วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

หินสะดุด



หินสะดุด ..... คือ บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราหยุดชะงัก


อาจไม่ใช่ การทดลองใดใด อาจไม่ใช่ การต่อต้าน


อาจไม่ใช่ สิ่งที่เรามองเห็น 'สะดุด' สิ่งเหล่านี้เรามองไม่เห็น หรือไม่ใส่ใจที่จะมอง


เราเลย 'สะดุด'


เราไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้มีผลต่อชีวิต ต่อความคิดของเรา


มันคืออะไรหล่ะ ?


บางที อาจจะเป็นเพียง 'คำพูด' ที่พร่ำบ่นต่อว่าบางสิ่งบางอย่างระหว่างวัน


บางที อาจเป็นเกมส์มันส์ๆ ที่เราใช้เวลาอยู่กับมันทั้งวัน จนละเลยหน้าที่บางอย่าง


บางที อาจเป็นนิสัยส่วนตัวบางส่วน ที่เราไม่อยากละทิ้ง แม้รู้ว่ามันไม่ถุกต้อง แต่คงซ่อนเอาไว้ก่อน


เห็นไหม ?


สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่มาจากภายนอกเลย


มาจากชีวิตภายในเราทั้งนั้น แล้ว หินสะดุดในชีวิตคุณคืออะไรหล่ะ ? .

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรียนรู้...ที่จะ 'รัก'



‘รัก’ คือ อะไร …. ? ต่างคน ต่างคิด ต่างความหมาย
‘รัก’ เพราะ … ? รักเพราะรัก มากมาย หลายเหตุผล
‘รัก’ ใคร …. ? รักเพียงแค่ … ใครบางคน
แล้ว ‘รัก’ เรา นั้นหล่ะ เป็นเช่นไร ……

วันนี้ ความรัก ของเรา คืออะไร แล้วใคร คือคนที่เรารัก ….
เพื่อนสนิท … มิตรสหาย … คนที่ดีกับเรา
หรือ… คนที่คิดร้ายเรา ?

เคยได้ยินคำกล่าวเหล่านี้ไหม ….

‘แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร
ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ’ (มัทธิว 5:46)

‘ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว
ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า
ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ’ (มัทธิว 5:47)
มันคงจะยาก…ที่จะบอกใจ ว่าให้รักคนที่เราไม่ชอบหน้า
มันคงจะยากยิ่งกว่า…ที่จะบอกใจ ว่าให้รักคนที่เราเป็นศัตรู
และ มันคงจะยากที่สุด …ที่จะบอกใจ ให้รักคนที่ทำร้ายเรา

‘แต่เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า
จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน’ (ลูกา 6:27)
‘จงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์’
(โคโลสี 3:14)
เราจะทำได้ ดังเช่น พระคริสต์ ….ไหม ?

ขอความรักของพระคริสต์ เปลี่ยนแปลงเราเถิด …
ให้วันนี้ เราเรียนรู้ …



ให้วันนี้ เราดำเนินชีวิตไปให้ถึง …ซึ่งความสมบูรณ์


ให้วันนี้ เรากลับไปสู่ความรักดั้งเดิมของพระองค์


หรืออย่างน้อย ก็อย่าให้เรา มีส่วนทำให้
ความรักนั้น … เยือกเย็นลง (มัทธิว 24:12 )

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นี่คือเวลา .... เวลาแห่งการอธิษฐาน


ในปี 1650 เยเรมีย์ เทเลอร์ ได้เขียนหนังสือชื่อ
“กฏและการกระทำของชีวิตที่บริสุทธิ์ (The Rules and Exercises of Holy Living)”
เขากล่าวเกี่ยวกับการอธิษฐานว่า


“พระคริสต์ทรงมอบฤทธิ์อำนาจของการอธิษฐานไว้ในมือมนุษย์
และคำอธิษฐานของมนุษย์ได้ช่วยให้เมืองและอาณาจักรต่างๆ รอดพ้นจากความพินาศ
คำอธิษฐานได้ชุบคนตายเป็นขึ้นสู่ชีวิต
ได้หยุดความรุนแรงของเพลิงที่เผาผลาญ
ได้ปิดปากของสัตว์ร้าย
ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของธรรมชาติ
ได้ทำให้ฝนตกในอียิปต์ และทำให้น้ำในทะเลแห้งผาก
คำอธิษฐานปกครองเหนือพระทั้งปวง
ได้หยุดดวงอาทิตย์ไม่ให้เคลื่อนไปและทำให้ดวงจันทร์หยุดโคจร
คำอธิษฐานทำให้การทนทุกข์ทรมานและความอ่อนแอของเรา
เป็นมิตรกับความรุนแรงของการทรมานและการข่มเหง
คำอธิษฐานทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย
และจัดหาทุกสิ่งที่เราต้องการและยังขาดอยู่นั้นให้แก่เรา”



วันนี้ ...

ขออย่าหยุดยั้ง และ เหินห่าง …
อย่าให้การอธิษฐาน นั้นไกลห่างจากชีวิตของเรา …
เพราะวันนี้ ...
อาจจะมีช่องว่างเล็กๆ ช่องหนึ่ง ที่คอยให้เราเป็นผู้เริ่ม…
เริ่มที่จะ … อธิษฐาน
เพียง ข้อความสั้นๆ ที่วิงวอนจากหัวใจ …
เพียง ข้อความสั้นๆ ที่เต็มล้นด้วยความเชื่อ …
เพียง แค่เป็นคน คนนั้น ที่มีใจ …. ‘อธิษฐาน’
ก็สามารถอุดช่องว่างเล็กๆ … นั้นได้
เพียงเราเริ่มต้น ... 'อธิษฐาน'
แล้ววันสุดท้ายมาถึง …
เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา
จะพบว่า …
ที่ตรงช่องว่าง … ช่องนั้น
ยังคงมีเรา..
เป็นผู้ที่หยัดยืน ...
…. และทำบางสิ่ง
… สิ่งที่เป็นชีวิต ...
… ชีวิตแห่งการอธิษฐาน

… และนี่คือ เวลา …

“เวลาแห่งการอธิษฐาน ”


... และคำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้น มีพลังมากและเกิดผล" (ยากอบ 5:16)

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

Letter to You....


ณ วันนั้น ฉันนั่งลงเขียนจดหมาย

ฉันเขียนบอกกับเธอไปว่า

“…จะให้เราทำจริงหรอ ทำไม่ได้หรอก เราก็เป็นเพียงแค่น๊อตตัวเล็กๆ ตัวนึง
สิ่งที่ให้ทำมันเกินความสามารถเกินไปนะ เอาอะไรที่ง่ายๆ กว่านี้มีไหม ส่วนสิ่งนี้ให้คนอื่นทำเถอะ …”

มันเป็นความในใจที่ฉันเขียนบอกเธอไปอย่างนั้น แล้วเวลาก็ผ่านไป…


วันนี้ ก็มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งมาถึงฉัน … … จดหมายจากเธอ นั่นเอง


Dear Blue


.... เราได้รับจดหมายจากเธอแล้วนะ

ที่เธอคิดว่าเธอเป็นเพียงน๊อตตัวนึงที่คงทำบางสิ่งบางอย่างที่เราให้ทำไม่ได้หรอก

เธอคิดถูกแล้วที่เธอเป็นน๊อตตัวนึง แต่ไม่ถูกที่คิดว่าเธอทำไม่ได้

อยากให้จำไว้นะบลู เธอต้องเรียนรู้ที่จะเข้าสนิทอยู่ในการทรงสถิตของเราโดยไม่มองดูที่ตัวเอง
เธอจะไม่สามารถฟังเสียงเราหรือพูดกับเราได้หากเธอยังมัวแต่มองดูที่ตัวเองอยู่

เพราะจะทำให้ทุกเวลาเธอรู้สึกและเหนื่อยล้ากับสิ่งที่เราเรียกให้เธอทำ

แต่ไม่ใช่เพราะความพร้อมหรือความมั่นใจว่าตัวเธอทำได้หรอกนะที่จะทำให้เราใช้เธอ

อย่ามองดูที่ความไม่พร้อมของตัวเองซิ แต่จงมองดูความเพียบพร้อมบริบูรณ์ของเรา

และหยุดต่อว่าตัวเองว่าไม่ดีพอ แต่จงมองดูความชอบธรรมของเรา
เมื่อเราใช้เธอ นั่นไม่ใช่เพราะตัวเธอ แต่เพราะเราเอง

.... เธอคงรู้สึกว่าเราไม่พอใจในหลายๆ ครั้งเมื่อเธอเริ่มมองดูที่ตัวเอง

นี่คงเป็นความไม่พอใจเดียวกับที่เรามีต่อโมเสส เมื่อเขาเริ่มบ่นถึงความไม่พรักพร้อมของตัวเอง

สิ่งเหล่านี้แสดงว่า เธอมองดูตัวเองมากกว่ามองดูเรา

เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ บางครั้งเราไม่สามารถใช้บางคนเพื่อทำบางสิ่งได้ในบางเวลา

ก็เพราะเขาไม่เห็นคุณค่าตัวเองว่าเราใช้เขาได้ ซึ่งบางทีอาจมองเป็นความถ่อมใจ

แต่เป็นความถ่อมใจอย่างผิดๆ

ซึ่งความถ่อมใจที่ผิดนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของความเย่อหยิ่งซึ่งทำให้มนุษย์ล้มลงในความบาป

ลองมองดู อาดัมและเอวาซิ พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ครบถ้วนของตัวเอง

และต้องการเป็นมากกว่าที่เราได้สร้างเขามา เขาเลยล้มลง




.... ดังนั้น

มั่นใจนะ อย่าคิดว่าทำไม่ได้

หากเราใช้ วางใจในเราซิ

ให้เราสร้างเธอในแบบที่เธอควรจะเป็น

จำไว้นะ ว่าเมื่อเราใช้เธอ

นั่นไม่ใช่เพราะตัวเธอพร้อม

แต่เพราะเรามั่นใจว่าเธอทำได้ .....

ลองมองดู ...

สิ่งเล็กๆ ที่พระเจ้าใส่ไว้ในชีวิตเรานั้นคืออะไร ?

ใช้มันออกไป ...

แม้มันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าใครเขา

แต่มันคือสิ่งที่พระเจ้าได้สร้างเรา ในแบบ ที่เราเป็น

~^_____________^~


ปล. เนื้อหาเค้าโครงดัดแปลง จากหนังสือเล่มหนึ่งที่อ่านมา แต่จำไม่ได้ว่าเล่มไหนในบ้าน ค้นเจอแล้วจะเข้ามาแจ้งที่มานะคะ
ภาพประกอบ จากค้นหาจากเว็บไซต์

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

ว่ายทวนกระแส.....

เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง
เรื่อง "มาตรฐาน"

มาตรฐานของพระเยซู กับ มาตรฐานของโลก







.. ความชอบธรรมของคริสเตียนจะต้องลึกซึ้งกว่าเพราะแทงทะลุถึงจิตใจ..
ดีไม่ดี ไม่ได้วัดที่พฤติกรรมและการกระทำภายนอกแค่นั้น
เพราะเดี๋ยวการแสร้งว่าดีนั้นมีเยอะ แต่ต้องวัดกันที่จิตใจกันเลยทีเดียว

.. ความรักของคริสเตียนจะต้องกว้างขวางกว่า เพราะรวมถึงศัตรูด้วย..
อย่ารักแค่คนน่ารัก แม้แต่คนที่เราเกลียด เราควรที่จะรักและอภัยแก่เขา
หาทางที่จะปรับความเข้าใจ เคลีย์ในสิ่งที่เป็นปัญหากัน
.. การปฏิบัติศาสนกิจของคริสเตียนต้องไม่ทำเพื่อโอ้อวดตัวเองแบบคนหน้าซื่อใจคด..
การทำอะไรเพื่อโอ้อวดก็ไม่ดีทั้งนั้นแหล่ะ
.. ไม่อธิษฐานแบบนกแก้วนกขุนทอง ต้องทำด้วยใจจริง..
ทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ

ฯลฯ


แต่ในชีวิตจริง เคยได้ยินบ่อยครั้ง กับคำว่า ‘ ก็ทำตามๆเขา ไปเถอะ ’

คือ ส่วนใหญ่เขาทำอย่างไร ก็ทำตามๆ กันไป

ซึ่งถ้าสิ่งนั้นดี ก็ดีไป แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องหล่ะ !

"ความถูกต้อง" จะถูกกลืนไปกับพฤติกรรมของ "คนส่วนใหญ่" ไหม ?
ค่านิยมที่ดีหลายอย่างถูกกลืนหายไป

และหลายอย่างที่ไม่ดีก็ถูกดูดซึมในชีวิตของคนเรา
ผ่านสื่อต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา

จนบางอาจเกิดความคิดว่า ‘ ก็ไม่เห็นว่ามันไม่ดีตรงไหนนี่ ’

แล้วอนาคต " มาตรฐาน" ในสังคมจะเป็นเช่นไร ?

เรา ... จะเป็นคนหนึ่ง
ที่ช่วยกันกำหนด มาตรฐาน
กำหนด สิ่งที่ดี อย่าให้ ความดี นั้นเลือนหายไป
.. ในรุ่นชีวิต...ของ...เรา ได้ไหม ?
(โรม 12:2) อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม