืน โดยเลือกออกเดินทางเช้าวันอาทิตย์ ใช้เวลาเดินทางสัก 2ชั่วโมงก็จะถึงหัวหิน ทันเวลานมัสการพระเจ้าของคริสตจักรที่นั่น
ตอนแรกผมวางแผนว่า เราจะไปเข้าคริสตจักรใจสมานหัวหิน แต่เนื่องจากแผนที่ไม่ค่อยชัดเจน ผมจึงเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่า เราจะไปเยี่ยมเยียนโบสถ์ดั้งเดิมแห่งหนึ่งของหัวหินที่ชื่อว่า "คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์หัวหิน" ซึ่งผมเคยมีโอกาสไปร่วมนมัสการตั้งแต่สมัยเป็นอนุชนที่คริสตจักรสดุดีเมื่อกว่า 10ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมไปเตรียมค่ายพร้อมกับทีมงานล่วงหน้าเกือบ 2วัน เป็นคาบเกี่ยวกับวันอาทิตย์พอดี

ผมยังจำได้เลยว่าสมัย10กว่าปีก่อนนั้น คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์หัวหิน มีอาคารเพียงอาคารเดียวคืออาคารห้องประชุม(เป็นหลังเดียวกับปัจจุบัน) แต่จะโล่งๆ ไม่มีแอร์ มีแต่พัดลมเพดาน พื้นที่คริสตจักรก็ตั้งอยู่กลางที่ดินไม่เล็กไม่ใหญ่ น่าจะประมาณ 100กว่าตารางวา แต่ที่ดินรอบๆคริสตจักรยังไม่มีอาคารอื่นๆเลยครับ ตอนนั้นที่พวกผมมาร่วมนมัสการ รวมกับสมาชิกคริสตจักรเดิมนับๆรวมๆแล้วน่จะไม่เกิน 50คนครับ แต่ก็เป็นคริสตจักรที่อบอุ่น และมีการทรงสถิตของพระเจ้าครับ

ผมกลับไปคราวนี้ หาไม่ยากครับแม้พื้นที่บริเวณจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว เนื่องจากผมใช้ GPS ของ Garmin แล้วก็เปิดหมวดค้นหา "คริสตจักร หัวหิน" ก็ขึ้นจุดบนแผนที่เลยครับ!! ปัจจุบัน มีอาคารเพิ่มมาอีก 2หลังคือ ตัวโรงอาหาร และสำนักงาน+ห้องสมุดของคริสตจักร ตัวอาคารคริสตจักรก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่หน้าต่างประตูได้มีการติดกระจกอลูมิเนียมเข้าไปแล้ว และก็เปิดแอร์เย็นฉ่ำ แถมเครื่องเสียง เครื่องดนตรีก็เป็นของดีทันสมัยขึ้น จอฉายภาพก็มีทั้งแผ่นใส และProjector แบบใหม่ แต่ต้องยอมรับจริงๆว่า จำหน้าศิษยาภิบาลว่าเป็นคนเดียวกันกับเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วหรือเปล่านะครับ

ผมเข้าไปถึงประมาณ 9.30น.พอดีช่วงเรียนรวีวารศึกษาของคริสตจักร ผมก็นั่งฟังอยู่ด้านหลังนะครับ ศบ.ท่านก็ใช้แผ่นภาพอธิบายเรื่องความรอดแบบสมัยก่อนเป๊ะๆ ผู้ฟังก็ค่อนข้างเป็นผู้อาวุโสแล้ว น่าจะเป็นผู้เชื่อใหม่ ผมมองซ้ายมองขวาหากลุ่มวัยรุ่นของคริสตจักรก็มีอยู่ 2-3ท่านครับ แต่พอเข้าสู่ช่วงนมัสการก็เห็นมีกลุ่มหนุ่มสาวร่วม10กว่าคนได้ อืม น่าสนใจมากๆ เพราะผมมองว่า คริสตจักรใดที่พร้อมจะเติบโต กลุ่มหนุ่มสาวจะเป็นดัชนีชี้วัดได้เป็นอย่างดี เหมือนกับคริสตจักรนี้ครับ และครึ่งนึงในนั้นก็มาเป็นทีมนมัสการและดำเนินรายการในช่วงเช้านั้น ถือว่าดีมากครับ เพลงนมัสการก็เป็นเพลงใหม่ๆแล้วทั้งนั้น หลังจากจบช่วงนมัสการ อาจารย์ศิษยาภิบาลก็ได้นำเราร้องเพลงชีวิตคริสเตียนเก่า(มากๆ)ที่ชื่อว่า "เชื่อและฟังคำ"อยู่หลายรอบมากๆ จนผมแปลกใจ ผมมีคลิปวีดีโอ และเนื้อร้องเป็นอย่างนี้ครับ



1. ถ้าเราเดินตามพระเจ้า พระเยซูทรงนำเรา
When we walk with the Lord in the light of His word
และประทานรัศมีให้อิ่มหนำ
What a glory He sheds on our way!
เมื่อเราทำตามพระทัย พระองค์สถิตในใจ
While we do His good will
He abides with us still,
ของทุกคนที่ยอมเชื่อและฟังคำ
and with all who will trust and obey

**เชื่อและฟังคำ ไม่มีทางอื่นเที่ยงธรรม
Trust and obey, for there's no other way
พระเยซูโปรดให้ความสุข แก่ผู้เชื่อและฟังคำ
To be happy in Jesus, but to trust and obey

2. ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นได้ ไม่มีมืดในจิตใจ
Not a burden we bear, not a sorrow we share
เพราะอำนาจของพระคริสต์ขับไล่ไป
But our toil He doth richly repay!
ไม่ต้องกลัวหรือสงสัย ไม่มีโศกเศร้าร้องไห้
Not a grief nor a loss, not a frown or a cross
มาแผ้วพานเมื่อเราเชื่อและฟังคำ
But is blest if we trust and obey

3. ถ้าเรามีความลำบาก หรือถ้ามีความทุกย์ยาก
But we never can prove the delights of His love
พระเยซูทรงช่วยให้พ้นมารร้าย
Until all on the altar we lay
หากมีความทุกข์เหลือหลาย ไม่ต้องยากซ้ำช้ำใจ
For the favor He shows, for the joy He bestows
พระองค์ช่วยผู้ที่เชื่อและฟังคำ
Are for them who will trust and obey

4. ความสัมพันธ์อันชื่นใจ จะนั่งใกล้พระบาทไท้
Then in fellowship sweet we will sit at His feet
เราจะเดินอยู่เคียงข้างพระผู้ไถ่
or we'll walk by His side in the way
ให้ไปไหนเต็มใจไป ยินดีทำตามพระทัย
What He says we will do,
where He sends we will go
ไม่ต้องกลัวแต่จงเชื่อและฟังคำ
never fear, only trust and obey



แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศนา ผมก็ถึงบางอ้อ เพราะว่าท่านเทศน์ในหัวข้อเรื่อง "เชื่อและทำตาม" ซึ่งคำเทศนาเป็นแบบง่ายๆมาก แต่เต็มไปด้วยสติปัญญาและมีพลังเหลือเกิน ตอนจบท่านก็นำเราร้องเพลงนี้อีกรอบนึง จนกระทั่งแม้ว่าผมจะเดินออกมาจากโบสถ์แล้วก็ คำเทศนานั้น และเนื้อเพลงในท่อนสร้อยก็ดังติดหูผมตลอดเวลา แตกต่างจากการฟังคำเทศนาในหลายๆคริสตจักรที่เคยได้ยินมา แค่เดินออกจากโบสถ์แล้วมีคนถามผมว่า เทศนาเรื่องอะไร บางทีผมก็ยอมรับว่าจำไม่ได้ครับ

ผมว่าผู้เทศนาที่ดี ไม่ใช่การเตรียมคำเทศนาที่สนุกสนานหัวเราะขำกลิ้ง หรือส่วนการอรรถาธิบายที่ลึกซึ้งตามหลักนักศาสนศาสตร์ที่เก่งกาจ แต่ผมว่าเป็นการเทศนาแล้วทำให้ผู้ฟังจดจำ และมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาหลังการเทศนานั้นได้นาน และจริงจังมากแค่ไหนต่างหากครับ บางครั้งกับคำเทศนาที่ฟังง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ และสามารถจดจำได้ดี จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้ฟังได้มากกว่าการเทศนาแบบอื่นเสียด้วยซ้ำ เมื่อชีวิตผู้ฟังได้รับการเปลี่ยนแปลง ได้รับการหนุนใจให้เดินตามพระวจนะ นั่นแหละครับที่ผมจะเรียกว่า การเทศนานั้น"ประสบความสำเร็จ" อย่างแท้จริง

ผมขอบคุณพระเจ้าที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรแห่งนั้น และได้รับพระพรทั้งจากการได้ระลึกถึงความหลังครั้งเก่าก่อน รวมไปถึงได้รับแรงบันดาลใจในการเตรียมคำเทศนาที่ดีครับ