วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผมเริ่มมีความหวัง....กับการนมัสการในประเทศไทยแล้วครับ

จากเดิมแต่ก่อนที่ผมเคยเขียน เชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานะการณ์ของเพลงนมัสการในบ้านเราที่มีปัญหาของเนื้อเพลงแปลหลากหลายเวอร์ชั่นก็ดี การที่เพลงในวงการคริสเตียนค่อนข้างซ้ำซากจำเจก็ดี ผมขอบคุณพระเจ้าที่ไม่ใช่มีแต่ผมคนเดียวที่คิด แต่มีพี่น้องคริสเตียนท่านอื่นที่พระเจ้าทรงใส่ภาระใจในเรื่องนี้

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว(พฤศจิกายน) ผมได้รับข้อความทักทายมาจาก MSN ท่านหนึ่งที่แนะนำตัวว่า เป็นผู้นำนมัสการที่คริตจักรความหวังฯ ซึ่งผมก็มีน้องที่รู้จักสนิทกันอยู่ที่นั่นด้วย ท่านได้แบ่งปันนิมิตเกี่ยวกับการนมัสการในประเทศไทย และบอกว่าที่ติดต่อมาหาผมเนื่องจากได้อ่านบทความของผมที่ได้Post ลงในอินเทอร์เน็ตแล้วพบว่า มีนิมิตตรงกัน ...ผมก็ยินดีมากครับ

พี่น้องท่านนี้ชื่อว่า"โจอี้" ก็ได้นัดหมาย ติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเสียดายที่ผมไม่ได้ไปในครั้งแรก แต่ก็ทราบข่าวคราวความคืบหน้าของพันธกิจนี้ว่า ใช้ชื่อ "Thailand One Voice" ที่มีวัตถุประสงค์ให้คริสเตียนไทยนมัสการเป็นเสียงหนึ่งเดียวกัน เพลงเดียวกัน เนื้อเดียวกัน และอำนวยความสะดวก ทำตัวเป็นสื่อกลางการนมัสการในประเทศไทยผ่านทางระบบมีเดียต่างๆ รวมไปถึงการจัดงานนมัสการ คอนเสริต สัมมนา ฯลฯ

เมื่อมีการนัดหมายครั้งที่ 2 ผมก็ไม่ยอมพลาดแล้ว เมื่อเดินทางไปถึงที่ประชุมพบว่า มีพี่น้องที่ผมรู้จักคุ้นหน้าคุ้นตา และมีชื่อเสียงเรียงนามหลายท่านเกี่ยวข้องกับการนมัสการไปร่วมกันอย่างคับคั่ง ...งานนี้ไม่ธรรมดาแล้วครับ...จึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่า เหล่าคณะทำงานพันธกิจนี้ จะพางานนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่เราอยากจะเห็นร่วมกันสำหรับการนมัสการในประเทศไทยใน2-3ปีข้างหน้านี้อย่างชัดเจน...ไม่ใช่การฝันลมๆ แล้งๆอีกต่อไป

อย่างที่บอกครับว่า จากจุดเล็กๆนี้ เราจะไปให้ถึงระดับเป็นสมาคมฯเหมือนกับที่ประเทศเกาหลีใต้ งานของเรานอกจากจะเป็นศูนย์กลางแล้ว ยังเป็นส่วนสนับสนุน อำนวยความสะดวกให้กับวงการเพลงนมัสการในประเทศไทยทั้งหมด เป็นตัวแทนของทั้งประเทศในเรื่องนมัสการ ไม่ใช่แบบแต่ก่อนที่ตัวใครตัวมันอีกต่อไป ผมว่าจะไม่ใช่แค่ "One Voice"แล้ว แต่จะเป็น "One Church"ครับ คริสเตียนไทย ใจหนึ่งเดียว

ผมยินดีอธิษฐานเผื่อ และช่วยเหลือตามของประทานที่ผมมีอยู่อย่างสุดกำลังครับ

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

ลองดุ One Way เวอร์ชั่นของผมนะครับ


คือ ณ.ปีที่แล้ว เกิดอารมณ์คึก อยากสนุกหลังจากได้ฟังเพลง One Way ของ Hillsong United ก็เลยแปลเพลงนี้ด้วยตัวเองเป็นอีกเวอร์ชั่น 1 ออกมา ซึ่งตอนนั้นก็พอรู้ว่ามี One Way ที่แปลอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าไม่เคยได้ฟังครับ

ผมแปลเสร็จก็ลองมาซ้อมกันที่โบสถ์ และอัดวีดีโอถ่ายเก็บเอาไว้ และตอนหลังก็เอามาตัดต่อใส่ Sub Title เข้าไปเพื่อช่วยให้คนที่อยากร้องตามครับ

ลองชมกันดูนะครับ สนุกๆ

One Way
Key: B F# G G# A A# B C C# D D# E F F#
B
I Lay My Life Down At Your Feet
ฉันวางชีวิตลงแทบพระบาท
G#m
You're The Only One I Need
ทรงเป็นทุกอย่างที่ฉันต้องการ
F# E
I Turn To You And You Are Always There
ฉันจึงกลับมา หาที่ประทับพระองค์
B
In Troubled Times, It?s You I Seek
มีเพียงพระองค์ ที่ฉันเสาะหา
G#m
I Put You First That's All I Need
เป็นเพียงผู้เดียวที่ฉันต้องการ
F# E
I humble all I am, all to You
ฉันจึงถ่อมใจลง และร้องว่า
----------------------------------------------
B F# G#m
One Way, Jesus, You're The Only One
One Way, Jesus เป็นผู้เดียวที่ทำ
E
That I Could Live For
ให้ฉันอยู่เพื่อพระองค์
B F# G#m
One Way, Jesus, You're The Only One
One Way, Jesus เป็นผู้เดียวที่ทำ
A G#m E G#m E
That I Could Live For
ให้ฉันอยู่เพื่อพระองค์
B
You Are Always, Always There
พระนามพระองค์คือผู้ทรงเป็น
G#m
Every How And Every Where
ผู้ทรงสถิตอยู่ทุกเวลา
F# E
Your Grace Abounds So Deeply Within Me
พระคุณพระองค์ ลึกลงในใจฉัน
B
You Will Never Ever Change
ผู้ทรงไม่มีวันที่เปลี่ยนแปลง
G#m
Yesterday, Today The Same
จะเมื่อวาน วันนี้ก็ตาม
F# E
Forever 'Til Forever Meets No End
ทรงไม่เคย เปลี่ยนพระทัยตลอดไป
-------------------------------------------
B F#
You Are The Way, The Truth
ทรงเป็นทางนั้น เป็นจริง
And The Life
เป็นชีวิต
G#m E G#m
We Live By Faith And Not By Sight For You
อยู่ด้วยความเชื่อไม่ใช่ด้วยตามองเห็น
F# E
We're Living All For You
เราอยู่ก็เพื่อพระองค์

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

งานเข้าครับ...พี่น้องครับ


จากที่บอกมาก่อนแล้วว่า ผมได้รับนิมิตจากพระเจ้าในเรื่องการแต่งเพลง และแปลเพลงเมื่อสิบกว่าปีก่อนสมัยยังเป็นอนุชนเล่นกีต้าร์ก๋องแก๋ง แต่มาตอนนี้เติบโตทั้งอายุ และความเชื่อเป็นแกะวัยฉกรรจ์(ยังไม่กลางคน) พระเจ้าทรงให้ผมได้ฝึกฝนของประทานด้านนี้มากขึ้นเป็นพิเศษ

ตอนนี้ผมได้มีโอกาสเข้าเป็นสมาชิกที่คริสตจักรแห่งหนึ่งซึ่งเป็น International หมายถึงมีคนหลายเชื้อชาติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าโบสถ์นานาชาตินั่นเอง โดยตอนนี้มีกลุ่มคนไทยเป็น"ชนกลุ่มน้อย"ครับก็คือจากสมาชิกประมาณ 50คน มีคนไทยประมาณไม่ถึง 10คนครับ แต่ทางศิษยาภิบาลท่านก็หนุนใจให้ผมช่วยเป็นหลักในกลุ่มคนไทย ซึ่งประกอบด้วยลูกแกะของผมอีก 3-4คนนั้นที่แต่ละคนล้วน"ด้อย"ภาษาอังกฤษ แต่ด้วยความรักพระเจ้า และรักผมก็เลยติดสอยห้อยตามกันมา"ฝึกภาษา"ด้วยกันที่นี่

ผมเห็นปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ เพลงนมัสการที่นี่เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆครับ แถมไม่มีSub Titleช่วยคนไทยอย่างเราเลย แค่ลำพังเพลงก็แย่แล้ว เพราะมีแต่เพลงใหม่ เพลงเก่าที่ไม่เคยได้ยิน ผมก็เลยได้รับชี้แนะว่า ก็แปลมันออกมาเลยสำหรับเพลงที่ยังไม่มีเวอร์ชั่นภาษาไทย ส่วนที่มีเวอร์ชั่นภาษาไทยแล้วก็ช่วยใส่เข้าไปในโปรแกรม EasyWorship อันเป็นโปรแกรมที่ใช้เปิดเนื้อเพลงขณะนมัสการไปด้วย

ก็เลยนัดหมายกับทางผู้นำนมัสการแต่ละท่าน(ซึ่งมีแต่ฟิลิปปินส์)ว่า ทุกวันพุธช่วยส่งเพลงพร้อมเนื้อมาให้ผมทางอีเมล์ และผมจะจัดทำเนื้อภาษาไทย และส่งกลับไปเป็นไฟล์ของ EasyWorship ในคืนวันศุกร์ เพื่อที่เวลาเปิดฉายเนื้อก็นำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องไปพิมพ์เพิ่มในโปรแกรมให้เสียเวลา(เพราะผมก็มีโปรแกรมตัวในนี้คอมฯของผมเหมือนกัน จัดให้เสร็จทีเดียวไปเลย)

ดังนั้น กลายเป็นว่างานเข้าเลยครับ ผมแต่ก่อนเดือนนึงจะแปล1-2เพลง กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ สัปดาห์นึงแปล3-4เพลง ....ขอพระเจ้าช่วยด้วยครับ

แต่ยังไงก็ตามแปลออกมาได้เพลงไหนน่าสนใจผมจะเอามาลงใน www.GueenG.com พร้อมกับClip Vdo Original Version ให้ฟังไปด้วย หรือฝึกร้องตามไปด้วยก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ

วันนี้ผมเอาเพลงที่ชื่อว่า Exceeding Joy ของ Hillsong เป็นเพลงนานแล้วครับ แต่ไม่มีใครแปลเลย เพราะมากครับ ใครสนใจก็เอาไปร้องที่โบสถ์กันตามอัธยาศัยเลยครับ

Exceeding Joy
Verse 1
F C/F Bb/F F
I HAVE FOUND EXCEEDING JOY
ฉันพบความชื่นชมยินดี
                  C/F      Bb/F 
JESUS ANSWERED WHEN I CALL
พระเยซูทรงตอบยามต้องการ
      Gm7             Csus C 
THIS NAME THAT HAS SAVED ME
โดยนามนี้ที่ช่วยฉัน
Gm7                  F/C C 
PURE LOVE THAT EMBRACED ME
โอบฉันด้วยรักอันบริสุทธิ์

Verse 2
F             C/F   Bb/F F
MERCY GRACE ETERNAL LIFE
เมตตาคุณชีวิตนิรันดร์
                         C/F  Bb/F 
BOUGHT FROM DARKNESS TO HIS LIGHT
ทรงนำฉันจากความมืดมิด
       Gm7     Csus C 
WHILE LOST IN MY SIN HE
ยามฉันหลงทางในความบาป
Bb/D  Dm  Csus  Bb/C
RAISED ME AND MADE ME LIVE
ทรงฉุดดึงตัวฉันขึ้นมา

CHORUS
     F    Eb/F   Bb 
MY SOUL MAGNIFIES THE LORD
วิญญาณฉันถวายพระเจ้า
      F     Eb/F  Bb      F/A 
MY HEART JOYS IN GOD MY SAVIOR
หัวใจเต็มด้วยความชื่นบาน
    Gm7    F/C C 
FOR HE LIFTS THE LOW - LY
เมื่อทรงยกตัวฉันขึ้น
     Gm7        F/C           C 
(And) HE’S DONE GREAT THINGS FOR ME
และทรงทำการดีเพื่อฉัน
   F     Eb/F       Bb 
I WILL SING, PRAISEING EVERMORE
ฉันจึงอยากจะร้องสรรเสริญ
      Gm7   Csus C    F 
HE IS MIGHTY AND HOLY IS HIS NAME
ว่าทรงเกรียงไกร และสาธุการพระนาม

Verse 3
F                 C/F    Bb/F F
(And) I WILL LIFT MY HEAD UP HIGH
ฉันจึงยกเสียงสรรเสริญ
               C/F             Bb/F 
PRAISING JESUS THROUGH EACH TRIAL
แด่พระเยซูพระผู้ไถ่
       Gm7     Csus C 
THOUGH I HAVE NOT SEEN HIM
แม้ว่าจะมองไม่เห็นพระองค์
  Bb/D Dm   Csus Bb/C
I LOVE HIM COMPLETELY
แต่ฉันจะรักด้วยสุดดวงใจ

Instrumental
Bb   Csus    Gm Dm  Csus C  Bb    Csus C  Gm Dm  C

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

My Future Decided พร้อมเนื้อแปล และคอร์ด



เมื่อตอนที่ผมได้ฟังเพลงนี้ ของ United รู้สึกเลยว่า ต้องแปลออกมาให้ได้ครับ ยิ่งโดยเฉพาะท่อน Bridge ช่วงท้ายเพลงเป็นช่วงที่หนุนใจ และสนุกมากครับ

ลองดูละกันนะครับ

My Future Decided
Intro: C#m F#m C#m F#m D C#m A
Verse 1:
F#m
You hold the future in Your hands
ชีวิตฉันวางอยู่ในพระหัตถ์
A
You know my dreams and You have a plan
ทรงนำความฝันโดยพระองค์ตรัส
D A
and as You light my way
เพราะทรงเป็นแสง..ฉันจึง
F#m
I'll follow You
ติดตามพระองค์
Pre-Chorus:
D A
My eyes are on all of the above
ตัวฉันจึงมองไปยังเบื้องบน
F#m
My soul secure in all You've done
วิญญาณฉันอยู่ ในหัตถ์พระองค์
D
My mind's made up
และฉันตั้งใจ
A E
And You are the only one for me
ยกให้พระองค์ เป็นพระเจ้าผู้เดียว
Chorus:
A D
Jesus, Savior
พระเยซู ผู้ช่วย
F#m
In my life You are everything
ในชีวิตและในทุกๆสิ่ง
A D
My future decided
จะมอบให้วางใจ
F#m
I will Praise Your name… now I know that
ร้องสรรเสริญพระนาม(เพราะ)ฉันรู้
D A E
I am, I am Yours, yeah I know that
ฉันเป็นของ ฉันเป็นของพระองค์..(ใช่)ฉันรู้
D A E
I am, I am Yours
ฉันเป็นของ ฉันเป็นของพระองค์
Verse 2:
F#m
With all the earth in Your command
หมดทั้งโลกา อยู่ในบัญชา
A
You are the rock on which I stand
ทรงเป็นศิลา ที่ฉันศรัทธา
D A
And as I live each day
และในทุกวัน ฉันจะ
F#m
I'll follow You
ติดตามพระองค์
Interlude:
C#m F#m C#m F#m D C#m A
Yours
C#m F#m C#m F#m D C#m A
Bridge:
F#m
Not afraid not ashamed Lord we know who we are
จะไม่กลัว และไม่อาย เพราะรู้ว่าเราคือใคร
A
(We are Your people and we won’t be silent)
เราคือคริสเตียน และจะไม่ยอมนิ่งเฉย
F#m
Unified hear us cry at the top of our lungs
จงร่วมร้อง เสียงพวกพ้อง ไปยังที่ณ.เบื้องบน
A (Bm)
(You are our God and we will not be shaken) (2x)
ทรงเป็นพระเจ้า และเราจะไม่หวั่นไหว

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เมื่อผมซื้อ"ปืน"



มีคำถามว่า คริสเตียนสามารถมีอาวุธได้ไหม

หลายทัศนะก็ว่า "คริสเตียนต้องประกอบด้วยความรัก และการให้อภัย การมีปืนเป็นอันตรายและคุกคาม"

แต่สำหรับผมเชื่อในทัศนะที่ว่า "คริสเตียนมีความรัก และให้อภัย แต่ก็สามารถป้องกันตนเองและทรัพย์สินได้ตามความเหมาะสม"

ซึ่งพระเยซูก็ได้ตรัสกับสาวกในพระธรรมลูกาบทที่ 22 ขณะที่พระองค์รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย 35พระองค์จึงตรัสถามเหล่าสาวกว่า “เมื่อเราได้ใช้ท่านทั้งหลายออกไปโดยไม่มีถุงเงิน ไม่มีย่าม ไม่มีรองเท้านั้น ท่านขัดสนสิ่งใดบ้างหรือ” เขาทั้งหลายทูลตอบว่า “หามิได้” 36พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “แต่เดี๋ยวนี้ใครมีถุงเงินให้เอาไปด้วย และย่ามก็ให้เอาไปเหมือนกัน และผู้ใดที่ไม่มีดาบก็ให้ขายเสื้อคลุมของตนไปซื้อดาบ 37ด้วยเราบอกท่านทั้งหลายว่า พระวจนะซึ่งเขียนไว้แล้วนั้นต้องสำเร็จในเรา คือที่ว่า ท่านถูกนับเข้ากับคนอธรรม เพราะว่าคำพยากรณ์ที่เล็งถึงเรานั้นจะสำเร็จ” 38เขาทูลตอบว่า “พระองค์เจ้าข้า นี่แน่ะ มีดาบสองเล่ม” พระองค์ตรัสกับเขาว่า “พอแล้ว”

หมายถึงพระองค์ตรัสให้สาวกเตรียมใจรับกับความทุกข์ยาก และการข่มเหงที่จะมาถึง ดาบที่เตรียมไว้ในที่นี้ไม่ได้เอาไว้สำหรับฆ่าหรือข่มเหงผู้อื่น แต่ไว้สำหรับป้องกันตัวในยามจำเป็น พร้อมกับการเตรียมถุงเงินหรือย่าม ที่ไว้สำหรับการเดินทางไปยังที่ต่างๆในฐานะอัครสาวกุ อัครฑูตหลังจากที่พระองค์เสด็จกลับสู่สวรรค์แล้ว ในสมัยโบราณมีโจรผู้ร้ายชุกชุมตามถนนระหว่างเมือง ดังนั้น กลุ่มผู้เดินทางร่วมกัน(กองคาราวาน)จึงจำเป็นต้องมีอาวุธไว้ต่อสู้ป้องกันตัวเองจากโจร

ผมตัดสินใจซื้อ"ปืน" เนื่องจากมีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นทีบ้านผม ทั้งขโมยขึ้นบ้าน 1ครั้ง(แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ผมเห็นและไล่ไปได้ และโจรไม่มีอาวุธ) เหตุการณ์ทะเลาะวิวาท กินเหล้า รถซิ่ง หน้าบ้าน ผมจึงตั้งใจที่จะต้องมี"ปืน"สักกระบอกไว้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ในฐานะผู้อารักขาของพระเจ้า

ในประเทศไทยการครอบครองอาวุธปืนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากครับ แต่ในทางตรงกันข้ามโจรผู้ร้ายกับหาปืนได้ง่ายดายเหลือเกิน สำหรับคนที่ต้องการซื้อปืนนั้น ต้องขออนุญาตจากราชการ ต้องตรวจสอบประวัติ มีหน้าที่การงานชัดเจน มีรายได้ หลักทรัพย์ มีข้าราชการระดับ6ขึ้นไปรับรองความประพฤติ และที่สำคัญต้องไม่เคยมีคดีอาญาใดๆเลยติดตัว(แม้แค่คดีทะเลาะวิวาทก็ขอไม่ผ่านมาแล้ว) และแม้ว่าจะขออนุญาตได้แล้ว แต่ปืนก็มีราคาแพง และหาซื้อได้ยาก เนื่องจากประเทศไทยมีการจำกัด"โควต้า"นำเข้าปืนครับ ดังนั้นตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์มีน้อย อุปทานมีมาก ของก็แพงครับ

ปืนกระบอกหนึ่ง ราคามือหนึ่งหน้าร้านปืน ไม่มีต่ำกว่า 100,000บาทแล้วครับตอนนี้ ส่วนมือสองราคาไล่ตั้งแต่ 50,000บาทขึ้นไปหมด แต่ที่สำคัญคือคุณต้องขออนุญาตซื้อปืนจากทางราชการก่อนครับ(ก็ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติและเอกสารตามข้างต้นที่กล่าวมา)

ผมต้องฝากแม่ของน้องที่ผมรู้จักซึ่งเป็นอดีตตำรวจฝ่ายงานทะเบียนช่วยเดินเรื่องให้ผมในการขออนุญาต และผมก็ได้ปืนมือสองมา 1กระบอกในราคา84,000บาท สภาพ90% (แต่ราคามือหนึ่งหน้าร้านอยู่ที่ 150,000บาท)

เมื่อได้มาแล้วผมก็ตัดสินใจไปลงอบรมหลักสูตรการใช้อาวุธปืน เป็นเวลา 2วันกับทางศูนย์ฝึกยิงปืนตำรวจกองปราบฯ ที่โชคชัย4ครับ เพราะคิดว่า ถ้ามีอาวุธแต่ใช้ไม่เป็นก็ไม่มีค่า แถมถ้าถูกผู้ร้ายแย่งชิงอาวุธไปได้ก็จะกลายเป็นภัยแก่ตัวเราเองด้วยซ้ำ

นี่คือ รีวิวปืนที่ผมซื้อมาครับ http://www.gunsandgames.com/smf/index.php?topic=75007.0

และผมไปฝึกซ้อมยิงปืนที่นี่ครับ ติดตามผลงานผมได้ http://www.gun.in.th/board/index.php?topic=60230.180


วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ผมฟังเพลงนี้ แล้วน้ำตาไหล....รักประเทศไทยครับ



ระหว่างที่นั่งอ่านข่าวในเว็บไซต์อยู่ ก็มีคนแนะนำให้ลองเปิดดูคลิปเพลง Hip-Hop ที่แต่งโดยคนไทยที่ชื่อว่า "ฟักกลิ้งฮีโร่" หรือชื่อจริง ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือ กอล์ฟ ปกติผมไม่ค่อยฟังเพลงแนวนี้อยู่แล้วครับ แต่ด้วยอารมณ์กำลังเบื่อๆ ก็เลยลองฟังดู ช่วงที่เขาแร๊พๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่พอเสียงนุ่มๆของผู้ชายขึ้นในท่อน Chorus ผมหละ "ขนลุกซู่" เฮ้ยยย พี่"ธีร์ ไชยเดช" นี่หว่า เลยต้องตั้งใจฟังใหม่

ยอมรับเลยครับว่า "น้ำตาไหล" มีน้อยเพลงมากที่เป็นเพลงชาวโลกแล้วทำให้ผม "น้ำตาไหล" (แต่เพลงพระเจ้า เพลงนมัสการหลายเพลงเรียกน้ำตาผมได้เสมอครับ) คิดไปว่า "เรา" ได้ทำอะไรให้กับ "ประเทศไทย" แล้วบ้างหรือยัง เหมือนกับอีกหลายๆคนที่ยัง "สาละวน" กับชีวิตประจำวันอย่างที่เพลงนี้บอก แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลัง "ต่อสู้" เพื่อให้เราทั้งหลายนั้น "หลับสบาย" อยู่ที่3จังหวัดภาคใต้ ละติจูด 5องศา 37ลิปดา

ผมคงไม่พูดถึงตัวนักร้องหรือเพลง แต่ผมกำลังจะถามถึงคำว่า "รักประเทศไทย" ที่ได้ยิน หรือได้พูดกันจนชิน แต่จริงๆแล้ว เรา"ทำ" อะไรบ้างที่แสดงว่า "รักแผ่นดินนี้"

เพลง ราตรีสวัสดิ์
ศิลปิน ฟักกลิ้ง ฮีโร่ Featuring ธีร์ ไชยเดช


วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง
นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน
เวลาเค้ายืนเค้าแนบปืนกลไว้ข้างกาย
ทั้งที่เค้าไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน
แต่เป็นอีกคืนที่เค้าต้องออกลาดตระเวน
เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบผู้รักตัวเอง
น้อยกว่าชนในชาติไทย
เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร
ในขณะนั้น ผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตี
เสียงปืน ดังสนั่นตอนเวลาเลยเที่ยงคืนกว่า
เสียงระเบิดดังก้องกึกไปทั่วทั้งป่า
พร้อมเสียงกระสุนปืนทะลุตัวจ่า
เค้ารีบยกปืนกลข้างกายประทับบ่า
ในขณะที่ยิงสวนไปเค้าคิดแต่ว่า
ถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของชีวิต
เค้าก็ยินดีที่จะสละทุกอย่างด้วยยศอันน้อยนิด
ขอเพียงคนในชาติได้หลับสบาย
เค้าจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนฝากเพลงนี้มาให้

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน

ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น
ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง
คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬา
คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา
คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง
ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง
ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก.
ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช.
และยังไม่มีตอนจบของนิทาน
มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ
เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา
มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา
เขาตายเพื่อคนในชาติได้หลับสบาย
เขาจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนฝากเพลงนี้มาให้

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน
ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง
หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

น้ำมันแพง จะติดแก๊ส ดีป้าว???


คืองี้ครับ ช่วงนี้ผมไม่มีโอกาสอัพเดท BLog เลย มีน้องๆหลายคนก็มาถามว่า "เมื่อไหร่จะอัพๆ อยากอ่านๆ" โอ้โห ผมมีแฟนคลับกะเขาด้วย... ช่วงนี้หมกมุ่น เอ้ย ใช้เวลาไปกับกิจการอู่รถยนต์และติดตั้งแก๊สครับ มัวแต่เขียนบทความเกี่ยวกับ"รถยนต์ และระบบแก๊ส" ในเว็บไซต์ของอู่ที่ www.KagCar.com ประมาณว่า ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน๊อต ขาเป็นสกรูว์ทุกวัน จะว่างก็วันอาทิตย์ไปโบสถ์เท่านั้น ตอนบ่ายกลับมาสลบ ตื่นเช้าไปทำงานต่อ เป็นเจ้าของกิจการแต่ชีวิตชักเหมือนลูกจ้างไปทุกวัน เรื่องทั้งเรื่องก็คือ "สร้างเนื้อสร้างตัว"ครับ เพราะปีหน้าก็วางแผนจะมีลูกชายสักคน(หวังจะมีผู้ชายก่อน)

ก็เอางี้ได้ไหมครับ ขออนุญาต เขียนเรื่องเกี่ยวกับแก๊สให้อ่านนะครับ เพราะเชื่อว่าคนที่อ่านหลายๆคนก็คงจะมีรถขับ หรือนั่งรถที่คนอื่นขับ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แล้วรถที่เราไปด้วยเนี้ยะ ตอนนี้แทบจะติดแก๊สกับ50% แล้วนะครับ ชีวิตเราก็วนเวียนอยู่กับแก๊สรถยนต์ แต่ว่าความเข้าใจเกี่ยวกับระบบแก๊สรถยนต์นั้นหลายคนยังไม่มีหรือมีน้อย ผมจะมาเล่าให้ฟังก็แล้วกันครับ

1. ติดแก๊สแล้วอันตราย มันจะระเบิดหรือเปล่า.... หลายคนยังมีทัศคติหรือความเชื่อที่ว่า มีถังแก๊สอยู่ในรถ ก็เหมือนพกระเบิดไปทุกที่ ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นครับ รู้หรือเปล่าครับว่า ความแข็งแรงของถังแก๊สนั้น มีมากกว่าถังน้ำมันหลายเท่านัก ถ้าเกิดรถชนกับบริเวณท้ายรถที่มีทั้งถังแก๊ส และถังน้ำมัน เราจะพบว่า จะมีแต่ตัวถังน้ำมันที่ฉีกขาดและน้ำมันรั่วออกมาครับ แต่ตัวถังแก๊สจะไม่เป็นอะไรเลย และไม่มีแก๊สรั่วด้วยเพราะว่า วาล์วที่หัวถังแก๊สมันจะตัดทันทีถ้าไม่มีไฟฟ้าจากตัวรถมาเลี้ยงครับ ดูจากรูปข้างบนก็ได้ เขามีการทดสอบถังแก๊สด้วยวิธีการเผานั่งยาง ถังก็ไม่ระเบิดเลยครับ ไม่มีรอยตำหนิ หรือปริใดๆทั้งสิ้น ลองดูจาก Link นี้ครับ http://www.gasthai.com/article/html/270.html

2. ติดแก๊สแล้วเครื่องจะเสื่อมไว พังเร็วหรือเปล่า.... ซึ่งเป็นความเชื่อเดิมในสมัยที่การติดแก๊ส เขาติดกับแท็กซี่เท่านั้นครับ เพราะสมัยก่อนน้ำมันราคาถูก ลิตรละ8-9บาท แก๊สอยู่ที่ 4-5บาท คนเขาก็ไม่จำเป็นต้องติดแก๊ส แล้วทีนี้ รถแท็กซี่เราก็เห็นๆอยู่ วันๆนึงต้องวิ่งประมาณ 500กิโลเมตรเพื่อทำเงิน ดังนั้น วิ่งทุกวัน 365วันต่อปี ก็ปาไป 130,000กิโลเมตร วิ่ง 2-3ปีก็ต้องเปลี่ยนเครื่อง คนก็เลยมองว่าเพราะ"แก๊ส" แต่จริงๆแล้ว วิ่งขนาดนี้ ต่อให้เป็นน้ำมันเครื่องก็พังเร็ว สึกหรอเร็วอยู่แล้วครับ รถยนต์ส่วนมากเครื่องออกแบบมาให้วิ่งประมาณ 2-3แสนกิโลเมตรเท่านั้นครับ แต่มาดูในความเป็นจริงตัวแก๊สถือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดมากครับ เขาถึงเอามาเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้มในบ้านเรือน เนื่องจากมันสะอาด ไม่มีเขม่า และเผาใหม่สมบูรณ์ได้ง่ายๆ ไม่เหมือนกับน้ำมันที่มีเขม่า และพวกซัลเฟอร์กำมะถัน ดังนั้นเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สจะมีความสะอาดมากกว่าน้ำมันอย่างเห็นได้ชัดครับ พิสูจน์ได้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในแต่ละครั้ง เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน น้ำมันเครื่องเวลาเปลี่ยนออกมาจะดำปี๋ ส่วนแก๊สจะยังใสอยู่

3. ติดแก๊สแล้ว บ่าวาล์วจะสึกไวเนื่องจากมันแห้งกว่าน้ำมันที่หล่อลื่นกว่า.... อันนี้ก็เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ เพราะคนเราจะติดภาพของแก๊สจากแก๊สในครัวเรือน และน้ำมันจากพวกน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันกาดที่เป็นของเหลว แต่ในความเป็นจริง ทั้งแก๊สและน้ำมันที่ฉีดเข้าไปในเครื่องยนต์นั้น ล้วนอยู่ในสภาวะที่เป็น "ก๊าซ" ครับ หมายถึงน้ำมันเวลาฉีดเข้าไป เขาไม่ได้ฉีดน้ำมันที่เป็นของเหลวนะครับ แต่ฉีด"ไอน้ำมัน" เข้าไป และเจ้าไอที่ว่า เมื่อเทียบกับแก๊ส มันก็เหมือนกันครับ แต่ส่วนที่จะหล่อลื่นตัวบ่าวาล์วนั้นก็คือ พวก"น้ำมันเครื่อง"ที่รถทุกคนล้วนมีอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าคุณเปลี่ยนน้ำมันเครื่องรถยนต์ตามระยะที่ถูกต้อง เครื่องของคุณก็จะมีอายุการใช้งานยาวนานเป็นปกติไม่ต่างจากน้ำมัน

4. ติดแก๊สแล้ว เครื่องจะวิ่งอืดกว่าน้ำมัน.... ความเชื่อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะปัจจุบันระบบแก๊สทันสมัยขึ้นมาก แบ่งออกเป็น 2ระบบคือ ระบบดูด และระบบหัวฉีด ตัวระบบดูดก็จะจ่ายแก๊สแบบเหมือนระบบคาบูเรเตอร์ในรถสมัยก่อน อันนี้แรงม้าจะหายไปประมาณ 10-15% แต่ถ้ามาใช้ระบบหัวฉีด ที่มีการจ่ายแก๊สเหมือนระบบน้ำมัน มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการจ่ายแก๊ส เขามีการทดสอบกับเครื่องTest Car แล้วพบว่า แรงม้าและกำลังของเครื่องอยู่ครบครับ ลองไปดูที่ link นี้

แต่สำหรับผมแล้วนะครับ ข้อเสียข้อเดียวของการติดแก๊สก็คือ......

เหนื่อย และเปลืองเงินมากขึ้น..ไม่ใช่จากค่าใช้จ่ายแก๊ส แต่เปลืองเงินในการ"เที่ยว"ครับ เพราะแต่ก่อนจะไปต่างจังหวัดที ก็คิดแล้วคิดอีก ขับรถไปเชียงใหม่ค่าน้ำมันไปกลับ3-4พันบาท แต่พอติดแก๊ส เหลือแค่ไม่เกิน 1,500บาท ทีนี้ คุณศรีภรรยาก็จะรบเร้าให้พาไปเที่ยวบ่อยขึ้น เปลืองค่าเที่ยวมากครับ แต่ละสัปดาห์ก็ขับรถไปไกลๆเที่ยวไกลๆได้ แต่ก็ทำให้ผมและครอบครัวมีความสุขมากขึ้นเหมือนกัน

จริงๆอยากแนะนำให้ติดแก๊สกันนะครับ จะได้มาเหนื่อย และเปลืองเงิน กับการเที่ยวเหมือนผมครับ

พระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เมื่อต้องดูแลกลุ่มอนุชน..ลิงทะโมนในคราบลูกแกะ




ผมเพิ่งกลับจากค่ายของCTTM โดยพาบรรดาลูกลิง เอ้ย ลูกแกะทั้งหมด 6 คนไปร่วมเล่นดนตรีรอบพิเศษหลังการเทศนาตอนค่ำ โดยเดินทางตอนบ่ายวันศุกร์ และกลับตอนเที่ยงคืนวันเสาร์ที่2 พค. ถึงกรุงเทพตอนตีสาม

ผมเชื่อพระเจ้าตอนที่เป็นอนุชน และเริ่มรับใช้ตอนนั้นทันที ผมจึงโตมาในวัยอนุชนซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี มีลูกแกะถามผมวันนึงว่า ตอนสมัยผมเป็นอนุชน เรียนมหาวิทยาลัย ผมเข้าชมรมอะไรบ้าง ผมก็คิด...แล้วตอบไปว่า ผมไม่ได้เข้าชมรมอะไรเลยตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพราะกิจกรรมของผมทั้งหมด มันอยู่ที่โบสถ์หมดแล้วครับ ทั้งดนตรี ค่าย กีฬา ประกวด เยี่ยมเยียนระหว่างโบสถ์ งานประกาศ ฯลฯ มานั่งนึกๆเออ งานในโบสถ์เราตอนเป็นอนุชนเนี้ยะ มันเหมือนกับอยู่ชมรมสัก 10ชมรมได้ ทำมันทุกอย่างจริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่สนุกๆมากๆด้วยครับ เวลาที่คิดย้อนกลับไปตอนวัยรุ่นของเรา พอไปมหาวิทยาลัยก็เรียนอย่างเดียว เพราะเรียนเสร็จ ก็ต้องกลับมาเข้ากลุ่มเซลบ้าง มาซ้อมดนตรีบ้าง หรืออาจจะต้องออกไปสำรวจค่ายตอนวันหยุดสุดสัปดาห์บ้าง มีอะไรให้ทำตลอดทั้งปี ตั้งแต่มกราคมยันธันวาคม

โลกของอนุชน หรือวัยรุ่น มันเป็นโลกแห่งสีสัน และประสบการณ์ใหม่ๆจริงๆครับ โลกของเขาไม่ได้มี"กรอบ" หรือ "เวลา"มากำกับหรือบังคับ เพราะ เขาจะตื่นกี่โมงก็ได้ ไปเรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ หรือจะหาเวลาไปต่างจังหวัดสัก 3-4วันก็เป็นเรื่องธรรมดามากๆ เพียงแต่จะต้องมี "วินัย"ในการเรียนสักหน่อยที่ขาดไป2-3วันก็ต้องไปตามเลกเชอร์กับเพื่อน หรือตามส่งงานให้ครบ ก็จะไม่มีปัญหากับการเรียนเลย ไม่เหมือนพวกเราวัยทำงาน ผู้ใหญ่ ลองขาดงานไป 2-3วัน เป็นโดนเจ้านายมองตาเขียว หรือไม่ก็อาจจะเห็นซองขาวๆอยู่บนโต๊ะทำงานของเราก็ได้

เพราะฉะนั้นเวลาเราจะทำงานรับใช้กับอนุชน ก็ต้องเข้าใจโลกของเขาด้วยครับ บางทีเราผ่านช่วงเวลานั้นมานานเกินไปจนเราก็หลงลืมไปว่า ในสมัยรุ่นของเรานั้นเป็นอย่างไรไปแล้ว

บางครั้งเราก็ให้พวกเขาคิดกันนอกกรอบได้ครับ หรือว่าพาพวกเขาไปเรียนรู้ในโลกกว้าง นอกโบสถ์ พาไปออกทริป ไปต่างจังหวัด หรือบางครั้งมีงานอะไรบางอย่างก็ให้พวกเขา"คิดเอง" ดีกว่าที่เราไป"สั่ง"เขานะครับ แล้วพวกผู้ใหญ่อย่างเราก็ต้องคอยติดตามสอบถามความคืบหน้าของงาน และกรอบประเด็นที่จะต้องไม่ตกขอบเกินไป เหมือนกับเป็นคนที่คอยให้คำปรึกษาหละครับ ผมว่าเราทุกคนก็ล้วนโตมากับคำว่า"ลองถูกลองผิด" ดังนั้นบางอย่างก็ปล่อยให้เขาได้"ลองถูกลองผิด"บ้างก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ร้ายแรง เราต่างก็รู้จักลูกแกะของเราดีไม่ใช่เหรอครับ ถ้ารุ้จักดีก็ปล่อยเขาบ้าง ลูกแกะผมคนนึงยังแอบสูบบุหรี่ กินเหล้าอยู่เลยครับ มีครั้งนึงผมเห็นคาตา ก็ชี้นิ้วว่า"ไอ้พจ...สูบบุหรี่เหรอวะ" มันก็รีบแก้ตัว"ผมเครียดอะพี่" หึหึ เครียดอะไรของมันวะ แม่มอายุ 18 จะเครียดอะไรนักหนา แต่ก็ให้อภัยมัน เราทำได้ก็คืออธิษฐานเผื่อ และให้ความรักและเข้าใจมัน แต่ก็ต้องแสดงให้มันรู้ว่า "เราไม่เห็นด้วย" นะครับกับสิ่งที่ทำผิด แต่ก็ไม่ถึงกับให้อภัยไม่ได้ เชื่อไหมครับ หลังจากนั้นเป็นต้นมามันก็ไม่สูบบุหรี่อีกเลย (หรือว่าเราไม่เห็นก็ไม่รู้ ฮ่าๆ)

แต่ก็เอาเถอะครับ สมัยของผมเอง ก็ยอมรับเลยว่า เป็นอนุชนที่รักพระเจ้ามากคนนึง แต่ก็ยังมีช่วง"แรด" ไปเที่ยวRCA กับเพื่อน ถองเหล้ากันจนเมา พอตอนเช้าก็มานั่งสารภาพบาป 55 แล้วไอ้เพื่อนตัวดีตอนนั้น ปัจจุบันมันก็เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่Holy มากคนนึงครับ ผ่านมาด้วยกัน ดังนั้นการเข้าใจวัยรุ่น อนุชน ที่จะพลั้งเผลอทำบาปบ้าง ให้เราคิดซะว่า ก็ยังดีกว่ามันโกหกแล้วแอบปิดบังเรา ไปทำการฉ้อฉลต่อหน้าเป็นคนHoly แต่ลับหลังไปโกงหรือหลอกลวงคนอื่นแบบผู้รับใช้หลายท่านทำ ไม่มีบาปใดที่ให้อภัยไม่ได้ครับถ้าสารภาพบาปและกลับใจใหม่ (ยกเว้นบาปคือ การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ มัทธิว 12:31 )

ปล. ไอ้รูปลิงสองตัวเนี้ยะ มันคือลูกแกะของผมเองครับ
Posted by Picasa

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผมเพิ่งโดนพนักงานใหม่ขโมยเงินหมดลิ้นชักไปเลยครับ อะ ขอบคุณพระเจ้า





ที่ต้องขอบคุณพระเจ้าเพราะมีเหตุผลครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเปิดธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตและเช่าการ์ตูนนั้น ผมไม่เคยมีเหตุต้องขึ้นโรงพัก หรือสถานีตำรวจเลยนะครับ ตั้งแต่เกิดจนโตมาอายุ30กว่าปี แต่พอเปิดร้านเน็ต24ชม.เท่านั้น เหมือนกับผมทำงานท่ามกลางสมรภูมิมิจฉาชีพอย่างไงอย่างงั้น เจอคนแนวนี้ หรือเหตุการณ์อาชญากรรมมาตลอด 2ปีกว่าที่ผ่านมา ทั้งเกิดขึ้นกับคนอื่น และเกิดขึ้นกับตัวเอง เหมือนพระเจ้าให้ออกจากหมู่บ้านสงบสุข(แคว้นไชร์ ของพวกฮ๊อบบิทใน The Lord of the Ring) มาสู่สนามรบแนวหน้าทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ ผมต้องขึ้นโรงพักไปสังฆกรรมกับคุณตำหนวด เอ้ยตำรวจไม่ต่ำกว่า4หนดังนี้

1. เปิดร้านแค่สามวัน บังเอิญนั่งคุมร้านทำเครื่องคอมพิวเตอร์จนลืมไปว่า รถจอดอยู่หน้าร้านทั้งคืนยันเช้า ผมนอนหลับคาเก้าอี้ในร้าน ตื่นมาอีกที วิ่งมาดูรถที่จอดริมถนนหน้าร้าน โดนเจ้าแท่งสีเหลืองๆล๊อคเข้าที่ล้อหน้าเรียบร้อยแล้วครับ โหคุณตำหนวดจราจร ผมจอดรถเกินเวลาห้ามจอด ตอนตี 5ไปชั่วโมงเดียวเอง ใบสั่งอย่างเดียวก็น่าจะพอแล้วนะครับ พี่แกโหดเหลือหลาย สรุปต้องซ้อนมอเตอร์ไซต์รับจ้างไปที่สน.บางนาเช้าวันนั้นแถมเสียค่าปรับไป 400บาท ฮาเลลูยา บทเรียนบทแรกของผมก็คือ "จราจรที่นี่ดุ อย่าฝ่าฝืนกฏแม้แต่นิดเดียว" โอเคครับ ผมจะระวัง...

2. ผมมีรถมอเตอร์ไซต์ฮ้าง(เก่ามากกกกก)คันนึง ประมาณว่าสต๊าท 30ทีถึงติด(ไม่ได้โม้นะ นับทุกครั้งครับ) เสียค่าซ่อมซากไปประมาณ 5พันบาทกว่าจะเอามาขี่ได้(โล๊ะมาจากญาติแถวๆนี้) คอก็ล๊อคไม่ได้ ผมยังเคยพูดกับน้องๆเลยว่าเสียบกุญแจทิ้งไว้ยังไม่มีคนเอาเลย แต่ขอโทษครับ...ผมคิดผิด..เพราะอะไรที่มันขโมยได้ แล้วเอาไปแลกเป็นเงิน 100บาทมันก็เอาครับ วันนั้นร้านผมบังเอิญไม่ได้เปิด 24ชม.เนื่องจากไม่มีสต๊าฟกะกลางคืน ร้านจึงปิดตี 3 ผมกำลังจะเก็บร้าน ปกติผมจะล๊อคโซ่กับมอเตอร์ไซต์ไว้กับเสาไฟฟ้า (โซ่เพิ่งซื้อมาก่อนหน้า 2วัน เหมือนพระเจ้าเตือนแล้ว) แต่วันนั้นลืมล๊อคเพราะเพิ่งขี่ไปซื้อข้าวมาก่อนร้านปิด 2ชม.เอง ผมเดินมาเก็บของ เก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ เดิมออกมาอีกที มอเตอร์ไซต์ฮ้างของพ้ม มันหายไปแล้ว คลาดกันไม่ถึง 5นาที ผมรีบกลับไปดูกล้องวงจรปิด มอเตอร์ไซต์โดนลากไปทางหัว มันเป็นจุดบอดของกล้องวงจรปิด ผมเลยมองไม่เห็นหน้าขโมย แต่คาดว่า เป็นสต๊าฟเก่าที่ออกไป เพราะมันรู้มุมกล้องดีมากครับ ก็ไปโรงพักอีกในฐานะผู้เสียหาย แต่แจ้งความไว้ก็เท่านั้นครับ หายเข้ากลีบเมฆ เป็นบทเรียนบทที่ 2 คือ "อย่าประมาทกับทรัพย์สิน แม้แต่คลาดสายตาก็สูญหายได้"

3. น้องสต๊าฟผมคนนึง มีรถมอเตอร์ไซต์คันสวย Yamaha Fino แถมแต่งซะสวยเชียว ขับมาทำงาน เข้ากะตอนเช้าออกตอน 4ทุ่มทุกวัน และรู้ว่า รถมอเตอร์ไซต์ผมหาย ดังนั้นเวลาเขาจะจอดมอเตอร์ไซต์ ก็จะจอดตรงกลางหน้าร้าน ให้กล้องวงจรปิดจับภาพชัดๆ เวลานั่งทำงานจะได้สังเกตรถตัวเองได้ตลอดเวลาผ่านจอภาพ เป็นคนที่ไม่ประมาทอย่างมาก เพราะคงคิดว่า รถตัวเองสวยขนาดนี้ จอดหน้าร้านทุกวัน คงเป็นที่หมายปองของบรรดามิจฉาชีพที่พยามฉวยโอกาสที่เขาพลาด หรือเผลอสักวัน จนในที่สุด........วันนั้นก็มาถึง เจ้าน้องคนนี้ ขับรถกลับบ้านไปเอาของกิน มาของก็เลยพะรุงพะรัง พอลงจากรถมอเตอร์ไซต์ ก็เลยมัวแต่หิ้วของ จนลืมเอากูญแจออกจากรถ เสียบคาไว้อย่างนั้น ผมเช็คดูจากกล้องวงจรปิดเห็นว่า ลืมไว้ประมาณ 1ทุ่ม สัก 2ทุ่มก็มีเด็กแว็นท์ขี่มอเตอร์ไซต์มาวนเวียนหน้าร้าน แล้วก็คงเห็นว่า Finoคันสวยคันนี้มีกุญแจเสียบคาอยู่ "หวานโจร"หละ...หลังจากด่อมๆมองๆ ไอ้แว้นท์คนซ้อนท้ายก็เดินลงมาผ่านหน้าร้านไปมาสองสามรอบเพื่อให้แน่ใจว่า รถไม่มีล๊อคล้ออย่างอื่นอยู่ พอสบโอกาส มันก็จัดการขึ้นคร่อม แล้วเข็นออกไปสต๊าทที่ข้างร้านแล้วก็..............หายไปกับโจรครับ กว่าไอ้น้องเจ้าของรถจะรู้ตัว ก็อีกประมาณ ชั่วโมง ตอนแรกไม่เห็นมอเตอร์ไซต์ก็นึกว่าเพื่อนยืมขี่ไป พอถามก็ไม่ใช่ สรุปมาดูกล้องวงจรปิด โจรเอาไปนี่เอง............เศร้าไปตามระเบียบครับ.......หุหุ ผมก็ไปโรงพักเป็นเพื่อนแจ้งความให้มัน สงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ผมมีบทเรียนมาแล้วอะ เข็ด แต่มันดันลืมกุญแจเอง ช่วยไม่ได้ เสร็จโจรครับ บทเรียนที่ 3 สอนไว้ว่า "แม้จะระวังแล้ว แต่ถ้าเผลอครั้งเดียว โจรก็ยิ้ม"

4. น้องชายของแฟนผม ทำธุรกิจรับซื้อ-ขาย-จำนำมอเตอร์ไซต์ ก็จะมีรถมอเตอร์ไซต์วนเวียนเข้าออกร้านเยอะมาก แต่ก่อนก็จะจอดหน้าร้านนั่นแหละ ก็จะเป็นที่ต้องตา ต้องใจโจรมาก หลังจากทราบข่าวว่า รถมอเตอร์ไซต์หายไป 2คันแล้วจากหน้าร้านผม (ชุมทางโจร ก็ว่าได้) เจ้าน้องคนนี้ก็ตั้งใจว่าของมันจะต้องไม่เป็น"เหยื่อรายต่อไป" ก็จัดแจงหาโซ่ หากุญแจมาล๊อคล้อทุกคัน.....ซึ่งดูแล้ว "เหมือน"จะปลอดภัยมาก แต่ขอโทษครับ โจรมันมักจะ"ก้าวหน้า"ไปกว่าเราเสมอ รู้ไหมครับมันทำยังไง... บังเอิญน้องชายได้ซื้อรถYamaha Fino มาใหม่คันนึง สภาพกิ๊กๆ มาจอดหน้าร้าน ก็จัดแจงLockโซ่อย่างดิบดี พอตื่นมาตอนเช้าปรากฎว่า.......ไฟหน้าเจ้าFino มันหายไปทั้งชุด....มาดูกล้องจึงเห็นว่าโดนโจรเอาไขควงแงะไปใช้เวลา 5วินาทีเท่านั้นครับ ดูมันทำ! รถเอาไปไม่ได้ ก็ยังงัดเอาไฟหน้าไป สรุปว่า ไฟหน้า ต้องไปซื้อใหม่ราคา 700บาท แต่ถ้าโจรงัดเอาไปขาย เขาก็รับซื้อราคาประมาณ 3-4ร้อยบาท มันก็ยังเอานะ..... อันนี้ไม่รู้จะช่วยยังไง แต่ก็ถือว่ายังดีที่ไม่หายไปทั้งคัน.... หลังจากนั้น ผมเห็นใจครับ จึงลงทุนทำทางลาดสำหรับมอเตอร์ไซต์ขึ้นมาจอดบนบ้าน และไปจอดข้างหลังบ้านได้ เพราะเราได้บทเรียนที่ 4 ว่า "แม้คิดว่าปลอดภัยแล้ว แต่ทุกอย่างมักมีช่องโหว่เสมอ" ฮ่าๆ

5. เหตุการณ์ล่าสุด ทำให้ผมวุ่นวายจนแทบไม่ได้อัพเดทBlog เลยก็คือ พนักงานคุมร้านที่เพิ่งรับมาฝึกงานใหม่ ขโมยเงินไปหมดเกลี้ยงลิ้นชัก ทั้งที่มาทำได้แค่ 3ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งๆที่รู้ว่ามีกล้องวงจรปิดอยู่ก็ยังกล้าทำ ถือว่าอุกอาจมาก เรื่องของเรื่องคือ ผมต้องการพนักงานช่วยคุมร้านเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ตอนกลางวัน เจ้าน้องชายของแฟนผมก็ดันไปลงประกาศหางานในอินเทอร์เน็ต ซึ่งอันนี้ผมไม่รู้ วันหนึ่งมีคนโทรมาขอสมัครงานชื่อว่า "นัด" ผมก็ดันเป็นคนที่ใจดี ให้โอกาสคน ทั้งๆที่ปกติแล้ว ผมจะไม่รับพนักงานจากข้างนอกที่ไม่รู้จักเลยครับ แต่ไหนๆโทรมา ผมก็ไม่ได้คิดอะไรบอกว่าให้เอาเอกสารคือสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านมา แล้วให้เดินทางมาที่ร้าน ผมจะสัมภาษณ์เอง ให้หลังสามวัน เขาก็มาพร้อมเอกสารครบครับ ผมเห็นว่ามีเอกสารที่เชื่อถือได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ยังแจ้งความได้ แต่ก็คิดไม่ถึงเลยว่า จะโดนยกเค้าเงินในลิ้นชักไปจนหมด คิดไม่ถึงจริงๆ
พอสัมภาษณ์เสร็จ ก็นัดให้มาทดลองงานอีกสัปดาห์หนึ่ง ซึ่งพอถึงเวลา เช้าวันเสาร์ที่ 13มิถุนายน2008 "นัด" ก็เดินทางมาเข้างาน โดยมีสต๊าฟประจำของร้านสอนงานให้ และพอตอนเที่ยงผมก็ลงมาคุยและสอนงานให้อีกครั้งหนึ่งโดยไม่ได้เอะใจ เนื่องจากเมื่อคืนผมนอนดึกพักผ่อนน้อยก็เลยขึ้นไปพักผ่อนอีก ปล่อยให้ "นัด"มันอยู่คนเดียวกับเงินในลิ้นชักประมาณ 2พันกว่าบาท พอสักประมาณเกือบบ่าย 3โมง เด็กที่เล่นเกมส์ประจำที่ร้านผมก็โทรมาด้วยเสียงตกใจว่า "พี่เกี๊ยง เด็กพี่มันขโมยเงินไปหมดเกะแล้ว" ผมรู้เลยว่า "งานเข้า"หละครับ รีบลงมา แล้วเปิดกล้องวงจรปิด เห็นพฤติกรรมที่ทำอย่างเจ็บแสบมาก แต่ก็ไม่ได้ตามเพราะคิดว่าคงขึ้นแท็กซี่ไปไกลแล้ว ผมก็เลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และนำหลักฐานภาพกล้องวงจรปิด เอกสารสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อให้ตำรวจออกหมายจับต่อไป

แต่เหตุการณ์นี้ ผมก็ยัง"ขอบคุณพระเจ้า" ที่
1. ไม่เสียเงินจำนวนมากกว่านี้ แค่ 2,500บาทถือว่าไม่มาก แต่ก็ไม่ใช่น้อย เป็นบทเรียนที่มีราคาสำหรับผมในการรับพนักงาน หรือจะไว้วางใจใครก็ตาม
2. คนร้ายไม่ได้อยู่ไปและแอบยักยอกเงินทีละนิดทีละหน่อย หรือทำให้ผมตายใจ และยกเค้าที่เดียวจำนวนเงินเป็นหมื่น
3. คนร้ายไม่ได้พาพรรคพวก เข้ามาปล้นผมในเวลากลางคืน เพราะว่าจะนอนพักที่ร้านผมด้วย สามารถลงมาเปิดประตูเพื่อขี้นบนบ้านผมได้

จากที่เล่ามาทั้งหมด ผมรู้สึกว่า ทุกวันนี้เป็น "กาลที่ชั่ว" ตามที่พระคัมภีร์ "เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว" เอเฟซัสบทที่5:15-16 คริสเตียนอย่างเราต้องดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ และมีปัญญาจริงๆครับ โดยพึ่งพาพระเจ้าในการทรงนำทุกวัน....

ปล. ผมได้ติดต่อกับรายการ"เรื่องจริงผ่านจอ" เพื่อส่งภาพกล้องวงจรปิดทั้งหมดให้กับรายการ นำไปออกอากาศเพื่อให้เป็นอุทาหรณ์กับคนอื่นๆต่อไปครับ ทางรายการจะมาสัมภาษณ์ผมเร็วๆนี้ครับ

ล่าสุดตามจับตัวได้แล้วครับ

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อหัวค่ำวันเสาร์ที่ 11กค.2552ที่ผ่านมาขณะที่ผมอยู่ที่สมุยไปพักผ่อนกับภ รรยา ผมได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งแนะนำว่า เขาเป็นเจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตแถวๆบางขุนเทียน พอดีมีคนที่ชื่อ "อรุณ เนินฆ้อ"มาสมัครงาน ก็เอะใจหลังจากที่ให้เขียนใบสมัครทิ้งไว้ ก็เข้ามาSearchในบอร์ดของinternetcafe.in.th เพราะคุ้นๆชื่อเหมือนเคยอ่านผ่านกระทู้ของผมที่ลงไว้ ก็พอดีเจอ และมั่นใจว่า คนนี้คือคนร้ายจริงที่ตระเวณสมัครงานร้านเน็ตและลักท รัพย์มาหลายที่แล้ว มีคดีติดตัวอยู่หลาย สน. ท่านก็่น่ารักมากครับที่โทรมาแจ้งเบาะแสผม ผมก็เลยแนะนำไปว่า ช่วยประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เลยว่าให้วางแผ นจับกุมตัว แล้วก็ล่อให้กลับมาทำงานในวันจันทร์ แล้วก็ตระครุบตัวเลย ส่วนผมจะกลับไปถึงกรุงเทพวัน่จันทร์ตอนเช้ามืด

เสร็จแล้ว ผมก็รีบโทรหาคุณธีรพลที่ก็โดนไอ้อรุณ เนินฆ้อขโมยเงินหลังจากผม2สัปดาห์ ว่าได้เบาะแสคนร้ายแล้ว

พอวันจันทร์มาถึง ทางพี่ผู้หญิงเจ้าของร้านก็ได้นัดหมายให้อรุณ เนินฆ้อ มาที่ร้าน แต่ตอนแรกว่าจะมาตอนเช้า พอจริงๆก็เลื่อนไม่ยอมมา ท่านก็คิดว่าสงสัยไหวตัวหรือเปล่า แต่ในที่สุดตอนบ่ายเจ้าอรุณก็ติดต่อกลับมาบอกว่าจะมา ถึงตอน 5โมงเย็น พี่ผู้หญิงก็โทรบอกผมครับ ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่officeในกรุงเทพแล้ว ก็ภาวนาขอให้อรุณมันโดนจับจริงๆ

ตอน 5โมงเย็น จากคำให้การ เจ้าอรุณมันก็มาจริงๆ พอมาพี่ผู้หญิงก็ให้นั่งทำงาน แล้วก็โทรไปส่งซิกบอกตำรวจที่สน.ท่าข้ามให้เข้ามาจับ กุมตัว พอจับกุมตัวได้ก็รีบโทรบอกผมด้วยเสียงตื่นเต้นว่า "คุณเกี๊ยง เราจับตัวอรุณได้แล้วรีบมาเลยค่ะ" ผมก็รีบกระโดดออกจากโต๊ะทำงานทันที แจ้นไปสน.ท่าข้าม อยู่นู้น ถนนทางไปทะเลบางขุนเทียน ไปก็เจอไอ้คุณอรุณ นั่งคอตกดังภาพครับ
กด linkตามไปดูรูปเลยครับ
http://picasaweb.google.co.th/gueeng...eat=directlink

แก้ไขแล้วครับ กด link ไปดูรูปได้เลยครับ เดี๋ยวผมมีคลิปวีดีโอให้ดุกันครับใจเย็นๆ

มาเล่าต่อนะครับ ผมไปหลังจาก ที่มันถูกจับกุมตัวแล้ว โดยมีคุณธีรพลเจ้าทุกข์อีกคนนึงที่ไปถึงก่อนหน้าผมพร ้อมกับพ่อแม่และพี่ เห็นสภาพของไอ้อรุณแล้ว สมเพศมันมากกว่าครับ ทางฝ่ายคุณแม่ของคุณธีรพลแค้นมาก จะเข้าไปกระทืบมันด้วยซ้ำ

ส่วนผมเองก็เดินไปหามันแล้วบอกมันว่า "ไงคนเก่ง เงยหน้ามาคุยหน่อยสิ จำได้หรือเปล่า พี่เกี๊ยงร้านที่ซอยอุดมสุขไง"

มันก็ก้มหน้าไม่กล้ามองผม

ผมก็บอกมันว่า "จำได้ไหมที่ SMS ไปวันที่เอ็งขโมยให้หลังมึงประมาณ 1ชม.ว่า "ทำอย่างนี้หนีไปได้ไม่นานหรอก"
ลูกผุ้ชาย กล้าทำก็กล้ารับสิ ร้องไห้ทำไม ตอนทำไม่คิด เอ็งรู้ไหมว่า เอ็งทำเขามาแล้วกี่ที่ สิบกว่าที่ สิบกว่ากระทง กระทงละ3ปี เอ็งเจอแน่ๆ 30ปี"

มันก็เงียบก้มหน้าร้องไห้ ไม่กล้ามองหน้าผม

ผมก็รอทางตำรวจ สน.ชนะสงครามมาอาจัดตัวมัน เพราะทางสน.นั้นออกหมายจับแล้ว แต่สน.บางนาของผมยังไม่ออกหมายจับเพราะเรื่องเกินประ มาณ 1เดือนพอดี(ของผมเกิดเรื่องวันที่ 13มิย.52)

พฤติกรรมของคนร้ายก็คือ ทำงานเป็นทีม ร่วมกับเพื่อนอีก 1-2คน ออกสมัครงานตามร้านเน็ตที่ไม่ต้องใช้เงินค้ำประกัน และเมื่อเข้ามาทำงาน ก็จะสังเกตร้านดูลาดเลาประมาณ2-3ชม. ก็จะนัดให้เพื่อนมาเจอบริเวณร้าน แล้วขโมยเงินหลบหนีออกไป บางรายที่โชคร้ายก็เจอยกคอมไปด้วยอย่างของคุณธีรพล

คนร้ายคนนี้มีหมายจับของสน.ต่างๆรวม 7หมาย และที่ยังไม่ออกหมายจับอีก3หมาย(เท่าที่ทราบ) แต่อาจจะตระเวณก่อคดีมามากกว่านั้นแต่เจ้าทุกข์ไม่แจ้งความเอาเอง

ตอนนี้คดีอยู่ที่ชั้นศาลแล้วครับ นายอรุณโดนออกหมายจับคดีอาญาตั้งแต่ปี 50 หนีมากระทำผิดจนปี 52 สุดยอดเลวเลยนายคนนี้ แต่ทำไมไม่มีใครมาโพสถ์บอกกันมั่งจะได้ระวังภัยสังคม

ยังไงก็ต้องขอขอบคุณพี่ผู้หญิงที่สน.ท่าข้าม บางขุนเทียน(ขอปิดชื่อนะครับ) ที่น่ารักมาก ช่วยจับโจรคนนี้ ถือว่ากล้าหาญมากครับ ถ้าเป็นคนที่เห็นแก่ตัวก็จะไม่อยากยุ่ง แค่ไม่รับคนนี้มาทำงานแล้วก็ไล่ๆไปที่อื่น เขาก็จะตระเวณทำอย่างนี้ที่อื่นไปเรื่อยๆครับ จะต้องมีคนเสียหายเพิ่มมากกว่านี้แน่นอน

ภาพคลิ๊ปวีดีโอ นายอรุณ เนินฆ้อ ถูกจับที่สน.ท่าข้าม ตำรวจล้อมหน้าล้อมหลังเยอะมากเพราะหนีคดีมา