วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อ เริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน มาร่วมกันในโลกไซเบอร์ผ่าน FaceBookสิครับ



ผมคงจะไม่ได้เล่าเหตุการณ์อะไรเกี่ยวกับการจลาจลของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงระหว่างวันที่ 18-20 พค. 2010 ที่ผ่านมาเนื่องจากมีรายงานข่าวมากมายแล้ว และก็คงจะไม่ลงในเรื่องการเมืองเท่าใดนัก แต่ผมสนใจสิ่งหนึ่งที่พบเมื่อยาม "ยากลำบากด้วยกัน" ของกลุ่มคริสเตียนไทย ในอินเทอร์เน็ต

เคยมีคนพูด แสดงทรรศนะเอาไว้ว่า เหตุที่คริสเตียนในประเทศไทย ไม่ขยาย ไม่เติบโต แต่กลับอ่อนแอ เอาแต่ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ก็เพราะว่า "เมืองไทยสบาย" หรือ "คริสเตียนไทยไม่ต้องถูกข่มเหง" ซึ่งในความเห็นของผมก็เห็นด้วยครับ ถ้าคุณเคยได้อ่านวรรณกรรมคริสเตียนเล่มนึงที่เป็นเรื่องของมิชชั่นนารีที่ทำงานประกาศ ตั้งคริสตจักรในประเทศคอมมิวนิสต์ หลังม่านเหล็กในยุค 50-80 จะรู้เลยว่า คริสเตียนเหล่านั้นที่ถูกข่มเหง เข้มแข็ง และรักพระเจ้ามากแค่ไหน

ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วงปี2010 เกิดกลุ่มคริสเตียนที่สามารถรวมตัวกันในโลกอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า Social Network ผ่านทางเว็บไซต์ FackBook ซึ่งทำให้การติดต่อสื่อสารผ่านทางโลกไซเบอร์นี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้ชัดก็คือช่วงวิกฤติการณ์เผาบ้าน เผาเมืองของกลุ่มเสื้อแดง อันสร้างความตระหนกตกใจไปทั่วประเทศ แต่กลุ่มคริสเตียนที่แม้จะต่างสังกัด ต่างคริสตจักรกลับเข้ามาร่วมแรง ร่วมใจอธิษฐานพร้อมเพรียงกันผ่านทาง FaceBook ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปชมคำอธิษฐานที่บันทึกได้ตาม Link ที่ผมได้ให้ไว้นี้ (แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกของ FaceBook แล้วนะครับ)

http://www.facebook.com/photo.php?pid=1156915&id=1050206052



ช่วงวันแรกกลุ่มที่มาอธิษฐานยังมีไม่เยอะมาก แต่พอเข้าวันที่ 2 ก็มีการบอกต่อๆกัน ส่งต่อๆกันไป จนกลายเป็นกลุ่มอธิษฐานในอินเทอร์เน็ตที่ผมเชื่อว่า ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในกลุ่มคริสเตียนไทย โดยส่วนตัวของผมเองรู้สึกเลยว่า การอธิษฐานรูปแบบนี้ ไม่แตกต่างจากการไปรวมตัวอธิษฐานในที่เดียวกัน ที่ใดที่หนึ่งเลย แต่ละคนมีการเสนอหัวข้ออธิษฐาน และช่วยกันตามข่าว เช่น มีข่าวว่า ธนาคารกรุงเทพสาขาสะพานเหลืองซึ่งอยู่ใกล้ๆกับคริสตจักรสะพานเหลืองถูกวางเพลิง พวกเราก็อธิษฐานเผื่อคริสตจักรฯกัน จนในที่สุดไฟก็ดับและถูกควบคุมไว้ได้

ผมชื่นชมการที่เห็นภาพคริสเตียนต่างคริสตจักร ต่างสังกัดร่วมใจกันผ่านการอธิษฐานอย่างนี้มากเลยครับ แต่จากที่บอกว่า ทำไมจะต้องช่วงที่ "ร่วมทุกข์" ถึงจะเห็นการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ทำไมเวลาจะ "ร่วมสุข" ถึงมาสุขร่วมกันไม่ได้ครับ.... สิ่งต่อไปที่ผมอยากเห็นคริสเตียนทำร่วมกันก็คือ เห็นการ "นมัสการฟื้นฟูเป็นหนึ่งเดียวกัน"ครับ ซึ่งผมเคยเห็นในช่วงงาน "ฟื้นฟู ฤทธิ์เดช" ในช่วงปี 90 เป็นงานใหญ่ประจำปี (แต่ตอนหลังปิดตัวไปเพราะแตกแยกของคณะผู้นำ และผู้จัด) ที่ผ่านมาผมเห็นแต่ ต่างคนต่างทำ, ทำคนเดียวดังคนเดียว, ทำแล้วดัง ดังแล้วเลิกเพราะหมดแรงทำต่อ, ทำแล้วมีคนหมั่นไส้เพราะดังกว่า ฯลฯ .... อย่ามีอย่างนี้อีกเลยสำหรับงานของพระเจ้าในยุคนี้นะครับ

สงสัยต้องนัดรวมกันอธิษฐานกันอีกในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ดีไหมครับ???

ตอนนี้ใน FaceBook มีการรวมตัวคริสเตียนกว่า 1,500คนในกลุ่ม "คริสเตียนไทย" ซึ่งนำโดยอาจารย์ ดร. สุรศักดิ์ ศิษย์ธนานันท์ หรืออาจารย์กื้อ ผู้ช่วยศิษยาภิบาลคริสตจักรใจสมานวิภาวดี เป็นอาจารย์ และรุ่นพี่ของผมที่พระคริสตธรรมเพนเทคอส

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผมอยากเห็นโบสถ์คริสต์ทำได้เหมือนกับวัดพุทธ


ผมทราบข่าวอยู่เนืองๆ เกี่ยวกับโบสถ์หรือคริสตจักรต่างๆ ที่ภายนอกดูดี สวยงามเหลือเกิน แต่เบื้องหลังแล้ว ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น โดย 1ในปัญหาโลกแตกในการทำโบสถ์ก็คือ "โบสถ์ไม่มีเงิน"

ถ้าเรามองในมุมของชาวพุทธ ที่โบสถ์ก็คือ"วัด" ทางชาวพุทธนั้นจะไม่ค่อยเจอปัญหาการเงินนี้เท่าไหร่เนื่องจาก เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ ที่จำนวนพุทธศาสนิกชนอย่างต่ำๆก็ประมาณ 40-50ล้านคน วัดหลายแห่งจึงไม่ขัดสนเงิน สิ่งของ เพราะชาวบ้านทั่วไปจะทำบุญเข้าวัดตามเทศกาลอยู่เนืองๆ ยิ่งใกล้ที่ทำงานของผม จะอยู่ใกล้วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำบุญ ตั้งเป็นชื่อว่า วัด"สังฆทาน"

ผมจะยกตัวอย่างวัดนี้ แล้วเมื่อนำมาเปรียบเทียบ และสะท้อนเข้าไปในหัวอกของคริสตชนเมืองไทย จะรู้สึกด้อย และต้อยต่ำสิ้นดี ผมจะเล่าให้ฟังว่ามันเป็นอย่างไร โดยเมื่อเข้าไปในวัดนี้ ที่อยู่ริมสะพานพระราม 5 นนทบุรี จากถนนใหญ่ที่รถวิ่งกันจอแจ แต่เข้าไปเพียงแค่ 1กิโลเมตรเศษก้ได้พบกับความร่มรื่น ในพื้นที่หลายร้อยไร่ของวัด

สังเกตได้ว่ามีชาวบ้าน ชาวพุทธเข้าออกอยู่ตลอดเวลา โดยหน้าวัดก็มีสหกรณ์จำหน่ายสิ่งของทั่วไปจนของสังฆทาน เมื่อเข้าไปในวัดผ่านต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ก็จะมีทั้งสถานีวิทยุชุมชน นิตยสารของวัดแจกฟรีเป็นรายเดือน โรงทานที่มีบรรดาแม่บ้านมาผัดกับข้าวในกระทะใบใหญ่ไว้ให้กับคนที่หิวได้ทานฟรี มีห้องพักทั้งเป็นตึก ไปจนเป็นบ้านหลังเล็กๆสำหรับผู้ที่จะมาบวช
ไปจนบ้านกลางน้ำ อย่างกับรีสอร์ท ไว้สำหรับพักผ่อน พักสงบ วิปัสนา ดีจริงๆ
คนที่เข้าออกวัดนี้ ถ้าใครบวชก็จะนุ่งขาวห่มขาว อย่างรูปที่ผมถ่ายได้นี้เป็นหญิงสาววัยรุ่น น่าจะยังอยู่มหาวิทยาลัยครับ
แถมด้วยตู้ถวาย บริจาค โดยตั้งชื่อว่า "ตู้สร้างบุญ" โดยแบ่งเป็นหลายๆช่อง ใครอยากจะทำบุญสำหรับอะไร ก็ใส่ไปในช่องนั้นๆ น่าสนใจมาก
มีช่องสำหรับ ค่าน้ำ-ไฟ
เทียบกับคริสตจักร หรือโบสถ์คริสต์ในปัจจุบันที่มีสภาพดังนี้

1. ไม่เปิดทำการในวันอื่นใดนอกจากวันอาทิตย์เท่านั้น บางโบสถ์อาจจะเป็น Office ทำการของบรรดาผุ้รับใช้ในวันธรรมดา แต่ไม่ใช่สถานที่ ที่เหล่าคริสตชนจะเดินเข้าออกได้ ประตูโบสถ์จะปิดอยู่เสมอ

2. ไม่มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ พักสงบ หรืออำนวยความสะดวกแก่การอธิษฐานเลย มีแต่ห้องประชุมที่ใหญ่โอ่โถง ปิดไฟมืด ล๊อคประตู จะเปิดไว้สำหรับการแสดงธรรมเทศนาในวันอาทิตย์เท่านั้น

3. ไม่มีอาหาร น้ำ ทาน ดื่ม บริจาคสำหรับผู้ยากไร้ แม้วันอาทิตย์ก็ตาม กินกาแฟก็ต้องเสียเงินซื้อกันเอง

4. การเข้าถึงอาจารย์ ศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ เพื่อสนทนาธรรม ปรึกษาปัญหา อธิษฐานเผื่อ ฯลฯ เป็นไปได้ยาก ถ้าไม่ได้นัดหมายก่อน หรือแม้จะหาเบอร์โทรติดต่อก็ดูเป็นส่วนตัว ลึกลับเหลือเกิน อาจารย์มักจะไม่ค่อยอยู่ที่โบสถ์ ระหว่างสัปดาห์ท่านจะหายไปจากโบสถ์ เพราะท่านต้องไปรับงานประชุม สัมมนาที่อื่น จนกว่าจะเจออีกทีคือวันอาทิตย์ ไปโบสถ์ทีไร เจอแต่พนักงาน

5. โบสถ์ไม่มีกิจกรรมสำหรับวัยรุ่น วัยเรียนใดๆ ไปโบสถ์เหมือนไปดูการแสดงวันอาทิตย์ เสร็จรอบก็ทานข้าว แล้วกลับบ้าน ขาดความผูกพัน ขาดความน่าสนใจ ไปเที่ยวห้างกับเพื่อนยังดีกว่า

อื่นๆอีกมากมาย ที่ทำให้รู้สึกว่า วันนั้นที่ผมได้เข้าไปเดินในวัด สามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ความที่วัดสามารถตอบสนอง ตอบโจทย์ปัญหาของคนที่ขาดที่พึ่งทางใจ รวมไปถึงทางกายได้ดีมากกว่าโบสถ์คริสต์ ของพวกเราที่พระเยซู ทรงได้แสดงให้เห็นแล้วว่า คริสเตียน คริสตจักรต้องเป็นที่พึ่งของคนยากจน และเข้าถึงชุมชนทุกแห่ง หักขนมปังตามบ้าน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเรื่อยไป

การได้ดูสิ่งดีๆจากที่อื่น แล้วนำมาประยุกต์ใช้โดยไม่ได้ขัดกับหลักพระคัมภีร์ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมากครับ

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผู้รับใช้พระเจ้า...ก็คือคนธรรมดาที่ถูกเรียกว่าอาจารย์



ตั้งแต่เราเริ่มเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ หลายๆคนอาจจะได้รับสอน ปลูกฝังตั้งแต่เริ่มแรกเลยเกี่ยวกับเรื่องของ "สิทธิอำนาจ"ของผู้นำ หรือที่เราเรียกว่าผู้รับใช้พระเจ้า ซึ่งผู้สอนอาจจะมีเหตุผลที่ดี แรงจูงใจที่ดีที่จะให้ผู้เชื่อใหม่เหล่านี้รู้ว่า โดยพระเจ้าทรงเจิมแต่งตั้งผู้นำใดไว้ในงานของพระองค์ เราจะแตะต้องไม่ได้

“อย่าแตะต้องบรรดาผู้ที่เราเจิมไว้   อย่าทำอันตรายแก่ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายของ เรา” 1พศว.16:22

ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ผมพบว่า ภายใต้แรงจูงใจที่ดี บางครั้ง หรือหลายครั้งก็เป็นการปรามไว้ แต่เนิ่นๆว่า ผู้นำเหล่านี้ "แตะต้องไม่ได้จริงๆ" หรือ "อย่าหือกับผู้รับใช้" ..... เอาเป็นว่า ผมตั้งใจว่าเขียนบทความ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคริสเตียน" จะไม่เขียนในเชิงสอน หรือเชิงคติธรรมอะไรมากมายให้เคร่งเครียด แต่ผมจะเขียนในมุมเชิงประสบการณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการคริสเตียนมาเล่าให้ฟัง

ในภาพของความเป็นมนุษย์ หรือ คนนั้น ถ้าเรามองผ่านหมวกสถานะภาพ ที่แต่ละคนสวมเอาไว้เช่น คนบางคนสวมหมวกหลายใบ เช่นหมวกของเจ้าของธุรกิจ ,หมวกอาจารย์สอนพระคัมภีร์, หมวกกรรมการศิษย์เก่าสถาบันฯ, หมวกสามี มนุษย์คนนั้นก็คือผู้ชายคนหนึ่ง เกิดมาในโลกจะกี่ปีก็แล้วแต่ ซึ่งผู้ชายคนนี้สามารถทำ คิด พูด ใดๆก็แล้วแต่แรงจูงใจ หรือประสบการณ์ชีวิตที่ได้ผ่านมา โดยออกมาได้สองด้านคือด้านที่เป็นคุณ และด้านที่เป็นโทษได้ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงไม่มีใครหรอกครับที่ในชีวิตนี้ไม่เคยทำผิด ทำพลาด ทำชั่ว ทำบาปเลย นอกจากมนุษย์คนเดียวที่ชื่อเยซูชาวนาซาเร็ธเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อมนุษย์คนนี้ทำพลาด ทำบาป ทำผิดไปแล้ว จะไม่เกิดปัญหาเลยถ้าเขาได้สำนึกผิดได้ไว กลับใจใหม่ได้เอง แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุด ที่เกิดขึ้นในวงการคริสเตียนคือบรรดามนุษย์เหล่านี้ไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำผิดพลาด และร้ายกว่านั้นคือ มนุษย์เคสนี้ดันเป็นผู้นำหรือผู้รับใช้ฯที่ "แตะต้องไม่ได้" ยิ่งหลายคนอายุ(ความเชื่อ)มาก เป็นระดับซีเนียร์หรืออาวุโส ยิ่งไม่มีใครเอื้อมถึง

ปฏิกริยาที่บังเอิญมีคริสเตียนเป็นผู้พบเห็นว่าท่านเหล่านี้ทำพลาดมีออกมาหลายอย่างคือ
1. ไม่เชื่อว่าทำผิด เพราะท่านเหล่านี้ คือผู้รับใช้ที่ "ต้องไม่พลาด" ก็เลยไม่ทำอะไร แล้วขยี้ตาตัวเองใหม่ ว่ามองผิดหรือตาฝาดหูฝาดไป
2. เชื่อว่าทำผิดจริง แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นดีกว่า
3. เชื่อว่าทำผิดจริง เลยรวมตัวกันซุบซิบนินทากับเพื่อนสมาชิกคริสตจักร ก่อคลื่นใต้น้ำเงียบๆ ไปจนกลายเป็นคลื่นสึนามิ ถล่มผู้นำท่านนั้นจนเละ โบสถ์แตกเป็นเสี่ยงๆ

ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินครับกับการจัดการปัญหา บางคนบอกว่าก็เดินไปบอกตรงๆด้วยความรัก แต่ผลที่ออกมาถ้าท่านเชื่อฟังท่านก็ดีไป แต่ถ้าไม่เชื่อฟังท่าน อาจจะรายการอื่นๆที่ตามมาซึ่งผมจะไม่เอ่ยถึงครับ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่ชีวิตท่านในคริสตจักรจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ผมมองว่า การกันไว้ ดีกว่าแก้ทีหลังครับ ผมยังเชื่อในพลังการอธิษฐาน ตอนที่ผมรับใช้พระเจ้าเต็มเวลาเป็นศิษยาภิบาล ผมขอบคุณพระเจ้าที่ผมได้รับการอธิษฐานเผื่อจากสมาชิกหลายท่านที่มีของประทานในการอธิษฐานตลอดช่วงเวลาทีได้รับใช้ฯ ผมไม่เคยล้มลงเลยครับ จะมีผิดพลาดเล็กๆน้อยๆที่กลับใจได้ไม่อยากเท่านั้น

จึงมีคำถามกลับมายังคุณว่า วันนี้คุณอธิษฐานเผื่อผู้นำของคุณหรือยังครับ เพราะการที่ท่านล้มลง อาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณได้อธิษฐานเผื่อท่านอยู่เสมอ

อย่าคิดว่าผู้รับใช้คือ Superman ครับ เพราะแม้กระทั่งHeroนุ่งกางเกงในสีแดงไว้ข้างนอก ก็ยังแพ้คลิปตันไนท์ ผู้รับใช้ก็คือมนุษย์ธรรมดาคนนึง ที่อ่อนแอได้ ถูกล่อลวงได้ คิดผิดๆได้ ทำเลวได้ เหมือนกับคุณและคนบาปอื่นๆครับ บางท่านอาจจะแพ้ความมั่งมี, โลภ, เพศ ก็ไม่แปลกอะไร

ถ้าคุณรักผู้นำ ผุ้รับใช้พระเจ้า จงอย่าแค่พูด แต่แสดงออกด้วยการอธิษฐานเผื่อครับ

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เมื่อกลับมาอีกครั้งหนึ่ง..



เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เข้านมัสการในรอบเช้าเหมือนปกติทุกๆครั้ง ด้วยความที่เป็นคริสเตียนมานาน เรียนมาก็เยอะ เห็นอะไรมาก็แยะ จนกระทั่งกลายเป็นว่าการกระทำอะไรบางอย่างในวันอาทิตย์ กลับกลายเป็น "กิจวัตรประจำสัปดาห์" ไม่ได้น่าตื่นเต้นไปเสียทุกครั้ง ซึ่งแม้ว่าจะรู้ตัวดีก็ตามว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็น แต่ผมเข้าใจในสิ่งนี้ได้ครับ

สิ่งนี้ก็คือการที่ผมต้อง "ยอมรับความจริง" คริสเตียนต้องยอมรับความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ผู้รับใช้พระเจ้า" ก็ต้องยอมรับความจริงว่า นี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในชีวิตคริสเตียนของเรา แม้ว่าอาการที่เรียกว่า "อ่อนแรง" "อ่อนล้า" ลงนั้น บรรดานักเทศน์ที่เข้มข้น จะตะโกนบอกในตอนเทศนาอยู่เสมอว่า คริสเตียนต้อง "ร้อนรน"อยู่เสมอ แต่ก็ต้องไม่ปฏิเสธว่า แม้กระทั่งผู้นำ และเข้มแข็งที่สุด ตั้งแต่ในอดีต จนถึงปัจจุบัน และเรื่อยไปในอนาคต ล้วนเคยอ่อนแรง และพลาดมาก่อนทั้งนั้น ในพระคัมภีร์ ให้ไล่ชื่อมาก็ มีตั้งแต่ อับราฮัม ยาโคบ ดาวิด ซาโลมอน ยันเปโตร

หลังจากที่ยอมรับแล้ว ว่า คุณไม่ได้ผิดปกติหรอกครับ เหล่าคริสเตียนทุกเพศ ทุกวัน ทุกระดับความเชื่อก็ล้วนเคยเป็นอาการนี้มาทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ...เราจะทำยังไงต่อไปดี

จากประสบการณ์ ทั้งส่วนตัว และบรรดาเพื่อนฝูงในแวดวงผู้รับใช้ร่วมกันก็ดี จะมีช่วงเวลาที่นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหวตั้งแต่ 1เดือน ยันเป็นปี ซึ่งระยะเวลาใดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ สภาพแวดล้อม สถานะภาพในขณะนั้น รวมไปถึงเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ส่วนตัวและครอบครัว ก็ส่งผลทั้งนั้น แต่ให้เชื่อเถอะว่า ถ้าความเชื่อที่แต่ละท่านมี "รากฐาน"ที่มั่นคงอยู่แล้ว อาการอย่างนี้จะไม่ส่งผลไปจนกลายเป็นคนที่ "หลงหาย" หรอกครับ บรรดาท่านศิษยาภิบาล พี่เลี้ยงทั้งหลายไม่ต้องกังวลครับ แล้วผมก็ไม่แนะนำให้ท่านไป "เร่งเร้า", "ตำหนิ" หรือที่บางคนเรียกกันเพราะๆว่า "หนุนใจ"เพราะยิ่งจะไปกันใหญ่ครับ สิ่งที่ทำได้คือ "เข้าใจ" รวมไปถึง "รักษาความสัมพันธ์" ไว้จะดีกว่าครับ ผมมีเพื่อนผู้รับใช้ท่านนึง ท่านก็ไม่ได้เป็นอาการอะไรมากหรอกครับ แค่อยากนิ่ง สงบ หลังจากกำศึกทั้งกับลูกแกะก็ดี ซาตานก็ดี แต่ผู้นำท่านนั้นไม่เข้าใจ กะจะหนุนใจ แต่เบื้องลึกที่ท่านไม่ทราบกลับกลายเป็นการกดดัน จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อนของผมท่านนั้น เลยลาออกจากคณะ และคริสตจักรนั้นไปเลย...

ทุกคนมีช่วงเวลาพักสงบได้ครับ ถ้าท่านที่อ่านปัญญาจารย์ ก็จะพบว่า ผู้เขียนได้พูดถึง "วาระ" คุณและผมก็ล้วนมีวาระในแต่ละสิ่งครับ เมื่อวาระพัก จงพัก แต่วาระวิ่ง ก็วิ่งให้เต็มกำลังเท่านั้นครับ

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เมื่อกลับไปเยี่ยมพระคริสตธรรมเพนเทคอส


วันนี้ผมมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมสถาบันพระคริสตธรรมเพนเทคอส ในวันนัดพบศิษย์เก่าฯ
........ที่ๆผมได้เข้าไปศึกษาพระคัมภีร์ในระดับปริญญาโทเต็มเวลาถึง 2ปี
........ที่ๆผมเคยผูกพันมาตั้งแต่สมัยเ็ป็นอนุชน มาวิ่งเล่น ซ้อมบาส แข่งกีฬา4คริสตจักร
........ที่ๆผมได้เจอเพื่อน พี่ น้องผู้รับใช้ที่ไ้ด้รับการทรงเรียกเข้ามาศึกษาพระคัมภีร์ ผ่านทุกข์(สอบ ส่งรายงานมหาโหด) ผ่านสุข(กินไอติมหลังมื้อเที่ยงทุกวัน)
.........ที่ๆ ผมได้สร้างวีรกรรมเอาไว้เยอะขณะเรียน แม้กระทั่งวันสุดท้ายของการสอบ หลังจากสอบวิชาสุดท้ายก่อนจบ ผมตั้งใจว่าจะวิ่งรอบสถาบัน 3รอบ พร้อมตะโกนไปว่า เรียนจบแล้วๆๆ

ผมรู้สึกว่า ขณะเรียนนั้น เวลามันช่างยาวนานจริงๆ รายงานก็เยอะมากๆๆๆๆ สอบก็โหดสุดๆ และที่จำได้ดีที่สุดก็คือวิชาภาษากรีก 1 เรียนกับอาจารย์เอสรา โมทนาพระคุณ ซึ่งสอบทุกสัปดาห์ เรียนแล้วต้องกลับมาทำการบ้าน และต้องท่องศัพท์ ซึ่งเรียกได้ว่า เรียนไป ร้องไห้ไป เพราะมัันยากจริงๆ อาจารย์ท่านสอนแบบไม่อ่อนข้อให้เลย แต่ก็ขอบคุณพระเจ้า ที่การสอนอย่างเข้มข้นของท่านนั้้น ทำให้ผมมีความเข้าใจในภาษากรีกอย่างดี(ในตอนนั้้น ตอนนี้ลืมหมดต้องทวนใหม่ ฮา) และผลการสอบออกมาก็ได้ที่ 2 ของชั้น เป็นไปได้ครับ ขอบคุณพระเจ้า

แต่พอเรียนจบมาแล้ว ออกมาสู่งานรับใช้ข้างนอก ก็ยังหวนคิดว่า เรายังอยากกลับไปเรียนต่อ เรียนเพิ่มอีก เพราะชีวิตการรับใช้พระเจ้าจริงๆแล้ว มันมีอะไรมากกว่าแค่การเรียนในห้องเรียน ซึ่งผมก็เข้าใจว่า การเรียนเป็นเหมือนการลงเสาเข็ม และเทพื้นฐานให้แน่น แต่การจะทำอะไรต่อนั้น เปรียบเหมือนชีวิต และนิมิตที่แต่ละคนได้รับจากพระเจ้ามา เราต้องมาประยุกต์ใช้ ตามแนวทางของตนเองและสถานการณ์นั้นๆที่พระเจ้าให้ประสบ ซึ่งย่อมไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเมื่อฐานแน่น การไปต่อ ไปสูงขึ้นก็ไม่อันตรายอีกต่อไป

ขอบคุณครับพระเจ้าที่ผมได้มีโอกาสเรียนในขณะที่อีกหลายคนได้แค่คิด
ขอบคุณครับอาจารย์ที่เคี่ยวเข็ญผม จนจบ
ขอบคุณสถาบันฯครับที่ยังเห็นความสำคัญของระบบการศึกษาพระคัมภีร์อย่างเข้มข้นเต็มเวลา เพื่อปูฐานสำหรับผู้รับใช้มากมาย

ปล. ผมได้รับเลือกให้เป็น1ใน5กรรมการศิษย์เก่าฯครับ มีวาระ 2ปี ภาระกิจเร่งด่วนเลยคือ รวบรวมศิษย์เก่าทั้ง 38รุ่นให้กลับมาให้หมด หลังจากที่กระจัดกระจายไปจากเยรูซาเล็ม เอ้ย จากสถาบันฯ