วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หาแฟนยุคนี้ ... หายากจริงๆเร้ยยยยย




เมื่อหัวค่ำก่อนที่ผมจะเข้ามาเชียนblog ผมบังเอิญได้เจอน้องสาวคนนึงที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว น้องเขาเป็นสาวโสด หน้าตาดี หน้าที่การงานดี อายุประมาณ 28ปี เราคุยกันผ่านทาง Msn มาประมาณสองปีแล้ว ด้วยความบังเอิญเจอกันคราวนี้ ผมก็ทักไปว่า "เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้คุยกันตั้งนาน" คำแรกที่น้องเขาตอบกลับมาคือ "พี่ค่ะ นู๋โดนแฟนทิ้ง".......แล้วเราก็คุยกันยาว จนสุดท้ายน้องเขาก็เอ่ยปากว่า "พี่ค่ะ พี่ช่วยแนะนำผู้ชายดีๆ ไม่เจ้าชู้ รักเราจริง มีไหมค่ะ" .........โห น้องผู้ชายแบบนี้สมัยนี้มันหายากขนาดต้องให้คนอื่นช่วยหากันเลยเหรอเนี้ยะ ^^" ......แต่เอ ถ้าหาง่ายน้องมันคงไม่มานั่งคร่ำครวญกับเราอย่างนี้หรอกนะ

ว่าแล้วก็เลยกลับมาคิดถึงน้องๆอีกหลายคนที่เรารู้จัก เออแต่ละคนก็ล้วนสาวโสดกันทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆที่เป็นคริสเตียน เพราะว่าอย่างน้อยมาตรฐานก็คือต้องได้ผู้ชายที่เป็น"คริสเตียน"เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงช่างโหดร้ายเพราะว่า ประชากรคริสเตียนโดยคร่าวๆสำหรับในประเทศไทย อัตราส่วนผุ้ชายต่อผู้หญิงมันประมาณ1/3 นั่นก็คิดง่ายๆว่า ถ้าชายคริสเตียนคนหนึ่งจะได้จับคู่กับผุ้หญิงคริสเตียนคนหนึ่ง(ซึ่งในความเป็นจริงก็ยาก) ก็จะเหลือหญิงคริสเตียนอีกตั้ง 2คนที่จะต้องอยู่เป็นโสด

ดังนั้นเราจะเห็นกลุ่มสาวๆโสดทั้งอายุน้อย อายุมาก ถึงมากที่สุดอยู่ตามแต่ละโบสถ์จำนวนมาก ไม่ใช่เธอไม่ดีนะครับ แต่ว่า .........สาวคริสเตียนคนอื่นอาจจะดีกว่า หรือสวยกว่า หรือ ฯลฯ กว่า จนทำให้หนุ่มคริสเตียนล้ืวนถูกจับจองไปหมดก่อน........ เอาอย่างตัวผม จริงๆก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไรมากมายหรอกครับ ตั้งแต่มาเป็นคริสเตียนตอนอายุ 18 ก็ถือว่าไม่เคยหัวใจว่างเลยครับ ขนาดผมเลือกคบแต่สาวคริสเตียนเท่านั้นนะ และก็ขอบคุณพระเจ้าที่ผมไม่เจ้าชู้ เพราะหลายเหตุการณ์ที่มีอันจะต้องไปพบสาวคริสเตียนคนอื่นๆตามโบสถ์ต่างๆ หรืองานต่างๆของคริสเตียน ผมก็จะรู้สึก "เสียดาย" เพราะยังมีสาวคริสเตียนน่ารัก ดีๆ อีกหลายคนที่น่าทำความรู้จักด้วย ว้า  .........แต่ทำไม่ได้เพราะว่าพระเจ้าทรงส่งแฟนผมมาแต่ละคน "ดุ" และ "หึง"โหดทั้งนั้น

กลับมาที่เรื่องของน้องที่ขอให้ผมแนะนำหนุ่มคริสเตียนให้ ผมก็นึกไปถึงเพื่อนผู้รับใช้ของผมคนหนึ่ง อายุก็เท่ากับผมแล้วคือ 34 แต่ทำไม๊ถึงยังไม่เคยเห็นข่าวคราวเรื่องสาวๆมั่งเลย หรือว่าจะแอบคบไม่ให้ผมรู้ แต่ก็รับรองได้ว่าเป็นคนดีมากครับ หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ ก็คิดอยู่ว่า อาจจะแ นะนำน้องคนนี้ให้ไปรู้จักกันแล้วก็จีบกันเอง แต่ติดอยู่ตรงนึงสิครับ........... คือน้องเขายังไม่ได้เป็นคริสเตียน ผมก็หวังว่าอย่างน้อย ก็พาน้องเขาเข้าโบสถ์มาเป็นคริสเตียนได้ก็เอาหละวะ แม้จะจีบกันไม่ติดก็ตาม ซึ่งผมก็มองว่า รักกัน ชอบกันอย่างน้อยก็ดีกว่า เกลียดกัน เพราะผมก็มั่นใจว่าเพื่อนผมคนนี้ ก็มาตรฐานสูงเหมือนกันครับ ถ้าจะคบกัน อย่างน้อยก็ต้องเป็นสาวคริสเตียนก่อนหละ

อีกเรื่องก็คือ เจ้าน้องชายของภรรยาของผม เจ้านี่ถือว่าเป็นหนุ่มคริสเตียนที่เนื้อหอมมาก หน้าตามันก็หล่อเหลาเอาการ ออกไปทางเกาหลี งานที่เจ้านี่ต้องทำอยู่เสมอก็คือการตระเวณไปตามค่ายคริสเตียนต่างๆ ยิ่งช่วงหยุดSummer ตั้งแต่ มีนาคม-พฤษภาคม อันจะเป็นช่วงที่ค่ายคริสเตียนมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น YFC, นคท., อนุชนภาคฯ, ค่ายคริสตจักร และ ฯลฯ อีกหลายๆค่าย เชื่อไหมว่า เจ้านี่ มันไปทุกค่ายเลยครับ อย่างเดือนที่ผ่านมา เห็นหน้าตามมันอยู่บ้านแค่ ไม่กี่วัน.........เหตุผลของการไปตระเวณค่ายต่างๆอาจจะมีส่วนดีคือ ได้รับพระคำ พระวจนะอย่างเต็มที่ ได้รับการฟื้นฟู และไปจนถึงได้รู้จักเพื่อนๆใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนสาวๆ โอ้โห ประเด็นนี้น่าจะใช่มากที่สุด

ดังนั้นสิ่งที่ผมจะแนะนำในยุคที่ผุ้ชายคริสเตียนฝืดเคืองอย่างมากแก่น้องๆสาวคริสเตียนที่ยังโสด ที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติอันจะทำให้เกิดโอกาสได้เจอะเจอคู่พระพรที่ดีๆสักคน แล้วท้ายสุดจะได้ใส่ชุดเจ้าสาวแล้วไปโยนดอกไม้ แทนที่จะไปแต่งานคนอื่นแล้วไปกระโดดแย่งช่อดอกไม้เพื่อให้กำลังใจตัวเองว่า คราวหน้าคงเป็นฉันที่ได้ยืนให้คำปฏิญาณบนซุ้มแต่งงานนั้นกับหนุ่มคริสเตียนหน้ามนแสนดีสักคน

  1. เชื่อว่าตัวเองยังมีโอกาสได้เจอคู่พระพรไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่แล้วก็ตาม และอย่าเพิ่งปักใจว่าเรามีของประทานการเป็นโสด เพราะผมยังเชื่อว่า การมองในแง่บวก และยังไม่หมดหวัง จะเป็นประตูนำไปสู่ประตูความสำเร็จอื่นๆต่อไป (ติดตามข้อต่อๆไป)
  2. ถ้าคุณมีความเชื่อจากข้อแรกแล้ว คุณก็จะยังหมั่นดูแล และเสื้อผ้า หน้า ผมของตัวเองให้ดี เพราะบุคลิกและรูปร่างภายนอก จะดึงดูดให้หนุ่มๆคริสเตียนมาศึกษาภายในของคุณ (จิตใจนะครับไม่ใช่ในร่มผ้า)
  3. เปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอในการออกไปพบปะสถานที่ที่คุณจะสามารถพบกับหนุ่มคริสเตียนได้ เช่น การไปตามค่ายหรืออีเวนท์ของคริสเตียนต่างๆ เน้นที่มีต่างคริสตจักรมาร่วมเยอะๆไม่ใช่บอกว่าก็นู๋ไปค่ายทุกปีนะ แต่ขอโทษเป็นแต่ค่ายของโบสถ์ตัวเอง มันจะไปเจอคนอื่นได้ยังไงครับ ค่ายหรืองานอีเวนท์ สัมมนา ฟื้นฟูของคริสเตียนในปีๆนึง มีเป็นสิบๆงานครับ ออกไปสู่โลกกว้าง เปิดหูเปิดตา เปิดโอกาสให้กับตัวเองมั่งครับ อย่ามัวแต่กลัวว่า "โอ้ยพี่ เดี๋ยวคนอื่นนินทาเอาว่า ไปตามงานเพื่อหาผู้ชาย" ผมจะบอกว่า ใครจะพุดก็ให้พูดไปครับ อย่างน้อย เราก็ไม่ได้ไปหาในสถานเริงรมย์ หรือเธคผับ หรือไปยืนแอบตามเสาไฟฟ้าดักฉุดคร่าหนุ่มสักหน่อย อย่าคิดมากไปเลยครับ.... 
  4. พึ่งพาเพื่อนให้มากๆครับ ยิ่งคุณมีเพื่อนมากเท่าไหร่ โอกาสที่เพื่อน จะแนะนำเพื่อนต่างโบสถ์ ต่างคริสตจักร ให้ยิ่งมีมากกว่าคนที่ไม่มีเพื่อนเลยครับ แล้วบรรดาเพื่อนพวกนี้แหละ ตัวดีที่จะคอยอัพเดทข่าวสารให้เราว่า "นี่เธอพี่คนนี้เพิ่งเลิกกับแฟน โอกาสเป็นของเธอแล้ว เสียบเลย! " อย่างนี้เป็นต้นครับ อย่าลืมว่า หนุ่มคริสเตียนดีๆมีน้อย มักถูกจับจองไปหมด ถ้าหลุดมา ว่างเมื่อไหร่ รีบเสียบเข้าไปทำความรู้จักกันยิ่งไวเท่าไหร่ คุณก็จะมีโอกาสก้าวหน้าออกจากกลุ่มสาวโสดมากเท่านั้นครับ ถ้ามัวแต่เงื้อง่าราคาแพง ทำเป็นเจ้าหญิงรอคอยเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยบนหอคอยคานทอง จะไม่ทันสาวอื่นที่เขาก็มองหาแล้วก็โฉบไปกินตั้งแต่เจ้าชายของคุณยังไม่ได้ขึ้นม้าเลยด้วยซ้ำครับ
  5. อย่าท้อถอยที่จะอธิษฐานขอต่อพระเจ้า ให้พระองค์ส่งคนดีๆ หนุ่มคริสเตียนดีๆเข้ามาในชีวิตนะครับ แต่สำคัญต่อจากนั้นคือ เมื่อคุณอธิษฐานแล้ว ก็จงมองทุกโอกาสที่พระเจ้าจะส่งหนุ่มคนนั้นมาให้นะครับ ไม่ใช่ พระเจ้าส่งมาแล้ว แต่คุณกลับไม่ได้รู้ตัว มัวแต่เป็นยายเพิ้ง ทำแต่งานงกๆ คุณจะตกรถไฟขบวนสุดท้ายที่พระเจ้าส่งมาให้ จะมาโทษพระองค์ไม่ได้นะครับ

ขอพระเจ้าอวยพระพรสาวๆคริสเตียนโสดที่อ่านBlogของผมตอนนี้ให้ได้พบคู่พระพรดีๆเร็วๆนี้นะครับ

สำหรับผู้ชายคริสเตียน ผมไม่เขียนถึงเพราะคุณได้เปรียบมากเรื่องการพบคู่มากกว่าอยู่แล้วครับ ขอแค่คำเดียวเท่านั้นครับ คือ "อย่าเจ้าชู้หลายใจ" ก็พอครับ

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เพลง The time has Come ของ Hillsong United





The Time Has Come เขียนและร้องโดย Joel Houston อยู่ใน Track 2 ของอัลบั้ม United We stand

Released 11 March 2006
Recorded 8 October 2005, Encounterfest, Hillsong Convention Centre

ได้ฟังเพลงนี้ทีแรก ยอมรับว่าเป็นเพลงที่ 2 ที่ได้ฟังของUnitedที่โดนรองจาก One way แต่ตอนนี้ก็กลายมาเป็นเพลงที่ 1ในดวงใจที่มักจะใช้เป็นเพลงเปิดในการเล่นคอนเสริตนมัสการเกือบทุกรอบที่ไปเล่น เพราะช่วงอินโทรที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวอธิษฐาน เปิดโอกาสให้มือกีต้าร์โซโล่หล่อๆคนเดียว ชอบท่อน Pre-Chorusที่พูดท้าทายว่า "และถึงเวลาที่เราจะยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ" คุณยืนหยัดหรือยัง? หรือว่า หลบซ่อนๆ หรือโลเลในความเชื่อพระเยซูพระเจ้าของคุณ

มีท่อน Intro ที่ยาวถึง1นาที45วินาที
เนื้อเพลงพูดถึงการถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องยืนหยัดในความเชื่อ มาร่วมนมัสการสรรเสริญพระเจ้า

แปลเป็นไทยโดย บัญชา โชติวรรณพร

The Time has come 
A
Found love beyond all reason
ฉันพบความรักเหนือเหตุผล
A F#m
You gave Your life Your all for me
นั่นคือพระองค์ทรงตายแทนฉัน
D A
And called me Yours forever
และเรียกฉันว่าสหายนิรันดร์
A
Caught in the mercy fallout
เมื่อฉันยึดในพระเมตตา
A
I found hope found life
ฉันพบความหวัง
F#m
Found all I need
ชีวิตทั้งสิ้น
D A
You're all I need
ฉันต้องการพระองค์

Pre-Chorus 
E
The time has come
และถึงเวลา
F#m D
To stand for all we believe in
ที่เราจะยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ
E
So I for one am gonna
นี่เป็นเวลา
F#m D
Give my praise to You (Jesus)
ที่จะถวายสรรเสริญพระองค์(พระเยซู)

Chorus 
A
Today, Today it's all or nothing
วันนี้ เดี๋ยวนี้ทั้งสิ้นหรือไม่มี
F#m
All the way
ที่ฉันมี
D
The praise goes out to You
ก็คือสรรเสริญพระองค์
A
Yeah all the praise goes out to You
ทั้งหมดถวายสรรเสริญพระองค์
A
Today, today I live for one thing
วันนี้ เดี๋ยวนี้ ฉันอยู่เพื่อสิ่งหนึ่ง
F#m
To give You praise
คือสรรเสริญ
D
in everything I do
ด้วยทุกๆสิ่งที่ทำ
D A
yeah, all the praise goes out to You
ทั้งหมดถวายสรรเสริญพระองค์


F#m D A (2) F#m Bm

Bridge
F#m Bm
All we are is Yours And all we're living for
เราเป็นของพระองค์ และเราอยู่เพื่อถวาย
D A E
Is all You are Is all that You are Lord
ทั้งหมดพระองค์ ทั้งหมด...คือพระองค์

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผมแฟนฟุตบอลแมนยู....ดูบอลทุกสัปดาห์...คลั่งไคล้มากบาปป้าวครับ???



    "เอาละเว้ยยเฮ้ยยย วันนี้ผมตั้งใจหาทีมในไทยแลนด์ลีคเชียร์หละครับ...ผมคนไทย...ดูบอลไทย 
    ออกตัวก่อนว่า ผมดูบอลมาตั้งแต่สมัย มอ 1 เป็นแฟนแมนยูฯมายาวนานมากๆ (ปี 1989) แต่บอลไทยไม่ได้เชียร์สโมสรใดสโมสรหนึ่ง (สมัยนั้นเพื่อนๆ เชียร์ทัพฟ้าของพี่ตุ๊กปิยะพงศ์)
    แต่....หลังจากตามกระทู้บอลไทยแลนด์ลีคมาสักพักในห้องพันทิพย์นี้

    ยอมรับเลยว่า แต่ก่อนผมเคยดูบอลไทยอยู่พักนึงเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ตอนนั้นปลุกไม่ขึ้นครับ ผมเชียร์ทีมธ.กรุงเทพเพราะสนามอยู่แถวบ้านผม แต่พอตกชั้นแล้วยุบสโมสร ...โหทำร้ายจิตใจแฟนบอลมาก

    หลังจากนั้นก็ไม่ติดตามข่าวอีก แต่พอมาเข้าเว็บพันทิพย์นี้ เห็นกระแสของฟุตบอลไทยกลับมาอีกครั้ง ดูแฟนๆเชียร์กันเหนียวแน่น บรรยากาศอย่างนี้ใช้เลย.........

    ตอนนี้ก็เลยเข้าเว็บหาทีมเชียร์ใหม่ครับ... ฤดูกาลนี้ทีมในกรุงเทพฯมีแค่ 4 ทีมเอง คือ การท่าเรือ, จุฬา, บางกอก และบีอีซี เทโรฯ

    บ้านผมอยู่กรุงเทพ ใจจริงอยากไปเชียร์ที่สนามเหย้า ว่าจะเลือกทีมในกรุงเทพ ก็เลยลองไปหาประวัติอ่านในเว็บ ยังไม่โดนใจทั้ง 4ทีม ก็เลยลองดูจังหวัดใกล้ๆกรุงเทพละกัน คือ ปทุมฯและนนทบุรี

    ก็เลยตัดสินใจเลือกเชียร์ ทีมเมืองทองยูไนเต็ดครับ สนามเหย้าอยู่เมืองทองธานี ไม่ไกลเท่าไหร่ สาเหตุอาจจะเพราะ
    1. สีประจำสโมสรคือสีแดง แบบแมนยูที่ผมรัก
    2. เห็นหน้านาย บอบู๋ ฮาร์ดคอร์ของRed Army ที่นี่

    แล้วเพื่อนๆที่นี่ เชียร์ทีมอะไรอยู่ครับ ขอเหตุผลด้วย
    มาเล่าให้ฟังครับ..... หุหุ

"
นี่คือข้อความที่ผมเขียนลงในเว็บพันทิพย์ กลุ่มศุภชลาศัย ผมนอกจากมีชีวิตทั่วไปในงานรับใช้ของคริสเตียน แต่อีกมุมของชีวิตผมก็ชอบดูกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล อาจจะเป็นเพราะสมัยมัธยมผมชอบเตะฟุตบอลพลาสติก แล้วเพื่อนๆผมก็ล้วนมีทีมฟุตบอลที่ตัวเองเป็นแฟนคอยตามเชียร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตัวผมก็อยากมีมั่ง ก็เลยลองหาทีมที่ชอบดู ตอนนั้นเป็นยุคยิ่งใหญ่ของทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล หรือที่เรียกว่าทีมหงส์แดง ซึ่งเพื่อนๆของผมตามเชียร์อยู่เยอะ แต่ผมเป็นยังไงไม่รู้ ตอนนั้นมีโอกาสได้ดูฟุตบอลอังกฤษผ่านทางทีวีสีช่อง 7 มีทีมนึงแข่งด้วยหัวใจนักสู้ ตอนแรกโดนยิงนำไปก่อน แต่สุดท้ายก็มายิงตีเสมอ แล้วก็ยิงชนะช่วงใกล้หมดเวลา ซึ่งทีมนี้ก็เลยได้หัวใจผมไปตั้งแต่ตอนนั้น นั่นคือทีม "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" หรือสัญลักษณ์คือ "ปีศาจแดง"

มีคนถามว่า คริสเตียน เชียร์ทีม "ปีศาจแดง"ได้หรือ ผมมองว่าอันนั้นเป็นตัวการ์ตูน ไม่ได้สื่อเรื่องฝ่ายวิญญาณครับ ก็เหมือนกับการไหว้คน ที่จริงหลักของการไหว้แบบไทยคือ เราไหว้พระที่อยู่ในตัวของอีกฝ่ายนึง แต่ปัจจุบันไม่มีใครคิดเรื่องนี้แล้ว การไหว้ก็คือการทักทายกันธรรมดาของคนไทย ถ้าเราไปคิดเรื่องที่มาของการไหว้ คริสเตียนไทยก็ไหว้กันไม่ได้เหมือนกันเหรอครับ???

กลับมาที่คำถามว่า การติดตามเชียร์ฟุตบอล มันเป็น"รูปเคารพ"อย่างหนึ่งหรือเปล่า?

ผมจะตอบว่า ตราบใดที่เราให้พระเจ้าเป็นที่ 1 ในหัวใจ สิ่งอื่นเป็นรองไป ก็ไม่เป็นรูปเคารพหรอกครับ
พิสูจน์ได้โดย ถ้ามีฟุตบอลเตะตอนเช้าวันอาทิตย์ เราจะไปโบสถ์หรือว่าจะอยู่ดูบอลที่บ้าน.... ถ้าเราเลือกไปโบสถ์ ก็ตอบได้แล้วครับว่าอะไรคือที่ 1ในใจเรา

ผมมองว่า คริสเตียนเราสามารถมีสิ่งที่รัก ชอบได้ครับ พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราแยกตัวออกจากสังคม เป็นเหมือนฤาษี อาศรม แล้ววันๆอยู่กับการนั่งอธิษฐานอย่างเดียวทั้งชีวิต แต่พระองค์ให้เราใช้ชีวิตมนุษย์ธรรมดาที่เป็นสาวกของพระองค์อยู่ท่ามกลางคนบาป เพื่อเป็นเกลือเป็นแสงสว่างให้แก่เขา คริสเตียนยังตีกอล์ฟ ยังฟังเพลง ยังดูหนังได้ ตราบใดที่เรายังระมัดระวังไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเป็นรูปเคารพหรือสำคัญมากกว่าพระเจ้า.... (แต่ดูหนังฟังเพลงก็ต้องเลือกนะครับ อย่างหนังผี หนังโป๊ หรือเพลงDead metal บูชาซาตานก็เว้นไว้ไกลๆครับ)

แล้วคุณหละ รักหรือชอบทำอะไรบ้างครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

เพลงทั่วไป กับการนมัสการพระเจ้า

วันพรุ่งนี้ผมมีโปรแกรมต้องเดินทางไปเล่นดนตรีกับวงSYNC ที่ค่ายคริสเตียนCTTM ที่ปากช่อง โคราชครับ เล่นตอนสามทุ่ม ผมได้ขอไปว่าให้เป็นการนมัสการสำหรับวัยรุ่น หลังจากช่วงหลังกการฟื้นฟู แต่คราวนี้ผมเตรียมเพลงไป ไม่ได้เป็นเพลงคริสเตียนล้วนๆ แต่ผมได้เสริมด้วยเพลงทั่วไปเช่นของ BodySlam, Big Ass, SillyFool อีกประมาณ6เพลง

ถามว่า ในการนมัสการพระเจ้าเราใช้เพลงทั่วไป หรือที่เรียกว่าเพลง "ชาวโลก" ได้หรือเปล่า????

ส่วนตัวผมยังไม่เคยใช้เพลงทั่วไปในการนมัสการพระเจ้ามาก่อนเลยนะครับ อาจจะเป็นเพราะเพลงคริสเตียนที่แต่งเพื่อใช้ในการนมัสการพระเจ้าโดยตรงมีเยอะอยู่แล้ว แต่ผมเคยฟังเพลงทั่วไปที่พูดถึงความรัก แล้วก็นมัสการพระเจ้าไป โดยคิดถึงความรักที่มาจากพระเจ้าแทน ก็ใช้ได้นะครับสำหรับส่วนตัว

ต้องกลับมาที่คำว่า "นมัสการ" คืออะไรก่อน ทฤษฏีการนมัสการตามพระคัมภีร์คือ การก้มกราบ การถวายความเคารพ และการยกย่อง

ในปัจจุบันมีการนมัสการหลากหลายรูปแบบ ออกไปเช่น นมัสการด้วยเสียงเพลง นมัสการด้วยคำอธิษฐาน นมัสการด้วยการดำเนินชีวิต

แล้วก็เกิดเพลงคริสเตียนออกมามากมายในช่วย ศตวรรษที่ผ่านมา เกิดการนมัสการด้วยการเอาดนตรีเข้ามาผนวกจนกลมกลืนไปด้วยกัน บางเพลงมีเนื้อหาสรรเสริญ ยกย่องพระเจ้า ขอบพระคุณพระเจ้า แต่บางเพลงก็พูดถึงการหนุนใจในการดำเนินชีวิตคริสเตียน

ซึ่งจริงๆแล้ว มีคนถามว่าเพลงหนุนใจเหล่านี้ จะนำมาใช้นมัสการพระเจ้าได้หรือไม่  สำหรับความคิดเห็นของผม คือตราบใดที่จุดศูนย์กลางของการร้องเพลงนั้นๆ คือการยกย่องพระเจ้า หรือถวายเกียรติแด่พระเจ้า แม้ว่าเนื้อหาเพลงจะไม่ได้พูดถึงการยกย่อง สรรเสริญพระเจ้าโดยตรง แต่ทางอ้อม เนื้อเพลงก็ได้หนุนใจให้ผู้ร้องได้ถวายตัวแด่พระเจ้า ซึ่งก็เป็นการถวายเกียรติพระเจ้าทางอ้อมอยู่ดี ซึ่งตรงกับทฤษฎีของการ"นมัสการ" ผมว่าไม่ผิดนะครับ ดูอย่างเพลงหลายเพลงของ Hillsong ที่ใช้ร้องเป็นเพลงเร็ว ก็ใช้ในคอนเสริตนมัสการ และการนมัสการในวงกว้างทั่วไป

กลับมาที่เพลงทั่วไป ที่แต่งโดยคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าดูบ้าง อันนี้ผมมองด้วยมุมมองใหม่นะครับว่า แม้จะแต่งมาโดยไม่ใช้จุดประสงค์เพื่อการนมัสการพระเจ้า หรือหนุนใจคริสเตียน แต่หลายเพลงถ้าเราศึกษาเนื้อเพลงให้ดี ก็จะพบว่า หลายเพลงเป็นเพลงให้กำลังใจ มีมุมมองที่ไม่ขัดกับพระคัมภีร์ เราก็สามารถนำมาใช้ในการร้องสำหรับกรณีพิเศษต่างๆเช่น คอนเสริต หรือช่วงสนุกสนานในค่ายฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการเพลงที่เข้ากับวัฒนธรรมสมัยนิยมของพวกเขา (รู้กันอยูว่า ค่านิยมในการฟังเพลงวัยรุ่นจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยไวมากๆ เพลงคริสเตียนผลิตออกมาไม่ทัน) เราลองมาดูเนื้อเพลงหนึ่งของวง BodySlam ครับ



มันเกือบจะล้มมันเหนื่อยมันล้าเหมือนแทบขาดใจ
เดินมาจนท้อไม่เจอจุดหมายปลายทางที่ฝัน
จะกลับดีไหมถ้าเดินต่อไปยากเย็นขนาดนั้น ยังถามใจ

ตลอดชีวิตฉันเชื่อในสิ่งที่คิด
หรือมันจะเป็นอะไรที่ผิด และฉันเองที่หลงทาง

ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน เมื่อเดินเท่าไหร่มันก็ไปไม่ถึง

เดินต่อช้าๆไม่อยากปล่อยฝันให้มันหลุดมือ
ที่สั่งให้ฉันไปต่อก็คือความเชื่อเท่านั้น
ถ้าในวันนี้เรี่ยวแรงยังเหลือก็ยังต้องฝัน ต้องก้าวไป

ตลอดชีวิตฉันเชื่อในสิ่งที่คิด
แม้ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด จะขอทำสุดหัวใจ

ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป
แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป

ฉันท้อแท้สักกี่ทียังมีหวัง
แม้พลาดพลั้งสักกี่ครั้งยังฝันไกล
แม้ฉันล้มฉันก็คงไม่ตาย
ฉันยังไม่ตายฉันยังคงหายใจ

แม้ท้อแท้สักกี่ทียังมีหวัง
แม้พลาดพลั้งสักกี่ครั้งยังฝันไกล
แม้ฉันล้มฉันก็คงไม่ตาย
ฉันยังไม่ตายฉันยังคงหายใจ

ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป
แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป

ฉันท้อแท้สักกี่ทียังมีหวัง
แม้พลาดพลั้งสักกี่ครั้งยังฝันไกล
แม้ฉันล้มฉันก็คงไม่ตาย
ฉันยังไม่ตายฉันยังคงหายใจ

แม้ท้อแท้สักกี่ทียังมีหวัง
แม้พลาดพลั้งสักกี่ครั้งยังฝันไกล
แม้ฉันล้มฉันก็คงไม่ตาย
ฉันยังไม่ตายฉันยังคงหายใจ


จะพบว่าเพลงนี้เนื้อหาให้กำลังใจกับคนที่กำลังท้อถอย ให้ลุกขึ้นเดินต่อไป ซึ่งตามพระวจนะของพระเจ้าก็มีหนุนใจเราเยอะมากมายตามความหมายเพลงนี้เช่น อย่ากลัวเลย  เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด  เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า  เออ  เราจะช่วยเจ้า เออ  เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา (อิสยาห์41:10)

ผมมองว่า มุมมองนี้ควรเปิดกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราทำงานดนตรีกับอนุชนวัยรุ่นยุคใหม่ New Generation ถ้าเราจับประเด็นนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สำหรับการนมัสการ หรือดนตรีสำหรับวัยรุ่นคริสเตียน เราจะมีเพลงให้เลือกเยอะขึ้น แถมจับได้หัวใจของวัยรุ่นเหล่านี้ด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

เพลงนมัสการ Break Free ของ Hillsong United

วันนี้อยากพูดถึงเรื่องเพลง Break Free ของHillsong United ครับ



Break Free เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม All of Above
Released 17 March 2007
Recorded 2006
เขียนและร้องโดย Houston, Matt Crocker & Scott Ligertwood
แปลเป็นไทยโดย บัญชา โชติวรรณพร

ได้ฟังเพลงนี้เพราะมีน้องคนนึงที่ชื่อคีช่า เป็นลูกสาวของมิชชั่นนารีชาวฟิลิปปินแนะนำให้ฟัง ว่าถ้าพี่เกี๊ยงชอบเพลงเร็วๆสนุกๆ เพลงนี้น่าจะโดน พอได้ฟังก็"โดน"จริงๆครับ แต่ยอมรับว่าคำว่า "Break Free" ในเพลงนี้ทีแรกไม่เข้าใจความหมาย ทำไมถึงมีการท้าทายว่า "ทำไมคุณถึงจะไม่เบรกฟรี เบรกฟรี" ต้องให้น้องคีช่าช่วยอธิบายถึงเข้าใจ วู้ว สนุกแหะเพลงนี้ ถ้าใช้ในการนำนมัสการ จะได้ช่วยกระเทาะน้ำแข็งที่เกาะขาของผู้นมัสการหลายๆคนให้กระโดดได้บ้าง...ใครไม่เต้นไม่ได้แล้วเพลงนี้ โดดโลดดดดด

มีจังหวะที่สนุกสนาน มีท่อน Pre-Chorusที่คุ้นหู คือ So won't you Break free.. เนื้อหาบอกถึงการท้าทายให้ทุกคนเต้นโลดสนุกสนานไปกับการนมัสการพระเจ้า ปล่อยให้เป็นอิสระ 



Break Free คอร์ดพร้อมเนื้อแปลภาษาไทย 
F#m D
Would you believe me, would you listen if I told you that
เธอจะเชื่อไหม ถึงสิ่งที่ฉัน กำลังจะพูดไป
F#m D
There is a love that makes the way, it never holds you back
มีรักที่แท้จริง จะคอยนำทาง และอยู่กับเธอใกล้ๆ
Pre-Chorus
F#m
So won't you break free, won't you break free
แล้วเธอจะกล้าไหม เธอจะกล้าไหม
D
get up and dance, in His love
ลุกขึ้นเต้นโลดนมัสการ

Verse 2 
F#m
Who would have thought that?
มีใครจะคาดถึง
D
God would give his one and only Son
ว่าพระองค์ ยอมส่งพระบุตร ลงมา
F#m D
Taken a stand upon the cross to show his perfect love
ยอมตายเพื่อฉัน โดยแบกกางเขน เพื่อสำแดงความรัก
His love never ends, yeah.
แต่รักพระองค์ไม่ตาย 

Chorus 
A D E F#m
There's no escaping the truth, there's no mistaking its you
ไม่อาจหนีความเป็นจริง, เพราะทุกสิ่งคือพระองค์
D
God forever we'll get up and dance, get up and dance and praise you
แต่เพื่อพระเจ้า เราลุกขึ้นเต้นโลด ลุกขึ้นเต้นโลดนมัสการ
A D E F#m
There's no escaping your love, there's no mistaking your light
ไม่อาจหนีรักพระองค์, เดินติดตามแสงนำทาง
D
Across the world we will get up and dance, get up and dance and praise you
ไปในโลกกว้าง เราลุกขึ้นเต้นโลด ลุกขึ้นเต้นโลดนมัสการ 

Verse 3 
F#m D
Now is the time to take this freedom that has come our way
นี่คือเวลา ที่เราจะก้าวออกไป อย่างมีเสรี
F#m D
Offer our lives to see the glory of His name
และมอบชีวี ของเรา ถวายหมดแด่พระองค์ 
Bridge 
E F#m
And for all our days
หมดทั้งชีวิตของเรา
D E F#m
We are holding on, holding on to all your ways
ซึ่งเราจะยึดถือใน ยึดถือใน ทางของพระองค์
D E F#m
We are holding on, holding on to all you've said
และเราจะยึดมั่นใน ยึดมั่นใน สิ่งที่ตรัสไว้
D
and you've done
และทำ
E F#m D
We are holding on to your love
พวกเราจะเชื่อมั่นใน รักพระองค์
Now we will dance
และเราจะเต้น