วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เพลง Our God ของ Chris Tomlin สุโค่ยครับ



ผมเข้าไปหาเพลงใหม่ๆ จาก Billboard ของเพลงคริสเตียน พบเพลงนี้ของ Chris Tomlin ติดอันดับ 1อยู่ พอได้ฟังใน Youtube แล้ว "ขนลุก"ครับ หลับตานมัสการตามเพลงนี้ไป พบว่าเพลงนี้สามารถนำมาใช้เป็นเพลงนมัสการได้ดีมากครับ โดยส่วนตัวผมชอบท่อน Bridge ร้องแล้วได้รับพลัง และความเชื่อ ท้าทายน่าดูเลยครับ ผมอยากให้ทุกคนลองร้องดูนะครับ

ผมได้รับโอกาสร่วมกับทีม TOV แปลเพลงนี้ เลยขอใช้เวอร์ชั่นของ TOV แทนที่ผมเคยแปลด้วยตัวเองครับ สามารถติดตามผลงานการแปลเพลงนมัสการอื่นๆของทีม TOV ได้ที่ http://www.thailandonevoice.com/


Our God : Chris Tomlin

Intro :  Em  C  G  D 

        Em                  C                    G          
1.    พระองค์ทรงความอัศจรรย์      
    Water You turned into wine      
       Em                C                     G          
    มากมายสุดเกินจะบรรยาย      
    Open the eyes of the blind      
       Am7          
    จะหาผู้ใดเปรียบ      
    There's no one like You      
       Dsus          
    เหมือนพระองค์      
    None like You      
          
          
          
       Em        C                        G          
2.    ที่ใดมืดมน ทรงเป็นทาง      
    Into the darkness You shine      
       Em                          C                          G          
    พระองค์เปลี่ยนแปลง เราทั้งหลาย      
    Out of the ashes we rise      
       Am7          
    จะหาผู้ใดเปรียบ      
    There's no one like You      
       Dsus          
    เหมือนพระองค์      
    None like you      
       Em                                 C                                          
**    พระองค์ทรงเข้มแข็ง ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งไหน                                      
    Our God is greater, our God is stronger                                      
       G                                                Dsus                                          
    พระองค์อยู่เหนือทุกๆ อย่าง เกินผู้ใด                                      
    God You are higher than any other                                      
       Em                                C                                          
    พระองค์ผู้รักษา ทรงเปี่ยมด้วยฤทธา                                      
    Our God is Healer, awesome and power                                      
       G                       Dsus                                          
    พระเจ้า ของเรา                                      
    Our God, Our God                                      
                                          
                                          
                                          
       Em7                                          
B.    และถ้าพระเจ้าอยู่ข้างเรา                                      
    And if our God is for us                                      
       C2                                          
    จะมีผู้ใดหยุดยั้งเรา                                      
    Then who could ever stop us                                      
       G                                          
    และถ้าพระเจ้าอยู่ข้างเรา                                      
    And if our God is with us                                      
       Dsus/F#                     Em   C   G/B                                          
    จะมีอะไรมาต้านทาน   (**)                                      
    Then what can stand against?                                      
       Dsus                          Em  C  G  Dsus                                          
    จะมีอะไรมาต้านทาน                                      
    Then what can stand against?

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เมื่อคริสเตียนต้องย้ายโบสถ์


ประวัติศาสตร์ของคริสตจักร เริ่มในสมัยยุคพระคัมภีร์ใหม่ หลังพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จกลับสู่สวรรค์ ก็เกิดคริสตจักรขึ้น โดยยุคนั้นคริสตจักรจะเป็นลักษณะของคริสตจักรตามบ้าน หลังจากนั้นรูปแบบของคริสตจักรหรือภาษาไทยอีกคำเรียกว่า "โบสถ์"นั้นก็มีการพัฒนา วิวัฒนาการไปทุกยุคทุกสมัย หลังคริสตจักรใต้ดิน ถูกตามล่า ตามฆ่า ถูกข่มเหง มายุคกษัตริย์คอนสแตนตินที่รับให้คริสตศาสนาเป็น ศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน มีบท กฎหมายรับรอง มีประมุขคริสตจักรที่เรียกว่า สันตปาปา หรือPope ต่อมาจนอาณาจักรโรมันแบ่งแยกเป็นโรมันฝ่ายตะวันตก-ตะวันออก ศาสนจักรก็แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเช่นเดียวกัน ฯลฯ จนยุคปฏิรูปศาสนาในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ท่านมาติน ลูเธอร์ได้ทำให้เกิดนิกายที่แยกออกมาเรียกว่า โปรแตสแตนท์ และเรื่อยมาถึงยุคของเรา หลังพระเยซูประสูติ 2,000ปี

คริสตจักรถ้าตามทรรศนะของนักศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2อย่างคือ

  1. คริสตจักรสากล ซึ่งหมายถึง กลุ่มผู้ที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ เชื่อ และบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เป็นคริสตชนทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นพระกายของคริสตจักร โดยพระเยซูเป็นศีรษะ
  2. คริสตจักรท้องถิ่น อธิบายง่ายๆก็คือคริสตจักรย่อยๆตามข้อ 1 แบ่งตามภูมิลำเนา แต่ละที่ ที่แตกต่างกันออกไปในโลกใบนี้ โดยจริงๆแล้ว เหล่าคริสตชนก็จะไปรวมตัวกัน และเรียกกลุ่มของตนเองว่า คริสตจักรในชื่อต่างๆที่ตั้งกันขึ้นมา โดยคริสตจักรเหล่านั้น จะประกอบด้วย

    1. ผู้นำ หรือคณะผู้นำ 
    2. สมาชิก 
    3. สถานที่ประชุม
    4. กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ของคริสตจักร หรือเรียกอีกอย่างว่าธรรมนูญคริสตจักร

ซึ่งปกติแล้ว คริสตชนที่ไปคริสตจักรไหนเป็นประจำ จนเข้าหลักเกณฑ์ที่คริสตจักรนั้นตั้งเอาไว้เช่น
  • มาคริสตจักรอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6เดือน
  • ถวายสิบลดอย่างสัตย์ซื่อ
  • ผ่านการอบรม และบัพติสมาในน้ำแล้ว
ก็จะถือว่าเป็น "สมาชิก"คริสตจักรนั้นๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สมาชิกที่ผูกพันตัวกับคริสตจักร" ซึ่งจะส่งผลที่คริสเตียนผู้นั้นจะมีโอกาสผูกพันเสมือนเป็น 1ในครอบครัวคริสตจักร มีโอกาสได้พัฒนาของประทานในการรับใช้พระเจ้าผ่านคริสตจักรเป็นต้น

ซึ่งคริสตจักรทั้งหมดโดยส่วนใหญ่จะต้องการ "สมาชิก"ที่สัตย์ซื่อ และผูกพันตัวกับคริสตจักรอย่างยาวนานทั้งสิ้น และเหล่าคริสเตียนก็อยากอยู่ที่คริสตจักรนั้นอย่างยาวนาน ไม่ย้ายไปไหน

แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็จะพบว่ามีคริสเตียนจำนวนไม่น้อยที่ล้วนแล้วต้องเคยมีประสบการณ์การ "ย้ายโบสถ์", "เปลี่ยนคริสตจักร" และบางคน อาจจะเปลี่ยนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10คริสตจักรเสียด้วยซ้ำ ซึ่งพบว่า การย้ายคริสตจักรบ่อย ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยครับ แต่ผมก็พอจะเข้าใจคริสเตียนเหล่านี้ได้บ้างว่าเป็นอย่างไร

เหตุผลของคริสเตียนที่ย้ายโบสถ์
  1. ไม่มีความสุขในคริสตจักรที่อยู่ อาจจะเกิดจากปัญหาทะเลาะ ขัดแย้งกัน หรือไม่ก็ได้ เพราะบางท่านอยู่ไปเฉยๆ ก็รู้สึกว่า "มาโบสถ์ก็เหมือนไม่มา" เพราะไม่มีอะไรที่โบสถ์ให้น่าสนใจ หรือน่ามาเลยก็มี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วปัญหาความขัดแย้งถือเป็นสาเหตุหลักของคริสเตียนส่วนใหญ่ที่เลือกย้ายโบสถ์หนีปัญหาดีกว่า ซึ่งคริสตจักรต้องเข้าใจว่า คนที่มาคริสตจักรอย่างแรกที่ต้องการได้รับคือ "ความสุข ความสบายใจ" ถ้ามาโบสถ์แล้วไม่มีความสุข ก็ไม่รู้จะมาเพื่ออะไร มาแล้วเครียดคงไม่มีใครอยากมาแน่นอน
  2. พบปัญหาของผู้นำ หรือศิษยาภิบาล ที่อาจจะขาดความน่าเชื่อถือ หรือไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ได้คาดหวังเอาไว้ ปัญหาของผู้นำไม่ได้หมายความว่าผู้นำท่านนั้นทำผิดเสมอไป บางทีท่านไม่ได้ทำอะไรก็กลายเป็นว่า คริสเตียนรู้สึกขาดการดูแลเอาใจใส่จากผู้นำ ก็เลยคิดน้อยใจก็มี แต่อีกหลายอย่างผู้นำก็สามารถทำผิดพลาดได้ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย ไปจนถึงเรื่องใหญ่ สมาชิกที่ไม่เติบโตเพียงแค่เห็นความผิดพลาดเล็กน้อยก็สามารถทำให้หมดความศรัทธาต่อตัวผู้นำท่านนั้น จนเป็นสาเหตุให้เปลี่ยนคริสตจักรเพื่อตามหาผู้นำ(ในฝัน)คนต่อไปให้พบ และอีกส่วนใหญ่ก็เกิดจากความผิดบาปของตัวผู้นำอย่างร้ายแรง กรณีนี้อาจจะไม่ได้ย้ายแค่คนเดียว แต่จะออกมากันเป็นหมู่คณะ เกิดความระส่ำระสายในคริสตจักรได้
  3. ไม่มีที่ให้ยืนในงานรับใช้คริสตจักร คริสเตียนคนนี้อาจจะพบว่าตนเองมีของประทานแต่ไม่ได้เข้า หรือตรงกันกับนิมิตของคริสตจักร ก็เลยต้องออกมาค้นหาคริสตจักรที่มีนิมิตตรงกันกับนิมิตส่วนตัวของตนเอง การย้ายคริสตจักรประเภทนี้ก็มักจะออกมาเพียงคนเดียว หรือแค่ครอบครัวเดียวเท่านั้น
  4. อื่นๆ ที่ดูแล้วอาจจะเหมือนไม่มีเหตุผล แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ย้ายโบสถ์ได้เช่น เลิกกับแฟนที่อยู่โบสถ์เดียวกัน, ลักษณะการนมัสการไม่ถูกใจ เล่นดนตรีนมัสการรุนแรง เสียงดังเกินไป เป็นต้น
แต่ผมขอบอกเลยว่า ไม่ว่าจะสาเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ต้องย้ายโบสถ์ การย้ายโบสถ์เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตคริสเตียนอย่างหนึ่งเลยครับ เพราะปัญหาหลังการย้ายโบสถ์ที่พบมีมากมายหลือเกิน บางคนย้ายมาแล้วหลายโบสถ์ เป็นเวลาหลายเดือนจนเป็นปีก็ยังไม่สามารถหาโบสถ์ที่จะผูกพันตัวเป็นสมาชิกประจำได้ ก็กลายเป็น"คริสเตียนจร"ไป ปัญหาที่จะต้องพบคือ
  1. การผูกพันตัวใหม่กับโบสถ์ใหม่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6เดือน กว่าจะทำความรู้จักกับผู้นำ ไปจนสมาชิก และทางโบสถ์ก็ต้องรู้จักเราเช่นเดียวกัน(เพราะย้ายมา ไม่รู้ว่าย้ายเพราะเราไปสร้างปัญหาให้ที่เดิมหรือเปล่า เขาก็เลยต้องระวังและสังเกตเราอยู่สักพักเหมือนกัน)
  2. ต้องค้นหาที่ยืนในโบสถ์ใหม่ ที่ยืนในที่นี้คือ "บทบาท"ของเรา เพราะบางท่านเคยเป็นถึงผู้ปกครอง มัคนายก หรือมีส่วนในงานรับใช้ที่เดิมมา แต่พอมาที่ใหม่ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับลักษณะของนิมิต และงานรับใช้ที่ใหม่ที่ไม่เหมือนเก่า และทีมผู้นำที่โบสถ์ใหม่ก็จะคงต้องใช้เวลาสังเกตนิสัยใจคอเรา ความเติมโตฝ่ายวิญญาณ และของประทานที่เรามี เพื่อหาส่วนในงานรับใช้ที่เราจะทำได้ หรือมีบทบาทในโบสถ์ใหม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บางท่านที่ย้ายมาจากโบสถ์เดิม พกของประทานมาเต็มกระเป๋า แต่มาที่ใหม่ กว่าจะรู้ว่าที่นี่ไม่ได้มีนิมิต หรือลักษณะงานรับใช้ที่ต้องใช้ของประทานของท่านเลย ก็เสียเวลาไปหลายเดือน แล้วก็จะวนไปสู่จุด "การย้ายโบสถ์"ใหม่อีกครั้ง
  3. ไม่เป็นที่ยอมรับในแวดวงคริสเตียน เพราะแม้ว่าเราจะไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ยังไม่สามารถหาคริสตจักรที่จะผูกพันตัวได้ เราก็จะถูกคิดว่าเป็น "คริสเตียนจร" ที่ไม่ยอมผูกพันตัวกับที่ใด ก็จะส่งผลต่อภาพพจน์ของตนเองในท่ามกลางแวดวงคริสเตียนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้ามาก่อน
  4. นิมิตและของประทานที่มีอยู่อาจจะสั่นคลอนได้ เพราะพระเจ้าทรงสร้างเราอย่างมีวัตถุประสงค์ สิ่งที่เราเป็น ประสบการณ์ที่เราผ่าน ของประทานที่เรามีล้วนจะเกิดประโยชน์ต่องานของพระองค์ และคริสตจักร แต่ถ้าเราไม่สามารถหาโบสถ์ที่จะได้ใช้ของประทาน และนิมิตนั้นได้ จะทำให้เราเริ่มสงสัยตัวเราเอง สงสัยการทรงนำของพระเจ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฝ่ายวิญญาณในระยะยาวได้
  5. การเติบโตฝ่ายวิญญาณหยุดชะงัก จากเหตุผลที่กล่าวมาจะมีผลกระทบต่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน คริสเตียนไม่ควรที่จะหยุดเติบโตในฝ่ายวิญญาณ ผ่านการพัฒนาของประทาน ผ่านการรับใช้พี่น้อง รับใช้พระเจ้าผ่านคริสตจักร ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังไม่มีคริสตจักรที่ได้ผูกพันตัวอยู่เป็นสมาชิกประจำ ซึ่งในระยะยาว เมื่อไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณแล้ว อาจจะถึงกับเสื่อมถอยในความเชื่อ และพาไปสู่การหลงหายได้ในที่สุดครับ อย่าคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับท่าน เพราะผมเห็นหลงหายมาเยอะแล้วครับ ที่ว่าเข้มแข็ง และเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ไม่มีใครเข้มแข็งหรือเป็นผู้ใหญ่พอที่จะไม่หลงหาย ในเมื่อไม่ได้อยู่ในฝูงแกะของพระเยซูคริสต์
ดังนั้น ผมอยากแนะนำให้ท่านที่คิดจะเปลี่ยนหรือย้ายคริสตจักร อธิษฐานให้แน่ใจ ขอการยืนยันจากพระเจ้าชัดเจน ขอหลายรอบได้ครับไม่ผิดกฎฝ่ายวิญญาณ ดูตัวอย่างกิเดโอนขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หรือการทรงเรียกซามูเอลตอนเด็ก พระเจ้าไม่เคยเรียกครั้งเดียวครับ และผมก็ไม่เคยพูดว่า คริสเตียนที่ย้ายโบสถ์เป็นคริสเตียนที่"มีปัญหา" เพราะเหตุผลหลายๆอย่าง ถ้าเป็นพระเจ้าทรงนำท่านอย่างแท้จริงแล้ว ใครจะห้ามได้ครับ พระคัมภีร์ไม่เคยมีข้อไหนที่พระเจ้าออกกฎห้ามเปลี่ยนสถานที่นมัสการ ไม่อย่างนั้น เราทุกคนก็ต้องกลับไปที่พระวิหารซาโลมอน ณ.เยรูซาเล็มทุกสัปดาห์ 

แต่ท่านต้องค้นหาทางของพระเจ้า และวัตถุประสงค์ของพระองค์ให้พบ และเดินไปให้สุดทางที่พระเจ้าทรงตั้งเป้าใช้ท่านครับ วันใดที่พระเจ้าตรัสว่า "จงออกมา" ก็อย่าลังเลครับ ให้มั่นคง และกล้าหาญเหมือนท่านอับบราฮัมที่ออกจากเมืองเออร์ ไปสู่แผ่นดินพระสัญญาของพระเจ้า เหมือนโมเสสที่ออกนำอิสราเอลจากอียิปต์ไปสู่คะนาอัน

ส่วนท่านที่ยังหาคริสตจักรผูกพันตัวอยู่นานแล้ว ผมจะอธิษฐานเผื่อท่านครับ

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ธุรกิจขายตรง...กับคริสเตียน









จากประสบการณ์โดยตรงก็ดี ประสบการณ์จากเพื่อนฝูง ไปจนถึงอาจารย์ที่โบสถ์ก็ดีเกี่ยวกับเรื่อง "ธุรกิจขายตรง" ที่เข้ามาในคริสตจักรตั้งแต่ในสมัยเมื่อสิบปีก่อน จนปัจจุบันก็ยังมีมากกว่าเดิมเสียอีก ผมเชื่อว่าเกือบทุกคริสตจักรจะต้องเคยเผชิญ หรือกำลังเผชิญกับสิ่งนี้อยู่ ซึ่งคริสเตียนอาจจะปฏิกริยาตอบสนองหลายแบบแตกต่างกันไป ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ต่อต้าน หรือเข้าร่วมมันซะเลย ผมเลยจะมาพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังครับ

ธุรกิจขายตรง ตามความหมายก็คือ  การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระ โดยผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้น โดยแบ่งออกเป็น 2ประเภทคือ


1. ขายตรงแบบชั้นเดียว ก็คือ การขายผ่านตัวแทนจำหน่ายต่อผู้บริโภคโดยตรง ได้รับผลกำไรจากการขายปลีกให้กับลูกค้าเพียงชั้นเดียวเท่านั้น
2. ธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น (Multi- Level Marketing หรือ MLM) เป็นการขายต่อๆกันเป็นเครือข่ายหลายชั้น ผู้ขายเป็นนักขายอิสระ ไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท มีหลายแบบได้แก่ แบบไบนารี่ แบบยูนิเลเวล แบบไตรเซ็บ แบบเมตริกซ์ โดยนักขายสามารถสร้างรายได้จากการทำงาน 2 วิธีรวมกัน คือ

  1. ผลกำไรจากการขายปลีก ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาจากบริษัทกับราคาขายปลีกที่ได้ขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภค
  2. คอมมิชชั่นหรือส่วนลดตามระดับยอดขายของสินค้าหรือบริการที่มีการสั่งซื้อ (เพื่อบริโภคหรือเพื่อขายให้กับผู้ขายคนอื่นต่อๆไป) จากผู้ขายที่ได้ชักชวนเข้ามาสมัครร่วมธุรกิจในทีมขาย หรือที่เรียกว่า "สปอนเซอร์" ในระดับเป็นชั้นต่อๆไป
          จะเห็นได้ว่า หลักการของระบบการตลาดหลายชั้นคือ การที่นักขายได้รับผลตอบแทนทั้งจากที่ตนเองขายปลีก และผลตอบแทนจากการขายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักขายในกลุ่มของตนชวนมาร่วมกันขาย จนมียอดขายรวมเป็นก้อนใหญ่ จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีขีดจำกัด ซึ่งเกิดจากการสปอนเซอร์หรือชักชวนผู้อื่นมาเข้าร่วมธุรกิจอันทำให้ระบบการตลาดหลายชั้นเป็นระบบที่มีศักยภาพสูงสุดในธุรกิจขายตรงปัจจุบัน(อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ธุรกิจขายตรง)
     แล้วธุรกิจขายตรงมาเกี่ยวข้องในชีวิตคริสเตียนของเราได้อย่างไร ผมจะบอกว่าเกี่ยวอย่างมากครับ เพราะถ้าดูจากรูปแบบระบบขายตรงหลายชั้นแล้ว มันก็คือระบบเครือข่ายที่มีการหาสมาชิกต่อไปเรื่อยๆ มีการรวมกลุ่มย่อย เพื่อสร้างเสริมกำลังใจ เสริมวิธีการขาย ถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งดูแล้ว เหมือนกับระบบการประกาศฯ ระบบกลุ่มเซลของคริสเตียนเลยครับ แต่ต่างกันตรงธุรกิจขายตรงมีวัตถุประสงค์คือผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องของรายได้เป็นหลัก(บางคนอาจจะบอกว่าเกิดจากความรักเมตตา ให้ผู้ร่วมเครือข่ายมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ตาม) แต่คริสเตียนสิ่งที่ได้คือชีวิตที่ดีขึ้นของผู้เชื่อใหม่ และพระพรสำหรับผู้ประกาศเลี้ยงดู โดยไม่มีรายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่นมาเกี่ยวข้อง
     จากที่ผมอธิบายมานี้ จะดูแล้วรู้เลยว่า รูปแบบมัน "ใกล้เคียง"กันมากครับ ทั้งวิธีการ ไปจนผลประโยชน์หรือจุดมุ่งหมาย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้"ธุรกิจขายตรง"เข้ามาสู่กลุ่มคริสเตียนในคริสตจักรได้อย่างง่ายดาย เนื่องจาก มีความคล้ายในวิธีการซึ่งคริสเตียนคุ้นเคยอยู่แล้ว(การหาสมาชิกใหม่เพิ่ม) รวมไปถึงลักษณะการชักชวนที่จะนำเอาวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายที่ตรงกันก็คือ 

  1. เพื่อมีรายได้พอเพียงหาเลี้ยงชีพตนเอง
  2. เพื่อจะได้มีเวลาไปรับใช้พระเจ้ามากขึ้น กว่าการทำงานประจำเดิมๆ
  3. เป็นการดีที่ได้แนะนำให้เพื่อน หรือคนรู้จักได้ใช้สินค้าดีๆ
  4. เป็นการช่วยให้เพื่อน หรือคนรุ้จักได้มีธุรกิจ มีรายได้หาเลี้ยงชีพตนเอง และอื่นๆตามข้อ 1-3 ที่กล่าวมา

     กลุ่มคริสเตียนคริสตจักรต่างๆจึงกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ "ทรงพลัง" และ "น่าลงทุน" มากที่สุดสำหรับธุรกิจขายตรง เพราะเป็นกลุ่มคนที่เจอกันอยู่ทุกสัปดาห์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เหมาะกับการชักชวนให้ลงทุน และเข้ามาร่วมทำธุรกิจนี้ รวมไปถึงเป็นการง่ายที่จะแนะนำ ขายสินค้ากับกลุ่ม เพราะพอคนนึงใช้ อีกคนก็จะมีโอกาสซื้อไปใช้ด้วยได้ง่ายมาก
     บุคคลที่ผมเคารพรักหลายท่านเป็นผู้รับใช้อยุ่ในคริสตจักร ในแต่ละปีผมจะเห็นท่านเหล่านี้ซื้อหรือใช้สินค้าจากกลุ่มธุรกิจขายตรงเยอะมาก อาทิเช่น อาหารเสริมต่างๆ เครื่องกรองน้ำ สินค้าอุปโภค บริโภค ยาสีฟัน น้ำหอม เครื่องสำอางค์ ขนมขบเคี้ยว หมอน ยันข้าวสาร หลายท่านซื้อเพราะเกรงใจสมาชิกที่นำมาเสนอขาย แต่ก็มีบางท่านที่คิด และหวังว่าจะเข้าร่วมธุรกิจขายตรงเหล่านี้แล้ว จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ตอบสนองความต้องการตามข้อที่ 1-4 ตามที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น
     ผมไม่ได้ต่อต้านธุรกิจขายตรงครับ เพราะก็เห็นคนที่ผมรู้จักหลายท่านในคริสตจักรก็ไปได้ดีกับธุรกิจนี้ แต่ก็ต้องแลกมากับการทำงานหนักทั้งงานหลัก และงานขายตรง ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นท่านไหน มีเวลารับใช้พระเจ้ามากขึ้นเลยครับ สิ่งที่ทำให้นำมาคิดในคอลัมภ์นี้ก็คือ คริสเตียนควรจะตอบสนองกับธุรกิจขายตรงอย่างไรดีครับ ถ้ามีคนมาชักชวนในคริสตจักร และบางคนก็เป็นพี่น้องที่เป็นที่รักของท่าน ผมขอเสนอเป็นแนวทางจากประสบการณ์ส่วนตัวที่คิดว่าใช้ได้ผลครับ เพราะบางท่านก็หวังดีจริงๆ (แต่บางครั้งเราก็ไม่ต้องการ) สินค้าบางตัวดีจริง แต่ก็มีอีกเยอะที่เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือหลอกลวงมา เน้นหาเครือข่ายก็เยอะ

  1. ถ้าคุณมีเวลาในการพูดคุย ก็ให้ทางผู้แนะนำธุรกิจขายตรงท่านนั้นพูดคุยเต็มที่ แนะนำสินค้าเต็มที่เลยครับ แต่ผมจะแนะนำให้คุณโฟกัสไปยังสินค้าที่เขาขายเป็นหลัก พยายามถามข้อมูลสินค้าให้ดี ครบถ้วนครับ ถ้าเป็นพวกอาหารเสริม ก็ควรจะมี อย. ก็จะดีที่สุด เครื่องใช้อุปโภคทั่วไป ถ้ามี มอก.ก็จะช่วยให้มั่นใจในคุณภาพได้ครับ ที่ผมแนะนำในฟังในตัวสินค้าให้มาก ไม่เน้นในเรื่องรายได้ก็เพราะ ธุรกิจขายตรงทั้งสิ้นในโลกนี้ ต้องมีพื้นฐานมาจากสินค้าที่ดี มีคุณภาพ เป็นความแข็งแกร่งในเบื้องต้นครับ ถ้าสินค้าไม่ดีแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องไปคิดเลยครับ....ธุรกิจ และรายได้มันจะไปต่อไม่ได้แน่นอน รวมไปถึงคุณจะเสียเงินฟรีในของที่ไม่มีคุณค่า หรือคุณภาพด้วย
  2. ถามตัวคุณเองหรือครอบครัวของคุณว่า ถ้าซื้อสินค้านั้นมาแล้ว คุณจะได้ใช้หรือไม่ และใช้แล้วคุ้มค่ากับราคาที่ท่านจ่ายไปหรือเปล่า อย่าซื้อเพราะเห็นว่ามันดีเท่านั้น เพราะถ้าซื้อแล้วไม่ได้ใช้ ก็เหมือนท่านเอาเงินบริจาคการกุศลให้ผู้ขายสินค้าไปเปล่าๆครับ และอย่าซื้อเพราะตัดรำคาญ โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อท่านซื้อ ผู้ขายก็จะพยายามชักชวนท่านในการสมัครสมาชิกต่อ เสียเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อสินค้าแล้วจะได้รับส่วนลด ฯลฯ ท่านจะมีเรื่องเสียเงินตามมาอีกแน่นอน ผมแนะนำว่าถ้าท่านจะไม่ซื้อ ต้องใจแข็งปฏิเสธไปครับ เป็นผลดีต่อตัวคุณ และต่อผู้ขายด้วยครับ ไม่ต้องคิดว่าผู้ขายอุตส่าห์เสียเวลาเล่าสรรพคุณสินค้าตั้งนาน คุณต้องคิดว่าเป็นสิ่งที่เขาต้องลงทุน ลงแรงในการเสนอขายอยู่แล้วครับ คุณได้เปิดโอกาสให้กับเขาแล้วไงครับ
  3. ถ้าคุณได้ตัดสินใจซื้อสินค้านั้นแล้ว ก็พิจารณาตามความเหมาะสมว่า การสมัครสมาชิกนั้น เงินค่าสมัครที่จ่ายเพิ่มขึ้น กับส่วนลดที่ได้ คุ้มค่ากันไหมครับ จากการที่คุณจะมีโอกาสในการใช้สินค้านั้นซ้ำ2ในอนาคต แต่โดยส่วนใหญ่คุณจะถูกชักจูงร่วมด้วยว่า เมื่อคุณสมัครสมาชิกคุณก็จะมีสิทธิในการนำเสนอขายสินค้านั้นต่อกับคนที่คุณรู้จัก และได้รับผลกำไรเข้าบัญชีของคุณ เป็นทอดๆถ้าคุณสามารถทำเครือข่ายผู้ใช้ของคุณขึ้นมาได้ (ผมคงไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะมีเยอะมากและน่าปวดหัวครับ)

     แต่ว่าสิ่งนี้ ผมเรียกว่าเป็นการ "ขายฝัน" ซึ่งทุกคนก็มีสิทธิฝันครับไม่ได้ผิด เพียงแต่ว่า การไปถึงฝันนั้นไม่ใช่ทำได้ทุกคนครับ ยิ่งฝันการเป็นเจ้าของเครือข่ายธุรกิจขายตรงแล้ว เป็นสิ่งที่ยากครับสำหรับความคิดของผม และต้องแลกมากับการลงทุน ลงแรง ลงเวลาอย่างหนัก
     โดยประสบการณ์ส่วนตัวของผมหลังจากที่เคยลองเข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจขายตรงอยู่พักใหญ่ เมื่อสมัยยังวัยรุ่นกับธุรกิจขายตรงAmway ผมพบว่า ตัวผมเปลี่ยนไปครับ และปฏิกริยาคนรอบข้างของผมเปลี่ยนไปด้วยดังนี้

  1. ผมมักฝันบ่อยๆว่า จะได้ผลกำไรจากการขาย และหาเครือข่ายDown Line ได้จนพอเลี้ยงดูตัวเอง และตอนนั้นจะมีเวลาไปรับใช้พระเจ้าเต็มที่
  2. ผมมักจะเห็นคนรอบข้างเป็นลูกค้า และDown Line ในเวลาเดียวกัน ทั้งพี่น้องคริสเตียนก็ดี หรือเพื่อนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้าก็ดี โดยมีความคิดในหัวว่า เรากำลังนำเสนอสิ่งดีๆเข้าไปให้กับชีวิตของเขา 
  3. เมื่อได้พูดคุย ผมก็จะพยายามเปิดโอกาสในการพูดถึงความดีของสินค้า และโอกาสทางรายได้จากธุรกิจนี้ เพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า หรือสมัครเป็นสมาชิก แทนที่จะได้พูดคุยถามไถ่หนุนใจในพระคำ หรือประกาศพระกิตติคุณพระเยซูคริสต์
  4. เพื่อนคนไหนที่ปกติผมจะไม่เคยคุย หรือไม่เคยโทรติดต่อเลยก็มักจะได้รับโอกาสพูดคุยกับผมโดยแปลกประหลาดใจว่า ทั้งปีทั้งชาติ ไม่เคยเลยที่ผมจะโผล่ไปให้เห็น
  5. หลังจากนั้นผ่านไปไม่นาน ผมพบว่าเพื่อนฝูง และคนรอบข้าง มักจะหาทางเลี่ยงในการพูดคุยกับผม หรืออย่างแย่ คนเหล่านั้นก็จะบอกว่า "ยังไม่ซื้อ"

     เหตุการณ์นั้นผ่านไปนานแล้วครับ พอผมผ่านมาก็ได้กลับมาคิดมองตัวเองย้อนกลับไป พบว่ามีหลายคนที่กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกับผม ผมไม่เถียงครับว่ามีคริสเตียนดีๆอีกหลายท่านที่ทำธุรกิจขายตรงและไม่ได้เป็นอย่างผม แต่สิ่งนี้ ก็ต้องเป็นสิ่งที่คริสเตียนทุกคนต้องพิจารณาให้ดีครับ อย่าให้คำว่า"รายได้" และ"กำไร" มาแทนที่คำว่า "ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข" ที่พระเยซูได้สอนเราไว้ครับ
     ผมพบว่ามีคริสตจักรหลายแห่งกำลังประสบปัญหาสมาชิกมาขายตรงกับสมาชิกในคริสตจักร สินค้ามากมาย บางท่านไม่มีเงินก็ให้ผ่อนกันได้ จนเกิดปัญหาทางการเงิน ตามทวงหนี้กัน สินค้าบางตัวบอกว่าให้ทดลองใช้ แต่คนลองใช้นึกว่าฟรึ ตอนหลังจะมาเก็บเงินก็เกิดการทะเลาะกัน สินค้าก็ไม่ได้มีคุณภาพ และสรรพคุณตามที่โฆษณาไว้ เกิดความวุ่นวายกันในคริสตจักร จนบางโบสถ์เป็นเรื่องใหญ่ลุกเป็นไฟก็เจอมาแล้ว
     ถ้าท่านรู้สึกว่า "ธุรกิจขายตรง" ทำให้ "ความรัก"ของท่านที่มีต่อคนรอบข้าง "เยือกเย็น"ลง ผมว่าอันตรายแล้วครับ อย่างไรเสีย ปัจจุบัน ผมเลือกใช้คำว่า "การให้ เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"(กจ.20:35) เป็นหลักในการดำเนินชีวิตคริสเตียน และตอบสนองต่อธุรกิจขายตรงที่เข้ามาในชีวิตของผมผ่านคริสตจักร ที่มักจะมีมากขึ้น และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นมากกว่าสมัยก่อนเสียอีก

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ใครอยากอายุยืนบ้าง...ยกมือขึ้น

 

1 ในความปรารถนาของคนทุกยุคสมัย ทุกชนชั้นตั้งแต่ยาจกยันกษัตริย์ ก็คือ "การมีอายุยืนยาว" แม้จักรดิ์พรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้รวบรวมแผ่นดินจีนในอดีตเป็นหนึ่งเดียวก็ต้องดั้งด้นเพื่อหายา "อายุวัฒนะ"ให้ตนเองอยู่ครองความยิ่งใหญ่ไปตราบนานเท่านาน แต่แม้ท้ายสุดก็ต้องตาย โดยไม่ตายเปล่า กลับทำหลุมศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยการปั้นหุ่นดินเผากองทัพไปรับใช้ตนเองในอีกภพหนึ่งด้วย(น่าเสียดายที่พระองค์ไม่รู้ว่า อีกภพนึงเป็นอย่างไร และมีอะไรรออยู่) ...ใช่ครับ แม้ในที่สุดแล้วทุกคนก็ต้องตาย ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว แต่ทุกคนก็ย่อมไม่อยากตายเร็ว หรือจากไปก่อนวัยอันควรทั้งนั้นใช่ไหมครับ?

โดยหลักการที่จะอายุยืนนั้น จะพบว่า ในทรรศนะของพระคัมภีร์ การมีอายุยืน ถือเป็นคำอวยพรที่มาจากพระเจ้า โดยผ่านการให้เกียรติบิดา-มารดา (อพย.20:12) , (อฟ.6:1-3)

แต่นอกเหนือจากนั้น ผมก็ยังเชื่อว่า การที่เราจะมีอายุยืน ก็อยู่ที่เราดูแลตนเองอย่างไรด้วยครับ โดยอย่างที่เราทราบอยู่ว่า ร่างกายของเราเป็น"พระวิหาร"ของพระเจ้า (1 โครินธ์ 3:16) ร่างกายนี้เป็นบ้านชั่วคราว พอเราจากโลกนี้ไปเราก็ต้องทิ้งร่างกายนี้กลับคืนสู่ดินอีกครั้ง ดังนั้น เราเสมือนเป็น "ผู้อารักขา" ร่างกายนี้ที่พระเจ้าให้มาครับ เราจะเป็นดั่งคนที่สัตย์ซื่อต่อร่างกายของเรานี้ไหม

ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้ก็เหมือนรถยนต์ เป็นพาหนะที่ทำให้เราไปไหนมาไหนในโลกนี้ หรือภาษาพระคัมภีร์ที่ใช้ว่า "ไปดีมาดีในแผ่นดินโลก" ดังนั้น ร่างกายนี้ก็ต้องการดูแลรักษา ซ่อมแซมตามสิ่งที่ควรจะเป็น โดยเริ่มต้นที่

1. การรับประทานอาหารก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง เหมือนการเติมเชื้อเพลิงให้กับรถ มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า "You are what you eat" คุณจะเป็นดั่งสิ่งที่คุณกิน ถ้ากินของดีต่อสุขภาพ โปรตีน ผัก ผลไม้สด ร่างกายของคุณก็จะดีไปด้วยครับ อย่างดาเนียลเป็นตัวอย่างครับ (ดาเนียล1)

2. การพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายก็เหมือนรถ ที่ใช้งานก็ต้องมีหยุดพักครับ เวลาพักผ่อนที่เพียงพอต่อเราโดยเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 6-8ชม.นะครับ ทุกคนมีวาระครับ สำหรับผมถ้าหัวถึงหมอนแล้วเรื่องอะไรที่กังวลใจ ผมจะมอบให้กับพระเยซู การนอนในที่นี้คือการหลับสนิท หรือหลับลึกครับ

3. การขับถ่ายที่ดี รถยนต์ยังต้องมีท่อไอเสียเลยครับ แต่ร่างกายของเรานั้นก็เหมือนกัน ทั้งนี้ รวมทั้ง 2อย่างคือถ่ายหนักและถ่ายเบาครับ โดยปกติคนเราควรจะถ่ายอุจจาระสม่ำเสมอครับ อย่าทิ้งไว้นาน เพราะจะเป็นที่มาของโรคท้องผูก และริดสีดวงทวาร ลามไปเรื่อยๆครับ การขับถ่าย ค่อนข้างเกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งที่เรากินครับ ถ้าเรากินเนื้อสัตว์มากไป การถ่ายของเราจะค่อนข้างแข็งกว่าการกินเน้นที่ผัก และผลไม้อย่างเห็นได้ชัด ส่วนการปัสาวะ ก็เกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำที่สะอาดเพียงพอ ถ่ายปัสาวะอย่างสม่ำเสมอ ไม่อั้นไว้นานเพราะจะกลายเป็นโรคกระเพาะปัสาวะอักเสบได้ครับ

4. การออกกำลังกาย ถ้ารถยนต์คันไหนจอดทิ้งเอาไว้เป็นระยะเวลานาน เกิน1สัปดาห์ ทางช่างจะแนะนำว่าต้องนำรถออกมาวิ่งวอร์ม หรืออย่างน้อยก็สตาร์ทอุ่นเครื่องเอาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะส่งผลเสียต่อระบบในรถยนต์หลายๆอย่างครับ ร่างกายของเราก็เหมือนกัน คนที่รู้ดีก็คือ คนวัยทำงานอายุ 25ปีขึ้นไป แต่ก่อนสมัยเป็นวัยรุ่น วัยเรียน เราก็จะวิ่งเล่นใช้แรงค่อนข้างเยอะ สุขภาพก็จะสดชื่นไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย แต่พอเข้าวัยทำงาน ต้องนั่งเก้าอี้นานๆ กว่าจะเลิกงานกลับถึงบ้านก็หมดแรง วันอาทิตย์ก็ต้องไปโบสถ์อีก ไม่รู้จะหาเวลาไหนมาออกกำลังกาย เราจะรู้ตัวเองเลยว่าร่างกายไม่แข็งแรงและสดชื่นเหมือนสมัยเรียนหนังสือครับ

โดยตัวของผมก็เห็นได้ชัดว่า พอวัยแตะ 30ปั๊บ รอบเอวก็มาปุ๊บ มาโดยไม่ได้ขอ ไม่ได้ให้ตั้งตัว และก็ขึ้นพรวดๆ ยิ่งเผ่าพันธุ์ของผมเป็นประเภทไขมันสะสมบริเวณพุง และก้นเป็นหลัก ก็เลยทำให้กางเกงทุกตัวที่เคยใส่ได้ ต้องเก็บยาวครับ หาซื้อใหม่มาใส่เท่านั้น สร้างความลำบากให้กับคนที่ไม่ค่อยชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่อย่างผม ตอนนี้ก็เลยจัดสรรเวลาให้กับตัวเองใหม่ ผมคิดอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายถ้าจะไปวิ่งที่สวนสาธารณะ หรือต้องเสียเงินเข้าFitness(ซึ่งในอดีตเคยมาแล้ว) ไม่สามารถจัดเวลาไปได้แน่นอน เพราะข้ออ้างก็คือเหนื่อยแล้ว ไม่อยากเดินทางไปที่ไหนอีกนอกจาก "บ้าน" ก็เลยจัดการทำให้บ้าน กลายเป็นสถานที่ออกกำลังกายเสียเลย โดยจัดซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายมาไว้ที่บ้าน ตามงบประมาณที่จำเป็น ซึ่งท้ายสุด นอกจากอุปกรณ์แล้ว เราจะต้องมีความคิด"แง่บวก" ในการออกกำลังกายให้ได้ครับ ไม่เช่นนั้น อุปกรณ์ทั้งหมด จะกลายเป็นราวตากผ้าราคาแพงไปทันที

5. สุดท้ายคือ อารมณ์ และจิตใจ ซึ่งมีคำพูดว่า "จิตใจเบิกบาน คือยาขนานเอก" พยายามมีทัศนะคติในแง่บวก พึ่งพาและฝากความหวังใจไว้ในพระเจ้าครับ คุณจะพบว่า พระเจ้าทรงมีทางออกในทุกปัญหาและทุกสถานะการณ์ การเฝ้าเดี่ยว และนมัสการพระเจ้าในแต่ละวันนั้น คือคำตอบเดียวที่จะทำให้เราพบความเบิกบานอย่างถาวร มากกว่าสิ่งใดครับ ผมเป็นคนที่ขี้เกียจในการเฝ้าเดี่ยวอย่างมาก(อาจจะเหมือนหลายๆคน) แต่ก็พบว่า ยามใดที่ผมได้ใช้เวลากับพระเจ้าส่วนตัว จิตใจและความสงบ เบิกบาน ก็เข้ามาแทนที่ในจิตใจตลอดทั้งวัน เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง สันติสุขของพระคริสต์จึงไม่เหมือนสันติสุขในโลกนี้ทั้งสิ้นครับ อารมณ์ และจิตใจที่ดี จะทำให้ร่างกายของคุณดีไปด้วยครับ

ขอให้คริสเตียนทุกท่าน ที่พวกเราได้ชื่อว่าทหารเอกของกองทัพพระเยซูคริสต์ มีร่างกายแข็งแรง จิตใจมั่นคง เพื่อให้ร่างกายของคุณที่พระเจ้าประทานไว้ให้ไปต่อสู้กับซาตานศัตรูของคุณได้

(ผมตั้งเป้า จะลดพุงจาก 34 ให้เหลือ 32นิ้วในเวลา 2เดือนให้ได้ครับ อาเมน)

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สมรภูมิรบที่แท้จริงของคริสเตียน


จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง การมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ก็เริ่มส่งผลทำให้มีความแตกแยกกันอย่างชัดเจนในสังคมเรา บางคนถึงกับขนาดในครอบครัวมีความคิดเห็นอยู่คนละสีกัน ก็ทำให้เกิดปัญหามาแล้ว ซึ่งปัญหานี้ก็ไม่ยกเว้น"คริสเตียน"อย่างเราๆท่านๆด้วย

บางท่านกลับชักศึกเข้าบ้าน ทำให้สมรภูมิเกิดขึ้นในครัวเรือนตนเองเสียด้วยซ้ำ รวมไปถึงชักศึกเข้าโบสถ์ไปนั่น ล่าสุดผมพบว่า พี่น้องคริสเตียนส่วนใหญ่จะมีสีเหลือง ไปจนถึงกลุ่มเสื้อหลากสีค่อนข้างเยอะ แต่ก็พบว่ามีบางส่วน บางท่านที่เป็นสีแดงชัดเจน เช่น อาจารย์ที่ผมเคารพท่านนึง เป็นนักฟื้นฟู ก่อตั้งคริสตจักร ประกาศอย่างร้อนรน ท่านถึงขนาดผูกผ้าสีแดงที่รถของท่านประกาศตัวอย่างชัดเจน อีกท่านนึงเป็นผู้รับใช้ระดับผู้จัดการในองค์กร สถาบันพระคริสตธรรมระดับนานาชาติ มีความเป็นผู้ใหญ่ และวุฒิภาวะคริสเตียนสูงคนนึง ก็แสดงตนอย่างเงียบๆว่าเป็นแนวร่วมของสีแดง

ทั้ง 2ท่านที่ผมยกตัวอย่างมานั้น ผมเลือกที่จะไม่ถาม หรือคุย ออกความเห็นทางการเมืองกับท่านทั้ง 2 รวมไปถึงการถามถึงสาเหตุที่ท่านเลือกอยู่ฝ่ายสีแดง เวลาเราพบกันเจอหน้ากัน ก็จะหนุนใจกันในพระคำ พระวจนะพระเจ้า ถามไถ่ถึงงานรับใช้ อธิษฐานเผื่อกัน แบ่งปันประสบการณ์ในงานรับใช้ ปรึกษาหารือกันด้วยความรักอย่างแท้จริง โดยการเลือกและมองข้ามเหตุผลทางการเมืองไปเสีย เราก็จะพบว่าเกิดความสงบสุขและความรักในจิตใจอย่างแท้จริงครับ

"เสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหมายถึง เรามีสิทธิเลือกที่จะแสดงความคิดเห็น รวมไปถึง งดแสดงความคิดเห็น ต่อใครก็ได้อย่างอิสระ" ดังนั้นควรเลือกคนที่จะแสดงความคิดเห็นนะครับ

แต่ถ้ามุมกลับกัน ถ้าเราหรือคริสเตียนบางท่านเลือกที่จะเข้าไปห้ำหั่นด้านความคิดเห็นทางการเมือง แบ่งสีกัน ต้องตามล่า ตามล้าง ผลที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นสิ่งที่ร้ายแรง รุนแรงจนถึงขนาด ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ยาวนานมาหลายปี หรือถ้าเกิดในโบสถ์ในคริสตจักรแล้วหละก็ อาจถึงกับโบสถ์แตกได้ง่ายๆครับ

"ความคิดเห็นทางการเมืองก็เป็นเหมือนความเชื่อทางศาสนา มาเปลี่ยนแปลงกันโดยเถียงไม่ได้หรอกครับ"

ผมเสนอให้หันกลับมามองใหม่ครับ ว่า"สมรภูมิรบ" สงครามของพวกเราที่เป็นคริสเตียน แท้จริงแล้วอยู่ที่ไหน พระวจนะของพระเจ้าให้คำตอบไว้แล้วครับ


เอเฟซัส 6:12:
เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด   แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง   ศักดิเทพ   เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้   ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ 

ดังนั้นสนามรบของเรา ไม่ใช่เนื้อ และเลือดบนโลกใบนี้ครับ แต่เป็นพวกซาตาน วิญญาณชั่วที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นต่างหากครับ ....ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะเอาอะไรไปสู้ครับ .... ปืนผา หน้าไม้ ระเบิด มีด ขวาน ไปจนถึงการอาฆาตมาดร้าย ด่าทอกัน แช่งสาปกันนั้น เราจะเอาชนะซาตานได้หรือครับ???? คำตอบคือ ไม่ได้ แต่ถ้ายิ่งเราไม่รู้ตัว ไม่ได้สติ ไม่สงบในการใคร่ครวญให้ดี คนที่จะแพ้ก็คือพวกเรา"คริสเตียน"ทั้งหลาย ส่วนฝ่ายที่จะชนะคือ "ซาตาน"ครับ

ผมจึงอยากหนุนใจให้คริสเตียนที่กำลังตกอยู่ในความคิดที่จะตอบโต้กันด้วยความโกรธ เกลียด อาฆาต แช่งสาป ใคร่ครวญและคิดใหม่หลังจากได้อ่านคำทักท้วงของผมนะครับ

ผมคนนึงที่กลับใจใหม่ และสารภาพบาปแล้วเมื่อ3วันก่อนเขียนบทความนี้ครับ


(มีเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคริสเตียนเราใน FaceBook จากเหตุการณ์ความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ท่านนึงสีเหลือง ท่านนึงสีแดง มีการส่งข้อความตอบโต้ระหว่างกันอย่างรุนแรง โดยที่ผมซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร ต้องเข้าไปรับทราบอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจาก การเขียนอะไรก็ตามในFaceBook ท่านอื่นๆที่เป็นFriend ด้วยนั้นจะทราบทุกๆข้อความที่เขียนครับ กลายเป็นอภิสงครามแช่งสาประหว่างคริสเตียนด้วยกันที่ดูแล้ว น่าสมเพศมากครับ โดยคนอ่านทั้งหมดเป็นทั้งคริสเตียนและไม่ใช่คริสเตียนกว่าพันคนได้)